สหัสวัต คุ้มคง อภิปรายร่าง พ.ร.บ. ประชามติ โดยสนับสนุนการใช้เสียงข้างมากแบบธรรมดา ชี้เป็นเกณฑ์ที่ชัดเจน เข้าใจง่าย และสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยของรัฐเดี่ยวทั่วไป ขณะที่การใช้เสียงข้างมากสองชั้นจะก่อความยุ่งยาก ทำให้กระบวนการล่าช้า ต้นทุนสูงขึ้น และส่งภาระให้ประชาชนในภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก รวมถึงอาจเป็นการจำกัดสิทธิในการแสดงเจตจำนงทางการเมืองได้
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคประชาชน ขอมีส่วนร่วมในการ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติครับ ท่านประธานครับ ร่าง พ.ร.บ. ประชามติฉบับนี้ เป็นฉบับที่ทางสภาผู้แทนราษฎรของเราได้ผ่านกันไปแล้ว ครั้งหนึ่ง แต่วันนี้ก็ต้องนำกลับมาพูดกันใหม่ นำมาถกเถียงกันใหม่อีกครั้ง เพราะตาม กฎหมายแล้วเมื่อเราพิจารณาเสร็จ ก็ต้องส่งให้ทางวุฒิสภาพิจารณา แล้วทางวุฒิสภาเอง ก็มีมติแก้ไขแล้วส่งกลับมาให้เราพิจารณาใหม่อีกครั้ง โดยประเด็นที่ทางวุฒิสภามีปัญหา และติดใจ ก็คือมาตรา ๗ ที่ไปแก้ไขมาตรา ๑๓ พูดง่าย ๆ ครับ คือเรื่องของเสียงข้างมาก ชั้นเดียวและเสียงข้างมาก ๒ ชั้น หรือ Double Majority กับ Simple Majority นั่นละครับ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่พวกเราในสภาผู้แทนราษฎรเคยถกเถียงกันไปแล้วครับ เราชี้ข้อดี ข้อเสีย ต่าง ๆ มากมาย จนได้ข้อสรุปออกมาว่าควรที่จะต้องใช้เสียงข้างมากแบบธรรมดา วันนี้ผมอยากจะย้ำอีกรอบว่า ทำไมเราต้องใช้เสียงข้างมากแบบธรรมดาครับ เรื่องที่ผม อยากจะย้ำ คือความง่ายและความสะดวกครับ เสียงข้างมากแบบธรรมดา หรือภาษาอังกฤษ เรียกว่า Simple Majority ที่เราเรียกกันว่า Simple เพราะมันง่ายครับ ง่ายในที่นี้คือง่ายต่อ พี่น้องประชาชน ส่วนการใช้เสียงข้างมาก ๒ ชั้นนั้น เรื่องนี้เป็นปัญหาที่สุด คือมันก่อความยุ่งยาก ผมจะขอแบ่งความยุ่งยากออกเป็น ๓ ยาก
เรื่องความยุ่งยากที่ ๑ คือการทำประชามติยุ่งยากครับ คิดง่าย ๆ ถ้าผู้มีสิทธิ เลือกตั้งมี ๔๐ ล้านคน มีคนไปลงคะแนนเห็นชอบ ๑๓ ล้านคน ไม่เห็นชอบ ๑๐ ล้านคน แปลว่า มีผู้ใช้สิทธิมา ๒๓ ล้านคน เห็นชอบเกินกึ่งหนึ่ง ใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งด้วย แบบนี้ประชามติผ่าน ในขณะที่ถ้ามีผู้ออกไปใช้สิทธิเห็นชอบ ๑๕ ล้านคน ออกไปไม่เห็นชอบ ๓ ล้านคน มีผู้ใช้สิทธิรวม ๑๘ ล้านคน ผู้เห็นชอบเยอะกว่าไม่เห็นชอบถึง ๑๒ ล้านคน แต่แบบนี้ก็ไม่ผ่านประชามติครับ เพราะเงื่อนไขที่ว่าผู้ออกไปใช้สิทธิเกินกว่ากึ่งหนึ่ง แบบนี้ทำให้การประชามติยุ่งยาก และอาจจะต้องจัดใหม่กันอีก
ซึ่งนำไปสู่ความยุ่งยากที่ ๒ คือความยุ่งยากในเชิงงบประมาณครับ ถ้าเราคิดว่า การแก้ พ.ร.บ. ประชามติ ครั้งนี้เป็นประตูบานแรกไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมก็เห็นว่า เพื่อนสมาชิกทุกท่านในสภาแห่งนี้เอง ก็มองว่าเป็นภารกิจร่วมกันที่อย่าไปทำให้มันยุ่งยากครับ เพราะตอนนี้เองก็มีแนวโน้มว่าเราอาจจะต้องทำประชามติกันถึง ๓ ครั้ง ถึงจะได้รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ถ้าหากมาดู Timeline กันจริง ๆ ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจนหมดสมัยของสภาเรา ๔ ปี เราจะได้ทำประชามติกันกี่ครั้ง แล้วถ้าเราทำให้มันยุ่งยากแบบนี้ด้วยการใช้ Double Majority ก็จะยิ่งสิ้นเปลืองงบประมาณครับ ยิ่งหากมีการคว่ำประชามติบ่อยแค่ไหน ก็จะยิ่ง ทำให้การใช้งบประมาณมากขึ้นเท่านั้น เพราะการทำประชามติแต่ละครั้งก็ใช้งบประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าทำ ๓ ครั้ง ก็เกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วถ้ามีการคว่ำ ประชามติไปสักครั้ง งบประมาณก็จะบวกเพิ่มเข้าไปอีก ความฝันถึงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ของสภาเรา หรือของพี่น้องประชาชนของเรา ก็จะยิ่งห่างไกลขึ้นไปอีก นี่คือความยุ่งยากที่ ๒
ความยุ่งยากที่ ๓ คือยุ่งยากต่อกระเป๋าเงินของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ เราในฐานะผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาจากพี่น้องประชาชน แต่ละก็มีคนไว้วางใจ ให้เรามาทำหน้าที่นี้นับหมื่น ๆ คน เราย่อมใกล้ชิดประชาชน ย่อมเข้าใจปัญหาของ พี่น้องประชาชนดีว่าทุกวันนี้เศรษฐกิจย่ำแย่แค่ไหน เงินในกระเป๋าก็ไม่ค่อยจะมี การออกจาก บ้านแต่ละครั้งไปเลือกตั้ง ไปออกเสียง ไปมีส่วนร่วมทางการเมืองแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่าย ไม่น้อย บางคนที่อยู่ในพื้นที่ก็อาจจะใช้เงินหลักร้อย หลักพัน บางคนที่อยู่นอกพื้นที่ต้อง เดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดก็อาจจะใช้หลักพัน หลักหมื่น ในการไปออกเสียงแสดงเจตจำนง ของพวกเขา ต้นทุนที่พี่น้องประชาชนเสียไปก็ไม่ใช่แค่ต้นทุนในกระเป๋านะครับ แต่ต้อง รวมถึงต้นทุนเวลาที่ต้องเสียไปด้วย บางคนอาจจะใช้วันดังกล่าวในการทำ OT อาจได้ ค่าตอบแทนหลายร้อย หลายพัน เลี้ยงคนในครอบครัวเพิ่มได้ นี่ก็ต้องขาดรายได้ตรงนั้นไปครับ ต้นทุนของพี่น้องประชาชนจึงไม่ใช่แค่การออกไป ๑ ครั้ง แต่รวมถึงการเสียโอกาสที่จะได้เงิน เพิ่มเข้ามาในกระเป๋าอีกอย่างน้อย ๑ วันด้วย นี่คือความยุ่งยาก ประการที่ ๓
ท่านประธานครับ หากจะต้องมีการตั้งกรรมาธิการร่วมระหว่าง ๒ สภาจริง ผมก็อยากจะฝากข้อคิดเห็นของผมเรื่องนี้เข้าไปในที่ประชุมด้วยเช่นกันครับ ทั้งความยุ่งยาก ๓ ข้อที่ผมกล่าวมา แล้วผมอยากจะย้ำอีกครั้งครับ เราพูดกันเสมอ เราภูมิใจกันนักหนาครับว่า เราคือรัฐเดี่ยวแบ่งแยกไม่ได้ รัฐเดี่ยวทั่วโลกส่วนมากเขาใช้ Simple Majority กันทั้งนั้น Double มันไว้ใช้กับพวกประเทศที่เป็นมลรัฐที่ต้องพิจารณาหลายอย่าง แต่ของเราใช้แบบ ธรรมดาอย่างง่ายได้เลย จะได้ไม่ต้องเกิดความยุ่งยากต่อประชาชนครับ แล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่เราอยากแก้กัน ก็มาจากเสียงข้างมากธรรมดา เราใช้เสียงข้างมากธรรมดา กันมาตลอด ผมก็ไม่เข้าใจครับว่าทำไมอยู่ดี ๆ อยากจะใช้เสียงข้างมาก ๒ ชั้นกัน หรือจริง ๆ พวกท่านแค่ไม่อยากให้ประชาชนแก้รัฐธรรมนูญอย่างนั้นหรือครับ จึงต้องสร้างความยุ่งยาก วุ่นวายให้กับพี่น้องประชาชนที่อยากจะแสดงเจตจำนงทางการเมืองของตัวเองเหลือเกิน ผมไม่เข้าใจเลยครับ ขอบคุณครับ