มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช หารือร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติที่วุฒิส่งคืน โดยเปรียบเทียบกับร่างของพรรคภูมิใจไทย พร้อมเสนอให้ใช้เกณฑ์เสียงข้างมากสองชั้นเพื่อเพิ่มความชอบธรรมในการลงประชามติรับรัฐธรรมนูญ และตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของกระบวนการที่ไม่มีเกณฑ์การมีส่วนร่วมขั้นต่ำของประชาชน พร้อมเสนอแนวทางการตั้งกรรมาธิการร่วมหากทั้งสองสภายังมีความเห็นไม่สอดคล้องกัน
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย ประเด็นของร่างพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม แล้วก็ส่ง กลับคืนมาที่สภาของเรา มันเป็นเรื่องธรรมดาค่ะท่านประธาน คนเราก็ย่อมมีความคิดเห็น ที่แตกต่างกันไป จริง ๆ จะบอกว่าการที่เราใช้เสียงข้างมาก ๒ ชั้น คล้ายกันกับร่างตอนที่ พรรคภูมิใจไทยเสนอเข้าสภาครั้งแรก อาจจะไม่เหมือนทีเดียว แต่ก็มีความคล้ายคลึง ก็สืบเนื่องจากเมื่อ ๓๐ กันยายน ถ้าเราจะเท้าความไป ขอสไลด์ที่ ๑ นะคะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ทางวุฒิสภาก็ส่งคืนร่างกลับมา ทีนี้พอกลับมาปุ๊บ มันก็เป็นเรื่องปกติที่อย่างไรเดี๋ยวเราก็จะต้องมาตั้งกรรมาธิการร่วมกัน อยู่แล้ว เพราะว่าในเมื่อ ๒ สภาความคิดเห็นเราต่างกัน เราก็ต้องมานั่งคุยกันใหม่ ท่านประธานคะ เรื่องเสียงข้างมาก ๒ ชั้น หลาย ๆ ท่านก็จะงง ๆ ก็อยากจะอธิบาย ให้เพิ่มเติมว่า คำว่า เสียงข้างมาก ๒ ชั้นมันเป็นอย่างไร ชั้นแรกต้องมีผู้มาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่ง ของผู้มีสิทธิ นั่นหมายความว่าผู้มามากกว่าผู้มี ชั้นที่ ๒ เวลาโหวตก็จะต้องเกินกึ่งหนึ่งของ ผู้มาใช้สิทธิ จริง ๆ สมาชิกในห้องอาจจะเข้าใจ แต่บางทีพี่น้องประชาชนที่ฟังเราอภิปรายอยู่ อาจจะงง ๆ ว่าทำไมต้อง ๒ ชั้น ก็เลยถึงต้องพยายามอธิบายให้ละเอียดขึ้น แล้วมี การแบ่งด้วยนะคะว่าประชามติที่เราจะทำคือจะต้องแบ่งเป็น ๒ ประเภท ก็คือว่าถ้าเป็นเรื่อง ประชามติทั่วไปใช้เสียงข้างมากได้ แต่ถ้าเป็นการแก้รัฐธรรมนูญเราจะต้องใช้ ๒ ชั้น อย่างที่ เพื่อนสมาชิกบอกว่าทำไมไม่ทำเป็นเกณฑ์เดียวกัน อันนี้จริง ๆ ทำเป็นเกณฑ์เดียวกันก็ได้ หรือไม่ทำเป็นเกณฑ์เดียวกันก็ได้ อันนี้ไม่ได้ติดใจนะคะ เพียงแต่ว่ารัฐธรรมนูญมันเป็น กฎหมายสูงสุด และเป็นกฎหมายที่ใช้ปกครองประเทศ เพราะฉะนั้นอะไรที่เราทำ เราต้องมี ความละเอียดอ่อน แล้วเราก็ต้องมีความรู้สึกว่ามันเชื่อถือได้ มั่นใจได้ ทีนี้พอเราคุยกันแล้วว่า มันจะต้องมีการทำเสียงข้างมาก ๒ ชั้น อยากจะอธิบายว่าเรื่องของตัวเลข ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในประเทศไทยมีอยู่ ๕๒.๒๘ ล้านคน ทีนี้การลงประชามติที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๖๗ ถ้าเรารวมเด็ก ที่อายุ ๑๘ ปี ที่มีจำนวนมากขึ้น เราก็คาดหมายนะคะว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจจะต้องเพิ่มขึ้น เป็น ๕๓ ล้านคน เพราะฉะนั้นในชั้นที่ ๑ ก็ต้องมีผู้ที่ออกไปใช้สิทธิเกินครึ่ง หรือ ๒๖.๕ ล้านคน พอชั้นที่ ๒ ก็ต้องมีผู้ลงคะแนนเห็นชอบเกินครึ่ง คือ ๑๓.๒๕ ล้านคน ถ้าเกิดว่าไม่ได้ เข้าเงื่อนไข ๒ ข้อนี้ สรุปก็คือว่าไม่ผ่านนะคะ ทีนี้การที่เราจะต้องมาอภิปรายกันอีกครั้งในวันนี้ เพราะเราก็ต้องมาถามกันว่า ถ้าวันนี้ เราเห็นชอบกับข้อแก้ไขของวุฒิสภาแล้ว เราก็ไม่ต้องตั้งกรรมาธิการร่วมกัน แต่จากที่ฟังดู ก็มีเพื่อนสมาชิกที่ไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นถามว่าจากวันนี้ไปผลของความล่าช้ามันก็อาจจะ กินระยะเวลาไปอีกหลายเดือน ไม่ได้หมายความว่าตั้งพรุ่งนี้แล้วก็อีก ๒-๓ วันจะเสร็จ หรือ ๑ อาทิตย์จะเสร็จนะคะ เพราะที่ผ่านมาเราก็ใช้เวลาในการพูดคุยแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกันค่อนข้างมาก ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะนำเสนอ ๓ ประเด็น ดังต่อไปนี้
ประเด็นที่ ๑ ถ้าเราย้อนกลับไปดูสถิติของผู้ออกมาใช้สิทธิลงประชามติ ในปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๕๙ ก็จะพบว่ามีอัตราผู้ออกมาใช้สิทธิมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เปรียบเทียบให้ดูในสไลด์ที่ ๔ ทีนี้การออกเสียงประชามติเพื่อที่จะรองรับรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ มีประชาชนมาใช้สิทธิ ๒๕,๙๗๘,๙๕๔ คน คิดเป็น ๕๗.๖๑ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด ๔๕.๐๙ ล้านเสียง แล้วพอมาปี ๒๕๖๐ เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ มีผู้มาใช้สิทธิ ๒๙,๗๔๐,๖๗๗ คน คิดเป็น ๕๙.๔๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานดู ๒ ปีที่ทำเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์นะคะ เราก็พยายามรณรงค์ที่ ให้ประชาชนนั้นออกมาบอกว่า ถ้าใครเห็นด้วยก็ให้มาลงประชามติ
ประเด็นที่ ๒ กฎหมายเขากำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำ ยกตัวอย่าง อย่างถ้าบอกว่า เลือกตั้ง สส. ไม่มีคู่แข่ง สมมุติว่าไม่มีใครเลย คนที่มาใช้สิทธิต้องมีอย่างน้อย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ยังมีการระบุเห็นไหมคะ หรือถ้าเกิดเลือกนายก อบต. หรือเลือก สจ. ต้องกำหนดบอก ว่าคนมาใช้สิทธินั้นจะต้องไม่น้อยกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย ที่สำคัญ เราไม่กำหนดอะไรเอาไว้เลยหรือคะ แล้วมันจะเชื่อถือได้อย่างไร
ทีนี้เราบอกว่าการที่เราจะกำหนดให้ใช้ Double Majority ก็เป็นการที่ สะท้อนให้เห็นความสำคัญถึงความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นด้วย เป็นการรับประกันว่า ถ้าเราทำประชามติหัวข้อใด ๆ ก็จะต้องเป็นประเด็นที่สังคมสนใจแล้วก็อยากมีส่วนร่วม
เพราะฉะนั้นจากทั้ง ๓ ประเด็นที่ดิฉันกล่าวมา ดิฉันบอกว่าดิฉันก็มีความเห็น ด้วยกับการที่ใช้ Double Majority เพราะอะไร เพราะว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เราจะเชื่อถือได้ก็ต่อเมื่อเราใช้เสียงส่วนมากในระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นก็ฝาก ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ก็พิจารณาร่วมกัน ขอบคุณค่ะ