ณัฐวุฒิ บัวประทุม แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประชามติที่ปรับเปลี่ยนโดยวุฒิสภา ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์เดิมในการแก้รัฐธรรมนูญและมติของสภาผู้แทนราษฎร โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องในการพิจารณาและการเปลี่ยนแปลงท่าทีอย่างกะทันหัน พร้อมเรียกร้องให้มีการชี้แจงชัดเจนผ่านกรรมาธิการร่วมและย้ำถึงความสำคัญของกระบวนการที่เป็นธรรม การรับฟังความเห็นหลากหลายกลุ่ม และการเคารพเจตนารมณ์ของประชาชน โดยยังยืนยันจุดยืนสนับสนุนร่างที่ผ่านสภาและเสนอให้เร่งพิจารณาเพื่อให้ทันกับการทำประชามติในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เพื่อประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัด อ่างทอง ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในส่วนที่วุฒิสภามีการปรับปรุงแก้ไขแล้ว ส่งกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ เราเองก็คุ้นเคยกับกรณีของการแก้ไข กฎหมายของวุฒิสภา แล้วส่งกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎร มิใช่เรื่องแปลกใหม่แต่ประการใดครับ หลายครั้งเราเห็นด้วยกับสิ่งที่วุฒิสภามีการแก้ไข เราก็ลงมติเห็นชอบ หลายครั้งเรายังไม่เห็น ด้วย หรือไม่รู้ว่าเหตุผลที่วุฒิสภามีการแก้ไขนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุใด เราก็ลงมติยืนในส่วนของ สภาผู้แทนราษฎร นำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการร่วม นี่เป็นเรื่องปกติของระบบ ๒ สภา ตราบใดที่ยังไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจนนำไปสู่การมีสภาเดียว แต่ก็ต้องทบทวนและยืนยัน ครับว่า ในการแก้ไขพระราชบัญญัติประชามติรอบนี้นั้น ต้องยอมรับว่าเจตนารมณ์ดั้งเดิมนั้น คือเป็นการแก้ไขเพื่อตอบสนองต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอีกรอบหนึ่ง แน่นอนครับ เราคุ้นเคยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ ฉะนั้นโดยเงื่อนไขเวลาและสิ่งที่เห็นว่ามี ความจำเป็น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๗๐ คือความคาดหวังหนึ่งของพวกเรา เพื่อนสมาชิกทุกพรรค การเมือง และพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก ฉะนั้นเบื้องต้นจึงไม่อาจเห็นด้วยกับ สิ่งที่วุฒิสภามีการแก้ไข และยืนยันสิ่งที่สภาผู้แทนราษฎรได้เคยดำเนินการมา ด้วยเหตุผล ทั้งหมด ๔ ประการด้วยกันครับ
ประการที่ ๑ เวลาเปลี่ยนใจคนเปลี่ยนครับ ผมเองเป็นกรรมาธิการ พ.ร.บ. ประชามติ ในสภาชุดที่ ๒๕ ร่วมกับ สว. ชุดที่ผ่านมา แน่นอนครับ ในขณะนั้นเราเอง ก็ยังสับสนงุนงงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญว่า กรณีการรับฟังและออกเสียงประชามตินั้น จะต้องใช้เกณฑ์แบบใด อย่างไร เราเห็นแต่เพียงว่าความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญ ความชอบธรรมของการประชามตินั้น ควรจะได้รับเสียงข้างมากถึง ๒ ชั้น ที่เรียกว่า Double Majority คือชอบธรรมทั้งกรณีของคนที่ออกมา และชอบธรรมทั้งกรณีของคะแนนเสียงที่มี การลงและเห็นชอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคิด ณ ขณะนั้น แต่เมื่อตรวจสอบย้อนไปเจตนารมณ์ รัฐธรรมนูญเขียนชัดเจนว่า การลงประชามติไม่ว่ารูปแบบใดก็แล้วแต่นั้น ต้องเป็นการลง ประชามติเพื่อนำไปสู่ข้อยุติเท่านั้น จึงไม่อาจมีการลงประชามติในรูปแบบอื่นที่ไม่นำไปสู่ ข้อยุติได้ อาจจะมีก็ได้ครับ แต่ไม่มีผลผูกพันในทางกฎหมาย เช่น กรณีของการลงประชามติ เพื่อปรึกษาหารือในเรื่องต่าง ๆ ที่อาจจะมีกฎหมายอื่น ๆ รองรับไว้ สิ่งที่สงสัยมากที่สุด ก็คือว่า ในกรณีของรายงานบันทึกการประชุมของสมาชิกวุฒิสภาทุกครั้ง พวกผมเองก็กลับไปอ่าน แม้ครั้งสุดท้ายอาจจะยังไม่สามารถที่จะรับรองได้ เพราะส่งเรื่องนี้มาที่สภาผู้แทนราษฎรก่อน แต่เราไม่รู้เลยว่าเหตุใดครับ วันหนึ่งลงคะแนนเสียง ๒๐ ต่อ ๓ เห็นด้วยกับร่างของ สส. วัน ถัดมาอีก ๗ วัน กลับเป็น ๑๗ ต่อ ๑ ขอปรับปรุงแก้ไข โดยที่ไม่ได้ย้อนไปดูว่าสิ่งที่แก้นั้น อาจจะขัดกับหลักการที่สภาผู้แทนราษฎรส่งไปให้ท่านด้วยซ้ำ อาจจะขัดกับเหตุผลที่อยู่ในตัว กฎหมายที่สภาผู้แทนราษฎรส่งไปด้วยซ้ำ ฉะนั้นเราไม่ได้ยินเหตุผล เราจำเป็นต้องขอเหตุผล นี้ชัด ๆ ในการประชุมของกรรมาธิการร่วมกันที่อาจจะเกิดขึ้น นั่นเป็นประการที่ ๑ ครับ
ประการที่ ๒ มีคำพูดที่สื่อออกมาครับ ไม่ว่าจะเป็นจากเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา หรือคนโดยทั่วไปที่เข้าใจว่าสิ่งที่ สส. ต้องการ คือการต้องการว่าให้การผ่านเรื่องต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่การลงประชามตินั้นเป็นไปโดยง่ายใช่ไหม ท่านต้องแยกนะครับ ระหว่างการที่ ผ่านโดยง่ายกับการที่ผ่านแบบชอบธรรม เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิก ท่านจิตติพจน์ก็พูดถึง การรณรงค์ที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา เพราะท่านอย่าลืมว่าอย่างน้อยที่สุดมี ๔ กลุ่มแน่นอน ๑. กลุ่มที่ไม่ออกมาใช้เสียง ๒. กลุ่มที่ลงมติเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย หรือเห็นอย่างไร ก็แล้วแต่ภายใต้คำถาม ๓. กลุ่มที่ลงมติไม่เห็นด้วย และ ๔. คือกลุ่มที่อาจจะมีช่องให้ลงมติ ว่างดออกเสียง หรือไม่ประสงค์ที่จะลงคะแนนเสียง แต่ท้ายที่สุดหากใช้ระบบ Double Majority หรือระบบ ๒ ชั้น ๓ กลุ่มจะถูกนำคะแนนไปรวมกัน ก็คือกลุ่มที่ไม่ได้ออกมาใช้สิทธิ กลุ่มที่ไม่เห็นด้วย และอาจจะรวมถึงกลุ่มที่ไม่ประสงค์ลงคะแนนเสียง แต่ไม่อาจผ่านได้ โดยกลุ่มที่ต้องการจะเห็นด้วย ซึ่งผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้ เราต้องยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่ใช่ประเด็นเรื่องการอยากให้การทำประชามตินั้นผ่านไปโดยง่าย แต่เป็นความชอบธรรม ของกระบวนการในการทำประชามติไม่ให้มีการใช้เจตนารมณ์เบี่ยงออกไปในการรณรงค์ แบบใดแบบหนึ่ง แล้วร่างที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด ซึ่งมีจำนวนถึงหลายสิบมาตรานั้น ๑๒ มาตรา ก็มีมาตราอื่น ๆ ที่รองรับกระบวนการรณรงค์ กระบวนการเปิดให้มีการหาข้อมูล อย่างรอบด้าน กระบวนการเปิดอย่างเสรีที่จะมีการรณรงค์ต่าง ๆ เป็นต้น แต่มิใช่เป็นไป เพื่อให้ผ่านโดยง่าย แต่เพื่อสร้างความชอบธรรมที่เหมาะสม ในกรณีของร่าง สส. ที่ผ่านไป ที่ใช้ระบบ Single Majority
ท่านประธานครับ ประการที่ ๓ นี้คือความย้อนแย้งที่เราอาจจะต้องดูว่ากรณี ของมาตรา ๙ ซึ่งบอกว่าการลงประชามตินั้นมีอยู่ทั้งหมด ๕ รูปแบบด้วยกัน รูปแบบที่ ๑ คือการลงประชามติเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ นี่เขาใช้คำว่า (๑) รูปแบบที่ ๒ คือ การลงประชามติ กรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีเหตุอันสมควร ใช้ (๒) รูปแบบที่ ๓ กรณี การลงประชามติที่มีกฎหมายกำหนดให้มีการออกเสียง เช่น ข้อบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับ เทศบาลต่าง ๆ นี่อยู่ใน (๓) รูปแบบประการที่ ๔ คือรัฐสภาพิจารณาและมีมติเห็นควรให้มี การลงประชามติ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในสภาชุดที่ ๒๕ ถึงแม้มีความเห็นต่างและส่งไปให้ คณะรัฐมนตรีว่าเห็นควรให้มีการประชามติหรือไม่ และรูปแบบที่ ๕ คือการเข้าชื่อของพี่น้อง ประชาชนไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ คน ในการเสนอให้มีการทำประชามติ ผมขออนุญาตเวลา ท่านประธานอีกสักนิดหนึ่งครับ คาดว่าวันนี้เพื่อนสมาชิกอภิปรายไม่เยอะ แต่สิ่งที่สมาชิก วุฒิสภาไประบุนั้น ระบุเฉพาะกรณีรูปแบบที่ ๑ และรูปแบบที่ ๒ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ท่านประธานทราบไหมครับ แล้วผมก็ทวงคำถามนี้ ไปยังคณะรัฐมนตรีด้วยนะครับว่า วันนี้มีพี่น้องประชาชนเกิน ๕๐,๐๐๐ ชื่อไปยื่นขอให้ คณะรัฐมนตรีทำประชามติ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาหลายเดือนแล้ว มาเป็นเดือนแล้ว ตั้งแต่มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่ยังไม่เคยมีเสียงตอบรับจากคณะรัฐมนตรีว่าตกลงจะทำ ประชามติหรือไม่ แล้วในกรณีที่เขียนมาในร่างของ สว. วรรคสอง ท่านพูดแต่รูปแบบที่ ๑ และรูปแบบที่ ๒ เท่านั้น แต่ไม่รวมถึงรูปแบบที่ ๕ ที่ประชาชน ๕๐,๐๐๐ ชื่อไปเข้าชื่อขอให้ มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แค่อันนี้อันเดียวก็เพียงพอที่ต้องตั้งข้อสังเกตว่าตกลง สว. เอง หรือ ครม. เห็นใช่ไหมครับว่า รูปแบบที่ ๕ ถ้าประชาชนเข้าชื่อ ถึงแม้จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ทำประชามติโดยใช้เสียงข้างมากข้างเดียว หรือ Simple หรือ Single Majority ก็ได้ นั่นเป็นประการที่ ๓ ครับ
ประการที่ ๔ ประการสุดท้าย ท่านประธานครับ มีเพื่อนสมาชิกกังวลว่า ท้ายที่สุดแล้วกระบวนการของพวกเราที่ล่าช้า อาจจะไม่สามารถนำไปสู่การทำประชามติ ถามประชาชนครั้งแรกในการเลือก สจ. เลือกนายก อบจ. เดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๖๘ ห่วงว่าจะไม่ทันสมัยประชุมนี้ ผมก็ต้องนำเรียนนะครับว่า ถ้ามีการตั้งกรรมาธิการร่วม และมีการแก้ไขเพียงเล็กน้อย มาทำความเข้าใจ สัปดาห์หน้าก็เสร็จครับ สัปดาห์ถัดไป ก็สามารถบรรจุวาระการประชุมในวันที่ ๓๐ เป็นอย่างช้านะครับ ตุลาคมซึ่งเป็นวันปิด สมัยประชุมก็ยังทัน ถ้าท่านห่วงว่าไม่ทันจริง ๆ ผมก็อ่านรัฐธรรมนูญให้ท่านฟัง มาตรา ๑๒๒ มาตรา ๑๒๓ ว่าเราสามารถขอให้มีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญได้ ฉะนั้นเราไม่ห่วงกังวล เรื่องเงื่อนเวลาครับ แต่ขอเพียงอย่างเดียวว่าเกิดอะไรขึ้น และสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชน เขียนมาครบถ้วนถูกต้องจริงหรือไม่ อย่างไร ฉะนั้นในนามของ พรรคประชาชน พวกผมเองยืนยันครับว่า ต้องยืนยันร่างที่ผ่านการพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎร และหากสภาแห่งนี้ลงมติเห็นชอบแบบนั้น เราก็เห็นด้วยกับการตั้ง คณะกรรมาธิการร่วมของรัฐสภา เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลดังที่ผมได้นำเรียนมา ทั้งหมด ขอบคุณท่านประธานครับ