จิตติพจน์ วิจารณ์ร่างประชามติใหม่ ห่วงใช้ Double Majority กดทับประชาธิปไตย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๙ ตุลาคม ๒๕๖๗

จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ วิเคราะห์ความเป็นไปได้สองทางหลังวุฒิสภาส่งร่าง พ.ร.บ. ประชามติกลับมา โดยมองว่าหากกรรมาธิการร่วมพิจารณาเร็ว อาจได้ร่างกฎหมายฉบับใหม่ภายในสองสัปดาห์ถึงสิบห้าวัน แต่แสดงความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงให้ใช้หลัก Double Majority โดยเฉพาะการแยกเกณฑ์สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย และเรียกร้องให้คงใช้หลัก Simple Majority เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปได้จริง

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมขออนุญาตวิเคราะห์ถึงผล ที่จะเกิดขึ้นจากการที่วุฒิสภาส่งร่างที่มีการแก้ไขกลับมาที่สภาแห่งนี้ ผลที่จะเป็นไปได้ มีความเป็นไปได้ ๒ ทางครับ

ทางที่ ๑ ก็คือเมื่อมีการตั้งกรรมาธิการร่วมแล้ว กรรมาธิการร่วมพิจารณา อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นก็ส่งร่างให้ทั้ง ๒ สภาพิจารณา แล้วทั้ง ๒ สภาเห็นชอบ เราก็จะมี ร่าง พ.ร.บ. ประชามติใหม่ขึ้นมาพิจารณาประมาณอาจจะภายใน ๒ อาทิตย์ครับ ถ้ารวดเร็ว อาจจะสัก ๒ อาทิตย์ ๑๕ วัน ก็เป็นไปได้ ก็จะได้ใช้ พ.ร.บ. ประชามติ ฉบับใหม่

กับอีกทางหนึ่งครับท่านประธาน ก็คือหลังจากที่คณะกรรมาธิการร่วม พิจารณา แล้วส่งมาที่สภา ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ปรากฏว่ามีสภาใดสภาหนึ่ง ไม่เห็นชอบด้วย แล้วก็มีการยับยั้งร่างตามมาตรา ๑๓๗ มาตรา ๑๓๘ ผลก็จะทำให้ ร่าง พ.ร.บ. ประชามติ ล่าช้าไปอีกประมาณ ๑๘๐ วัน บวกกับตอนที่กรรมาธิการพิจารณา รวม ๆ แล้วน่าจะต้องถึงประมาณ ๗ เดือน ๘ เดือนขึ้นไป ทำให้เกิดความล่าช้าโดยไม่จำเป็น ซึ่งผมก็รู้สึกค่อนข้างกังวล เนื่องจากอย่างที่เพื่อนสมาชิก ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ไม่เสียหาย ท่านพริษฐ์ตั้งข้อสังเกตไว้ครับว่า วุฒิสภามีการปรับเปลี่ยนแนวคิดในเรื่องของการทำ ประชามติ จากเดิมเห็นด้วยกับการทำ Simple Majority เปลี่ยนมาเป็น Double Majority อย่างกะทันหัน โดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งผมก็สงสัยมาก ก็คงจะได้มีโอกาสไปพิจารณา ขอรายงานการประชุมมาพิจารณาต่อไป ก็ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตไว้ว่าที่มีการเปลี่ยนท่าที ของวุฒิสภา ทำให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อการแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติ เป็นผลกระทบต่อ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยของประเทศไทย ที่ผมกล่าวเช่นนั้น ก็เนื่องจากว่า ถ้าหากท่านประธานจำได้นะครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการร่างรัฐธรรมนูญในอดีต ที่ผ่านมา เราไม่เคยต้องทำประชามตินะครับ เพิ่งมีการทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เท่านั้นที่เริ่ม มีการทำประชามติ แล้วก็เป็นการทำประชามติที่ไม่ปกติครับ คือในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ แล้วมีการตั้งกติกาบอกว่าเวลาทำประชามติห้ามรณรงค์ไม่ให้รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็น การทำประชามติที่ผมไม่เคยเห็นที่ใดในโลก หลังจากนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็ถูกบังคับใช้ แล้วก็เป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ไขยากที่สุดครับท่านประธาน และถ้าหากว่าเราดูพฤติการณ์ที่มี การทำประชามติในอดีต แล้วมาดูกับร่าง พ.ร.บ. ประชามติปัจจุบัน ถ้าหากท่านประธาน ดูละเอียด ก็จะสังเกตเห็นว่าการทำประชามติในปี ๒๕๖๐ นั้น เป็นการทำประชามติที่ง่ายมาก เงื่อนไขแทบจะไม่มี เอื้อต่อการรับร่างรัฐธรรมนูญเป็นอย่างมาก แต่ในร่าง พ.ร.บ. ประชามติ ที่ทางวุฒิสภาแก้ไขกลับมานั้น ทำให้เกิดอุปสรรคอย่างร้ายแรงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีการใช้เทคนิคต่าง ๆ ที่จะทำให้การทำประชามติไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่เพื่อนสมาชิก ก่อนหน้านี้ได้อภิปรายไว้แล้ว ก็เป็นสิ่งที่ผมค่อนข้างกังวลครับว่า จริง ๆ แล้วเราจะสามารถ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เป็นประชาธิปไตยได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่ผมค่อนข้างกังวลมาก ๆ เลยนะครับ แล้วด้วยเนื้อหาของร่างประชามติที่ทางวุฒิสภาแก้ไขมา ท่านก็บอกว่าถ้าในเรื่องของการทำ ประชามติในเรื่องของเรื่องทั่วไป ก็ใช้ Simple Majority แต่เฉพาะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ใช้ Double Majority ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องมีการแยกให้เป็น ๒ อย่างเช่นนั้น ในเมื่อร่างเดิมของ พ.ร.บ. ประชามติ ที่เคยอยู่ในมาตรา ๑๓ ก็ไม่ได้มีการแยกนะครับว่า ถ้าเป็นกรณีหนึ่งให้ทำอย่างหนึ่ง เป็นกรณีหนึ่งให้ทำอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งก็เป็นการตั้งเงื่อนไข ซึ่งไม่มีเหตุผลที่จะรองรับได้ เป็นสิ่งที่ทำให้ผมค่อนข้างกังวลกับร่าง พ.ร.บ. ประชามติฉบับนี้ แล้วผมก็ขออนุญาตสนับสนุนครับว่า ในการทำประชามตินั้น ควรที่จะยึดหลักเดิม คือใช้เสียง ข้างมากปกติ ที่เรียกกันว่า Simple Majority กล่าวคือมีผู้มาออกเสียงเท่าใด เสียงข้างมาก ว่าอย่างไร ก็เป็นไปตามนั้น อาจจะมีเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าเสียงข้างมากนั้นอาจจะต้องมากกว่า เสียงที่ไม่ลงความเห็น ผมก็คิดว่าเป็นหลักการที่เหมาะสมและถูกต้องแล้ว และจะทำให้กระบวนการแก้ไข รัฐธรรมนูญมีความเป็นไปได้ แต่ถ้าหากว่าเราไม่มีการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ประชามติ จาก Double Majority เป็น Simple Majority ผมก็เชื่อว่าในการทำประชามติครั้งหน้า เราก็จะเห็นการรณรงค์แปลก ๆ อย่างเช่น รณรงค์บอกว่าอย่าไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง อย่าไปออกเสียง เพราะว่าเวลาไม่ไปออกเสียง ก็จะทำให้คะแนนของผู้มาออกเสียง ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด ก็จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญตกไป ดังนั้น โอกาสที่พวกเรา จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ก็ค่อนข้างยากครับ ก็ขออนุญาตฝากความกังวลไปยัง ท่านประธานสภาว่า อย่างไรเสียร่างพระราชบัญญัติประชามตินั้น ขอให้มีการคงหลักการ เสียงข้างมากปกติ หรือที่เรียกว่า Simple Majority ไว้ต่อไปครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน