พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายคัดค้านการกลับมาใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก 2 ชั้นในการประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังวุฒิสภามีท่าทีเปลี่ยนแปลงจากมติก่อนหน้า โดยตั้งคำถามถึงเจตนาและเหตุผลที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงนี้ พร้อมแสดงความกังวลว่าอาจเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปประชาธิปไตยอย่างเสรีและเปิดกว้าง ย้ำถึงความสำคัญของการใช้เกณฑ์เสียงข้างมากเพียงชั้นเดียวเพื่อความเป็นธรรมและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเท่าเทียม ไม่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
เรียนประธานสภาที่เคารพครับ ผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ อดีตพรรคก้าวไกล จากพรรคประชาชน ขออนุญาตอภิปรายร่าง พ.ร.บ. ประชามติ ที่ทางวุฒิสภานั้นได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมจาก ร่างแก้ไขที่ทางสภาผู้แทนราษฎรได้เห็นชอบไป และได้มีการส่งกลับมาให้สภาผู้แทนราษฎร ของเรานั้นพิจารณากันในวาระนี้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๗ ท่านประธานครับ สาระสำคัญในการแก้ไขของวุฒิสภานั้นอยู่ที่ประเด็นเดียวครับ ก็คือประเด็นในส่วนของ มาตรา ๑๓ ของ พ.ร.บ. ประชามติ ที่เกี่ยวกับว่าเราจะใช้เกณฑ์อะไร ในการมากำหนดว่า ประชามตินั้นผ่านความเห็นชอบของประชาชนหรือไม่ จากเดิมทีครับ พ.ร.บ. ประชามติ ปี ๒๕๖๔ มีการกำหนดให้ใช้กติกาที่เรียกกันว่าเสียงข้างมาก ๒ ชั้น หรือว่า Double Majority แต่พอเดินทางมาถึงเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทางสภาผู้แทนราษฎรของเรานั้น ก็มีมติ เอกฉันท์ในวาระที่ ๓ เห็นชอบให้เปลี่ยนไปใช้กติกาเสียงข้างมาก ๑ ชั้น หรือว่า Single Majority แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางวุฒิสภานั้นก็ได้มีมติเห็นชอบให้กลับไปใช้กติกา เสียงข้างมาก ๒ ชั้น หรือว่า Double Majority สำหรับประชามติที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญเฉพาะมาตรา ๙ (๑) แล้วก็มาตรา ๙ (๒) ท่านประธานครับ โดยทั่วไปแล้ว มันเป็นเรื่องปกติที่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภานั้นอาจจะมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไปบ้าง ในแต่ละเรื่อง แต่มันเป็นที่น่าสังเกตนะครับว่า พอเราไปย้อนดูบันทึกการประชุมของกรรมาธิการ วิสามัญในส่วนของวุฒิสภาที่ตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ประชามติในครั้งนี้ เราจะเห็น ถึงอาการกลับไปกลับมาของกรรมาธิการในส่วนของวุฒิสภา เราจะค้นพบว่าพอไปดูในการ ประชุม ครั้งที่ ๔ เกิดขึ้นวันที่ ๑๘ กันยายน คณะกรรมาธิการในส่วนของวุฒิสภามีมติ ๒๐ ต่อ ๓ ให้คงกติกาเสียงข้างมาก ๑ ชั้นตามร่างของสภาผู้แทนราษฎร แต่ผ่านไปเพียงแค่ ๗ วัน ในการประชุม ครั้งที่ ๕ วันที่ ๒๕ กันยายน คณะกรรมาธิการของวุฒิสภาชุดเดียวกันเลย กลับมีมติ ๑๗ ต่อ ๑ ให้ฟื้นคืนชีพกติกา Double Majority หรือว่าเสียงข้างมาก ๒ ชั้น และทำให้เราต้องมาพิจารณากันอยู่ในวันนี้ ท่านประธานครับ ผมไม่รู้หรอกครับว่าเหตุการณ์ อะไรในห้วงเวลาของวันที่ ๑๘-๒๕ กันยายน ได้ไปดลบันดาลให้คณะกรรมาธิการวุฒิสภานั้น ได้กลับลำแบบ ๑๘๐ องศา แต่ผมก็หวังว่ากรรมาธิการในส่วนของวุฒิสภาที่ตัดสินใจกลับลำกัน อย่างพร้อมเพรียงแบบนี้ จะมีเหตุผลในเชิงหลักการมารองรับว่าทำไมพวกท่านนั้น ถึงตัดสินใจเปลี่ยนใจมาสนับสนุนกติกาเสียงข้างมาก ๒ ชั้น เพื่อพิสูจน์ให้สังคมได้เห็นครับ ว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มใด ที่ลึก ๆ แล้ว ไม่อยากจะเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่อยากจะเห็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเดินหน้า อย่างรวดเร็วและราบรื่น ดังนั้นหากทางวุฒิสภาจะยืนยันว่ามีเหตุผลในเชิงหลักการที่มา รองรับการเปลี่ยนใจและการตัดสินใจดังกล่าวจริง ๆ ว่าทำไมเสียงข้างมาก ๒ ชั้นนั้นถึงเป็น ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสังคมไทย ผมก็ต้องขออนุญาตใช้พื้นที่ในสภาแห่งนี้ในวันนี้ เพื่ออภิปรายยืนยันว่า ทำไมผมถึงมีความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นคืนชีพกติกาเสียงข้างมาก ๒ ชั้น ท่านประธานครับ ผมเข้าใจนะครับว่ากติกา Double Majority หรือเสียงข้างมาก ๒ ชั้นนั้นเป็นกติกาที่มีการใช้กันอยู่ในบางประเทศทั่วโลก แล้วก็เป็นกติกาที่ถูกคิดค้นขึ้นมา ด้วยเจตนาที่ดีครับ ในเมื่อประชามติเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะประชามติเกี่ยวกับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ผมเข้าใจครับว่าบางคนก็อาจจะมี มุมมองว่าประชามติจะผ่านความเห็นชอบของประชาชนไปได้นั้น ก็ควรจะต้องผ่าน ๒ เกณฑ์ สำคัญ เกณฑ์ที่ ๑ หรือที่เราเรียกกันว่าเกณฑ์ชั้นบน คือการกำหนดว่าจำนวนคนที่ใช้สิทธิ ออกเสียงนั้นจะต้องคิดเป็นเสียงข้างมากของจำนวนคนที่มีสิทธิออกเสียง เพื่อยืนยันว่าประชาชน ส่วนใหญ่ในสังคมนั้นให้ความสนใจกับประเด็นที่ถูกถามในประชามติ ส่วนเกณฑ์ชั้นที่ ๒ หรือที่เราเรียกกันว่าเกณฑ์ชั้นล่าง คือการกำหนดว่าจำนวนคนที่ลงคะแนนเห็นชอบนั้นจะต้อง คิดเป็นเสียงข้างมากในบรรดาคนที่มาใช้สิทธิออกเสียง เพื่อยืนยันว่าประชาชนส่วนใหญ่นั้น อย่างน้อยในบรรดาคนที่ออกมาลงคะแนน ส่วนใหญ่มีทิศทางความเห็นที่เห็นชอบกับประเด็นที่ ถูกถาม หรือถูกเสนอในตัวคำถามประชามติ ฟังมาถึงตรงนี้บางคนก็อาจจะรู้สึกว่าทุกอย่าง ก็ฟังดูดีนะครับ คำถามที่ตามมาคือแล้วทำไมผมถึงเสนอว่าเราควรจะยืนยันให้ตัดเกณฑ์ชั้นที่ ๑ หรือว่าชั้นบนออกไป แล้วปรับจากเกณฑ์เสียงข้างมาก ๒ ชั้นมาเหลือเกณฑ์เสียงข้างมาก ๑ ชั้น สัปดาห์ที่แล้วผมได้ฟังคำอภิปรายของวุฒิสมาชิกท่านหนึ่งที่ได้ตั้งคำถามในการประชุม วุฒิสภาว่า เหตุผลที่พวกเราเสนอให้หันมาใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก ๑ ชั้นนั้น เป็นเพราะเรา อยากให้ประชามติผ่านได้ง่ายขึ้นหรือไม่ ผมไม่ปฏิเสธนะครับว่า ในเชิงคณิตศาสตร์การลดจากเกณฑ์ ๒ ชั้น เหลือ ๑ ชั้นนั้นมันก็ย่อม ทำให้ประชามตินั้นอาจจะผ่านได้ง่ายขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้วพอเหลือแค่เกณฑ์ชั้นเดียว มันหมายความว่า ไม่ว่าจำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิในประชามติครั้งนั้นจะมีมากหรือน้อย แค่ไหน ตราบใดที่ในบรรดาคนที่ออกมาใช้สิทธิส่วนใหญ่ลงคะแนนเห็นชอบ ประชามติ ก็จะถือว่าผ่านความเห็นชอบของประชาชน อันนี้ไม่ปฏิเสธ แล้วผมก็คงจะพูดแทนเพื่อน สมาชิกท่านอื่นไม่ได้ว่าแต่ละคนนั้นยึดเหตุผลอะไรในการสนับสนุนให้เปลี่ยนจากเสียง ข้างมาก ๒ ชั้น มาเป็นเสียงข้างมาก ๑ ชั้น แต่สำหรับตัวผมแล้ว ผมยืนยันมาตลอดในส่วน จุดยืนของผมว่า เหตุผลที่ผมเสนอให้เราตัดเกณฑ์ชั้นบนออกนั้น มันไม่ใช่เพื่อทำให้ประชามติ นั้นผ่านง่ายขึ้น แต่เพื่อทำให้ประชามตินั้นมีกติกาที่มีความเป็นธรรมมากขึ้น ที่ผมพูดแบบนี้ ครับก็เพราะว่าแม้อาจจะเริ่มต้นมาจากเจตนาที่ดีครับ แต่การไปกำหนดเกณฑ์ชั้นบนว่า ประชามติจะมีผลต่อเมื่อคนออกมาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ จะกลายเป็นส่งผลให้ฝ่ายที่ ไม่อยากให้ประชามติผ่านนั้นมีความได้เปรียบอย่างไม่เป็นธรรมในการแข่งขันกับฝ่ายที่ อยากจะเห็นประชามติผ่าน เพราะเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายที่ไม่อยากเห็นประชามติผ่านนั้น มีแรงจูงใจในการไม่ออกมาลงคะแนนอย่างตรงไปตรงมา แต่เลือกนอนอยู่บ้าน เพื่อกด จำนวนผู้ที่ออกมาใช้สิทธิออกเสียง ด้วยความหวังว่าจะสามารถคว่ำประชามติได้ เพราะว่าจะ ไม่ผ่านเกณฑ์ชั้นบน เพื่อให้ท่านประธานเห็นภาพชัด ๆ ขออนุญาตยกตัวอย่างจากเหตุการณ์จริง ก็คือประชามติ ปี ๒๕๕๙ ที่มีการลงประชามติว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หรือไม่ แม้กติกาที่เราใช้สำหรับประชามติในวันนั้นเป็นกติกาเสียงข้างมาก ๑ ชั้น แต่คำถาม ที่ผมคิดว่าน่าสนใจก็คือว่า หากวันนั้นเราใช้กติกาเสียงข้างมาก ๒ ชั้น ผลลัพธ์นั้นจะออกมา เป็นอย่างไร เมื่อสัปดาห์ที่แล้วครับ สว. ท่านหนึ่งได้อภิปรายไว้ว่าความจริงแล้วดูจากตัวเลข หากเราใช้เสียงข้างมาก ๒ ชั้น ประชามติก็ดูเหมือนน่าจะยังคงผ่านอยู่ดี เพราะว่า ในประการที่ ๑ เราจะเห็นว่าจากจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง ๕๐.๑ ล้านคน มีจำนวนคนที่ ออกมาใช้สิทธินั้นอยู่ที่ ๒๙.๗ ล้านคน หรือคิดเป็น ๕๙ เปอร์เซ็นต์ ก็คือเกินกึ่งหนึ่งของผู้ที่ มีสิทธิออกเสียง และประการที่ ๒ ในบรรดาจำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิ ๒๙.๗ ล้านคน ก็มีคนลงคะแนนเห็นชอบ ๑๖.๘ ล้านคน หรือคิดเป็น ๕๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็เกินกึ่งหนึ่ง ของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ ดังนั้นดูเหมือนกับว่าใช้ Double Majority ก็จะผ่านไปได้อยู่ดี แต่ท่านประธานครับ หากวันนั้นเรามีการใช้กติกา Double Majority จริง ๆ พฤติกรรมของ ผู้ลงคะแนนเสียงมันอาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นครับ เพราะหากเราใช้กติกา Double Majority ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งเราก็เห็นกันอยู่ว่ามีอย่างน้อย ๑๐.๖ ล้านคนนั้น เขาก็ย่อมรู้ดีครับว่าหากประชาชนออกมาใช้สิทธิไม่ถึง ๒๕ ล้านคน หรือกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง เขาก็สามารถจะคว่ำประชามติได้ ดังนั้นมันก็มี ความเป็นไปได้ว่าแทนที่พวกเขา ๑๐.๖ ล้านคน จะออกมาใช้สิทธิและลงคะแนนไม่เห็นชอบ อย่างตรงไปตรงมา พวกเขาอาจจะเลือกใช้วิธีไม่ออกไปใช้สิทธิและนอนอยู่บ้าน อย่างพร้อมเพรียงกัน เพื่อกดจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิให้เหลือเพียงไม่ถึง ๒๐ ล้านคน ซึ่งก็จะ ทำให้ประชามติและรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นถูกคว่ำได้สำเร็จ ทั้ง ๆ ที่ ณ วันนั้นก็ต้อง ยอมรับว่าคนที่อยากให้ประชามติผ่านนั้นมีมากกว่าคนที่ไม่อยากให้ประชามติผ่าน ดังนั้น ความจริงแล้วตลกร้ายของเรื่องนี้ ก็คือกติกา Double Majority ที่ผู้สนับสนุนมักจะให้ เหตุผลว่าเป็นกติกาที่ให้ความสำคัญกับจำนวนผู้ที่ออกมาใช้สิทธิออกเสียง กลับจะกลายมา เป็นกติกาที่ไปเพิ่มแรงจูงใจให้คนบางกลุ่มนั้นตัดสินใจไม่ออกมาใช้สิทธิออกเสียง และทำให้ จำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิออกเสียงนั้นมีแนวโน้มที่จะลดลง
ดังนั้น กล่าวโดยสรุปครับท่านประธาน ผมยืนยันว่าสภาแห่งนี้ควรจะยืน เรื่องหลักการของการหันมาใช้กติกาเสียงข้างมาก ๑ ชั้น ไม่ใช่เพื่อจะทำให้ประชามตินั้น ผ่านง่ายขึ้น ไม่ใช่เพื่อจะทำให้ประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญนั้นมีโอกาสจะประสบความสำเร็จ มากขึ้น แต่เพื่อให้เรามีกติกาสำหรับการทำประชามติในทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องธรรมนูญ หรือเรื่องอื่นในอนาคต ที่มีความเป็นธรรมระหว่างฝ่ายที่อยากจะเห็นประชามติผ่าน กับฝ่าย ที่ไม่อยากจะเห็นประชามติผ่าน จะเป็นกติกาประชามติครับ ที่ไม่เปิดช่องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ได้ประโยชน์จากการรณรงค์ให้คนนั้นไม่ออกไปใช้สิทธิ และเป็นกติกาประชามติที่ทำให้ ทุกฝ่ายนั้นมีแรงจูงใจในการรณรงค์เชิงความคิด และเชิญชวนคนที่คิดคล้าย ๆ กันให้ออกมา ลงคะแนนเสียงเยอะที่สุด เพื่อให้สังคมนั้นใช้คูหาประชามติเป็นช่องทางในการหาข้อสรุป ร่วมกันว่าสังคมนั้นจะเดินไปในทิศทางไหน ดังนั้นด้วยเหตุผลประการนี้ ผมเห็นว่า สภาผู้แทนราษฎรนี้ควรจะยืนพื้น แล้วก็ยืนยันหลักการเรื่องของกติกาเสียงข้างมาก ๑ ชั้นครับ ขอบคุณครับท่านประธาน