สุรวาท ทองบุ ระบุว่า มาตรา 50/6 (4) ที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของคณะกรรมการบริหารกองทุนมีปัญหาที่ผู้แทนจากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐไม่ได้มีส่วนร่วม
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สุรวาท ทองบุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการนะครับ ผมได้ขอสงวนความเห็นเพื่อแก้ไขมาตรา ๕๐/ ๖ (๔) ที่เกี่ยวกับองค์ประกอบของคณะกรรมการบริหารกองทุน ท่านประธานครับ เรียนอย่างนี้นะครับว่า การที่มีคณะกรรมการบริหารกองทุนนี่ ก็คือเป็นการอาศัยหลัก ประชาธิปไตย หลักการมีส่วนร่วม หลักธรรมาภิบาล เพราะฉะนั้นแล้วเราจะเห็นว่า (๑) (๒) (๓) นี้กระผมไม่ได้ติดใจแต่อย่างไรนะครับ แต่ (๔) นี่นะครับจะเห็นว่า ในร่างนี้ กำหนดให้มีผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ที่ไม่อยู่ในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และมีผู้แทนจากสถาบันเอกชน ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือ ประเภทละ ๑ คน ผมเองเห็นว่าเรามีมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่เป็น มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ แล้วก็เป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ ๘๐ กว่าแห่ง รับผิดชอบ จัดการอุดมศึกษามากกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ มีผู้เรียน มีคณาจารย์ มีอะไรต่ออะไร ความรับผิดชอบต่อการดำเนินการอุดมศึกษานี่มากที่สุด แต่ไม่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของ คณะกรรมการกองทุนที่จะพิจารณาเงินอาจจะถึง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท หรืออย่างน้อย ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วยซ้ำ ตามข้อสังเกตนะครับ นั่นก็คือจะเห็นว่ามีผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยตรงแท้ ๆ นะครับ ไม่ได้มีส่วนร่วมตรงนี้ การที่ผู้แทนที่มาอยู่ตรงนี้จะทำหน้าที่ ยึดโยง ก็เหมือนพวกเราเป็นผู้แทนราษฎรถ้ามาจากเขตเลือกตั้งใด ก็จะเป็นปากเป็นเสียง เป็นผู้ที่รับรู้สภาพปัญหาปัจจุบันของสถาบันที่ตัวเองเป็นผู้แทนนะครับ แต่ตอนนี้ไม่มี ท่านกรรมาธิการบางท่านที่เป็นตัวแทนของเสียงส่วนใหญ่ได้อธิบายว่า เนื่องจากว่ามี (๓) คือ ผู้แทนที่มาจากคณะกรรมการการอุดมศึกษา และผู้แทนคณะกรรมการมาตรฐานแล้ว ซึ่งน่าจะมาจากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า เมื่อไปดูในคณะกรรมการเหล่านั้นล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นผู้ที่เคยเป็น อธิการบดี เป็นผู้เคยเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย คำว่า ผู้เคย ก็คือออกไปแล้วไม่ได้อยู่ ในสถาบัน และการที่ท่านเหล่านั้นได้เป็นผู้แทนของคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือผู้แทน ของคณะกรรมการมาตรฐานมาอยู่ในคณะกรรมการบริหารกองทุนนี้ ทั้ง ๒ ท่านนั้นก็จะต้อง ดำรงตนให้เป็นกลางนะครับ มีการอธิบายว่าคณะกรรมการ ๒ ชุดนี้ดูแลมหาวิทยาลัยทุกกลุ่ม แล้วไม่ให้มีผู้แทนจากสถาบันของรัฐ ในขณะที่ให้มีผู้แทนของสถาบันของรัฐที่ไม่สังกัด อว. อย่างเช่นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ อย่างนี้เป็นต้น ที่สังกัดกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา แล้วก็ผู้แทนจากสถาบันเอกชน เพราะฉะนั้นแล้วผมเห็นว่า ถ้าไม่มีนี้ข้อมูลข่าวสาร หรืออะไรทั้งหลาย คณะกรรมการที่มาไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในการปฏิบัติการอยู่ เป็นผู้เคยหรือ เป็นอดีต แล้วท่านก็ดำรงความเป็นกลาง แล้วใครที่จะยึดโยง ที่จะแจ้งข้อมูลข่าวสารให้กับ สถาบันของรัฐที่เป็นส่วนราชการ และ ม. ในกำกับ ใครที่มาเป็นตัวแทนก็ย่อมที่จะรักษาสิทธิ ผลประโยชน์ของกลุ่มนั้น ถ้าขาดไปแล้วก็จะทำให้ความไม่เท่าเทียมกันของสถาบันอุดมศึกษา บางกลุ่ม และเรียนอย่างนี้ครับว่า เราเห็นคณะกรรมการในหลายองค์กรที่ไม่ครอบคลุม ผู้มีส่วนได้เสียมักจะถูกคัดค้าน มักจะถูกโต้แย้งอยู่ตลอดเวลา การที่ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งหมดได้มีส่วนมาเป็นเจ้าของในการคิด ในการกำหนดอะไรต่าง ๆ แบ่งสันปันส่วน ก็ย่อมทำให้ความน่าเชื่อถือศรัทธาของคณะกรรมการนี้ แล้วก็จะนำไปสู่ความเป็นธรรม โปร่งใส แล้วก็ตรวจสอบได้ ผมจึงสงวนความเห็นว่าควรเพิ่มคณะกรรมการบริหารกองทุนนี้ ขึ้นอีกเพียง ๒ คน คือผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นส่วนราชการ ซึ่งมีอยู่เกือบ ๖๐ แห่ง แล้วก็สถาบันอุดมศึกษาที่อยู่ในกำกับของรัฐ ประมาณ ๒๐ กว่าแห่งนะครับ ประเภทละ ๑ คนขึ้นมาเท่านั้นเองนะครับ ก็จะทำให้เกิดความสมบูรณ์ การตัดสินใจ อะไรต่าง ๆ เป็นไปด้วยความรอบคอบ โอบรับคนทุกกลุ่ม สถาบันอุดมศึกษาทุกกลุ่มได้ อย่างเท่าเทียมกันครับ ก็ขอฝากท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพทุกท่านได้พิจารณาว่า ถ้าจะลงมติตามเสียงข้างน้อย จริง ๆ แล้ววันนั้นที่พิจารณามาตรานี้ในคณะกรรมาธิการ มีการโหวตอะไรต่าง ๆ ต้องวิ่งขึ้นวิ่งลงนะครับ แล้วผมก็วิ่งขึ้นไปแล้วก็ไปทักท้วงมาตรานี้ ก็บอกว่าได้พิจารณาผ่านไปแล้ว ก็เอาไว้อภิปรายในสภาแล้วก็โหวตในสภา ซึ่งกรรมาธิการ หลาย ๆ ท่าน ก็เห็นด้วย แต่ว่ามันผ่านไปแล้วในชั้นของท่านกรรมาธิการในวันนั้น เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ขอได้โปรดพิจารณาว่าจะทำอย่างไรถึงจะโอบรับ แล้วก็ให้ผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งหมดมาเป็นคณะกรรมการบริหารกองทุนครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ