สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๙ ตุลาคม ๒๕๖๗

เอกราช อุดมอำนวย หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา 50/5 โดยเรียกร้องให้มีการกำหนดผลสัมฤทธิ์และตัวชี้วัดในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติ พร้อมกับประเมินผลการปฏิบัติงานของกองทุนและรับรองผลการปฏิบัติจากสภาผู้แทนราษฎร

นายเอกราช อุดมอำนวย กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม จอจาน เอกราช อุดมอำนวย ผู้แทนคนดอนเมืองจาก พรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ สำหรับมาตรา ๕๐/๕ ที่กรรมาธิการขอแก้ไขนั้น ผมก็มีประเด็นที่อยากจะให้เพื่อนสมาชิกลองพิจารณาดูนะครับ เรื่องของการบัญญัติถ้อยคำ เรื่องของการทำคำรับรองในเรื่องของการรับเงินในการพัฒนาการอุดมศึกษา ระหว่างปลัด โดยคำรับรองดังกล่าวนี้จะต้องกำหนดผลสัมฤทธิ์และตัวชี้วัด ท่านประธานครับ ในร่าง พระราชบัญญัติที่แก้ไขนี้นะครับ ประกอบไปด้วยกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับนะครับ ๒ ฉบับอย่างน้อย ก็คือ พ.ร.บ. บริหารทุนหมุนเวียน รวมถึงเรื่องของ พ.ร.บ. ให้อำนาจ กระทรวงการคลังรวมหรือยุบเลิกทุนหมุนเวียนสำหรับพัฒนาเอกชน และมาใช้การจัดสรร เงินทุนตามตัวร่างพระราชบัญญัตินี้และกำหนดวัตถุประสงค์ขึ้นมาใหม่ โดยมีมาตราท้าย ๆ ซึ่งเดี๋ยวผมจะได้ลงรายละเอียดในการอภิปราย แต่อย่างนี้ครับท่านประธาน ก็คือว่าเรื่องของ ตัวชี้วัดและนโยบาย ด้วยสภานโยบายการอุดมศึกษานี่นะครับ ซึ่งส่วนของสภานโยบาย โครงสร้างต่าง ๆ ก็เป็นไปด้วย มีทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยังอยู่ในสภานโยบาย การอุดมศึกษาเลย เพราะฉะนั้นก็จะมีระเบียบและยุทธศาสตร์ นโยบายต่าง ๆ ในการทำ คำรับรองในการขอเงินอุดหนุน ซึ่งก็เป็นห่วงในเรื่องของการคล่องตัวและความโปร่งใส ตามที่กฎหมายเขียนไม่รู้ว่าจะทำได้จริงหรือไม่ เพราะว่ากว่าเรื่องจากสภานโยบาย จากการ ประเมินตัวชี้วัด ผลสัมฤทธิ์ต่าง ๆ แล้วก็นำเสนอ และตัวที่มันอ่านแล้วงงมากเลย โดยเฉพาะ เรื่องของการไม่ขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและส่วนรวม โอเค กฎหมายเขียนไว้ก็ดี นะครับ เป็นการป้องกัน แต่ว่าในทางปฏิบัติไม่มีรายละเอียดเลยครับว่า การดำเนินการตาม วรรคหนึ่ง ซึ่งหมายถึงการจัดสรรเงินกองทุนและการทำคำรับรองนี่ รายละเอียดของความ คล่องตัว โปร่งใสนี่เป็นไปตามหลักเกณฑ์อะไร เป็นไปตามวิธีการส่วนไหน ซึ่งจริง ๆ เสียดาย นะครับ ก็คือมันน่าจะมีรายละเอียดว่าการดำเนินการตามวรรคหนึ่งนี่นะครับ ที่จะคล่องตัว โปร่งใสนี่จะต้องมีวิธีการอย่างไรบ้าง อันนี้ไม่มีนิติวิธีที่ใส่ลงไป แต่อย่างไรก็ดีครับ เขาก็ยังตัด เรื่องของการปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งจริง ๆ ตรงนี้ก็เป็นทั้งบวกและลบนะครับ เพราะจริง ๆ นโยบายทางการศึกษานี่นะครับ แน่นอนว่าเราเป็นผู้แทนราษฎร เราใช้ระบบ เรื่องของการเป็นตัวแทนเข้าไปขับเคลื่อนนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ ก็มีความรับผิดรับชอบ แต่ว่าปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองนี่ อันนี้ถูกนิยามและถูกตีความในรูปแบบว่า คน ๆ นั้นมองเรื่องนี้อย่างไร ถ้านักวิชาการก็อาจจะมองว่าไม่อยากให้การเมืองเข้ามา เกี่ยวข้องนะครับ แต่มีคำถามเข้าไปกว่านั้นว่ารายละเอียดและวิธีการคำว่า แทรกแซง นี่อย่างไรครับ เพราะว่าสภานโยบายก็มาจากรัฐมนตรีซึ่งมาจากสภาแห่งนี้ทั้งหมด นโยบายต่าง ๆ ขับเคลื่อนนี่นะครับ ก็ต้องเป็นไปตามกรอบที่ได้แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร

นอกจากนี้เรื่องของคณะกรรมการบริหารกองทุนบอกว่าจะติดตามผลสัมฤทธิ์ และรับรองการประเมินผลการปฏิบัติให้รัฐมนตรีทราบ ซึ่งแม้ว่าร่างอันนี้เป็น ร่างเดิม กรรมาธิการไม่ได้แก้ไขนะครับ แต่ว่าผมท้วงติงไว้นิดหนึ่งว่าโดยปกติแล้วนะครับ การรายงานผลการปฏิบัติงานนอกจาก ครม. นี้ เขาก็จะรายงานที่สภาด้วยนะครับ โดยภาพรวม แต่ว่าผมดูไว ๆ นี้ไม่แน่ใจว่าพอเวลาไปยุบกฎหมายเก่าตามมาตรา ๗ ที่ไปยุบ กองทุนนี้ แล้วการรายงานนี้ยังมีไหม หรือรายงานผลการปฏิบัติงานเฉพาะทุนหมุนเวียน ที่เข้ามาสู่การรายงานของสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น

ในอีกประเด็นหนึ่งครับ ก็คือเรื่องของการให้คณะกรรมการบริหารกองทุน รายงานตามผลตามวรรคสาม แล้วก็ตามมาตรา ๒๒ (๓) ประกอบการพิจารณาด้วย ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าในการเขียนแบบนี้ถึงเวลาในการบริหารกองทุนก็ต้องตั้งคำของบประมาณ ที่สำหรับทำการติดตามไว้อีกนะครับ หรือว่าจะเป็นภาระกับงบประมาณในการติดตาม ตรงนี้ไหมนะครับ ตรงนี้ก็ไม่แน่ใจในรายละเอียด แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องของการติดตามและ การประเมินผลก็เป็นสิ่งที่ดีเพื่อจะได้สะท้อนไป แต่ว่ามันก็วนกลับมาว่า สุดท้ายในการขอ คำรับรองและเงื่อนไขระหว่างการวัดผลสัมฤทธิ์ออกโดยสภานโยบายการศึกษา ซึ่งโอ้โห แบบอยู่อีกชั้นหนึ่งเลยดังนั้น ก็ไม่แน่ใจ Process ที่จะส่งเข้ามานะครับ แต่สุดท้ายผมก็ยังคิดว่า การที่กรรมาธิการตัดคำว่า และปราศจากแทรกแซงทางการเมือง ก็หวังว่าจะเป็น ผลประโยชน์ที่จะถูกกำหนดเอาไว้โดยฝ่ายนโยบาย อย่างคิดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ ต่อไป ขอบพระคุณท่านประธานครับ