แนน ชี้วุฒิสภาล็อก Double Majority เฉพาะรัฐธรรมนูญ ขัดหลักการทำประชามติทั่วไป

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๙ ตุลาคม ๒๕๖๗

แนน บุณย์ธิดา สมชัย อภิปรายร่าง พ.ร.บ. การทำประชามติ โดยไม่เห็นด้วยกับการกำหนด Double Majority เฉพาะในรัฐธรรมนูญ แต่เสนอให้ล็อกมาตรฐานขั้นต่ำของเสียงประชาชนเพื่ออ้างความชอบธรรมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยเลือกแนวทางกำหนดเสียงขั้นต่ำเพื่อความสง่างามและน่าเชื่อถือที่สุด

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย อุบลราชธานี

ท่านประธานที่เคารพ แนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทยค่ะ ท่านประธานคะ ในประเด็นของร่างพระราชบัญญัติการทำประชามติที่ทางวุฒิสภาได้แก้ไข เพิ่มเติมนั้น ในส่วนประเด็นการอภิปรายของดิฉันก็คงจะต้องบอกว่า มีในส่วนทั้งเห็นด้วย และกึ่ง ๆ ไม่เห็นด้วยในประเด็นที่ทางวุฒิสภาได้แก้ลงมา ท่านประธานคะ ถ้าดูจากเนื้อหา ในมาตรา ๑๓ ที่ทางวุฒิสภาได้แก้ไขมานั้น เอาเข้าจริง ๆ ก็จะคล้ายกับประเด็นที่ท่านมัลลิกา ได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่ว่าจะคล้าย ๆ กับที่ร่างของพรรคภูมิใจไทย เราได้เสนอไปตั้งแต่ ครั้งแรกในการทำนะคะ ทีนี้ประเด็นหลักที่ดิฉันมอง คืออย่างนี้ค่ะท่านประธาน ประเด็น การกำหนดวิธีการทำประชามติ ท่านประธานคะ ดิฉันมองในประเด็นของวุฒิสภาที่ไป กำหนดเฉพาะในเรื่องของการมี Double Majority เฉพาะในส่วนของการทำรัฐธรรมนูญ แต่จริง ๆ แล้วดิฉันกลับมองอีกมุมหนึ่งค่ะ ในมุมของการทำประชามตินั้น ท่านอย่าลืมค่ะว่า การทำประชามติไม่ได้ใช้กันเฉพาะแค่เรื่องรัฐธรรมนูญอย่างเดียว การทำประชามติของ ประเทศนั้นเป็นประเด็นสำคัญต่าง ๆ เวลาเราจะใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ที่ต้องตัดสินใจอะไรก็ตามแต่ ถ้าเราจะปล่อยไม่ให้มีการเซตมาตรฐาน หรือว่าเซต Percentage ขึ้นมา มีการล็อกเอาไว้ ๑ ชั้น ๒ ชั้น เพื่อความปลอดภัยในการทำประชามติ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตามแต่ เมื่อไม่มีบาร์มาตรฐานเอาไว้ เราจะสามารถอ้างอิงได้อย่างไรว่า นี่คือเสียงข้างมาก หรือนี่คือเสียงส่วนใหญ่ของประเทศที่ต้องการทำประชามติในประเด็นนั้น ๆ ถ้าอันนี้ไม่ได้พูดเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างเดียวนะคะท่านประธาน ถ้าเกิดมีประเด็นสำคัญ เรื่องอื่นในการต้องการทำประชามติ แต่สุดท้ายแล้วประเด็นนั้นอาจจะไม่เป็นที่สนใจกับ สังคมมากนัก มีผู้คนออกมาใช้สิทธิหลักแสนคนหรือเพียงแค่ล้านต้น ๆ อย่างนี้เราจะสามารถ อ้างได้อย่างไรว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ ถ้าในประเด็นของการทำประชามตินะคะท่านประธาน เพราะฉะนั้นในประเด็นที่ทางวุฒิสภาล็อกเอาไว้เฉพาะการทำประชามติที่มี Double Majority ให้ล็อกไว้เฉพาะรัฐธรรมนูญนั้น ประเด็นนี้ดิฉันก็อาจจะเห็นต่างในส่วนของวุฒิสภา แต่จริง ๆ ที่ดิฉันเห็นด้วยเลย ในประเด็นของการทำประชามติ ซึ่งแน่นอนค่ะ เรื่องที่เราทำกันอยู่ขณะนี้ นี่คือหนทางเบื้องต้นที่เราจะนำไปสู่การทำประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป แต่ทีนี้ การเริ่มต้นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องบอกไว้ก่อนนะคะ ทางพรรคภูมิใจไทยของเรา เราเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเว้นหมวด ๑ และหมวด ๒ แต่หนทางในการไปสู่ การแก้ไขนั้น หนทางที่สง่างามมันต้องมีค่ะท่านประธาน หนทางที่สง่างามในที่นี้หมายถึงอะไร หมายถึงการทำประชามติที่มีเสียงมากพอที่จะกล่าวอ้างได้ว่าเราเห็นควรแล้ว เวลานี้ถูกต้อง แล้วที่จะต้องแก้ประชามติ ที่จะต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพราะอะไรคะ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้น ท่านอย่าลืมนะคะว่ามีผู้ออกมาใช้เสียง มาใช้สิทธิลงคะแนนประชามติ ๒๙ ล้านคน จาก ๕๐ ล้านคน แล้วอยู่ดี ๆ ท่านจะมาแก้การทำประชามติในรอบนี้ โดยท่าน จะมาบอกว่าไม่เป็นไร เราไม่ต้องเซตเป็น Standard ไม่ต้องเป็นบาร์เอาไว้ ไม่ต้องมี Percentage ใครจะมาเท่าไรก็ได้ แน่นอนค่ะ เรื่องรัฐธรรมนูญมีคนมาเยอะ แต่ถ้าเป็น เรื่องอื่นอาจจะมีคนมาน้อย แต่ถามว่าถ้าเราไม่เซตเอาไว้ท่านจะใช้สิทธิอันใดที่จะอ้างว่าเรา ถึงเวลาที่เหมาะสมและสมควรแล้วในการแก้ไขธรรมนูญฉบับนี้ ในเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีคนออกมาใช้เสียงถึง ๒๙ ล้านคน แน่นอนค่ะ ทั้ง ๒๙ ล้านคน ไม่ได้เห็นด้วย มี ๑๖ ล้านเสียง มี ๑๐ ล้านเสียง ที่อยู่ใน ๒๙ ล้านเสียงนั้น แต่ใด ๆ ก็ตามแต่ แน่นอนละค่ะ ท่านประธาน อย่างที่บอก มันต้องมีความสง่างามในการที่จะเดินไปถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ จะบอกว่าเรากลัว กลัวการล็อก กลัวว่าคนจะไม่ออกมาใช้มติ ท่านประธานคะ เมื่อสักครู่ ท่านมัลลิกาอภิปรายแล้ว แม้กระทั่งการเลือกตั้งท้องถิ่นก็ยังเซตเอาไว้ที่อย่างน้อย ๆ ต้องมี ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ การเลือกตั้ง สส. ถ้าไม่มีคู่แข่ง เราก็ต้องมีผู้มาใช้สิทธิ ไม่ต่ำกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ นี่เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ เรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องการทำประชามติ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ท่านจะไม่เซตมาตรฐานเอาไว้หรือคะ ท่านจะไม่ทำในเรื่องที่ สมควรเพื่อที่จะอ้างอิงได้ว่า นี่เป็นความต้องการของเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ แน่นอนค่ะท่านประธาน วันนี้มีหลายความเห็นและฟังมาช่วงต้น ถึงแม้จะไม่กี่ท่านก็ตามแต่ ประเด็นที่สำคัญที่สุดตอนนี้ คือการมีทางเลือก ๒ ทาง ระหว่างการไม่กำหนดเสียงขั้นต่ำ หรือการกำหนดเสียงกึ่งหนึ่งที่ สว. เขาแก้กลับมา ถ้าให้เลือกระหว่าง ๒ ทางนี้ แน่นอนค่ะ พรรคภูมิใจไทยเราก็คงต้องบอกว่า ถ้าจะให้สง่างามที่สุด ถ้าจะให้สวยที่สุด และเป็นข้ออ้าง ได้ดีที่สุด ก็คือการกำหนดเสียงขั้นต่ำค่ะ กำหนดเสนอขั้นต่ำคือการกำหนดเสียงกึ่งหนึ่ง แต่ทีนี้ค่ะท่านประธานแน่นอนละ หลังจากนี้ถ้าจะมีการตั้งกรรมาธิการร่วมระหว่าง ๒ สภา ในชั้นกรรมาธิการนั้น ถ้าท่านที่ไปเป็นกรรมาธิการท่านจะบอกว่า สุดท้ายแล้วท่านกังวลใน เรื่องประเด็นของเสียงกึ่งหนึ่งอาจจะใช้เสียงเยอะเกินไป อาจจะกังวลว่าจะมีคนออกมา หรือไม่ สุดท้ายแล้วท่านจะเลือกประเด็นของใช้เสียงเกิน ๑ ใน ๓ หรือ ๑ ใน ๔ ก็ย่อมได้ค่ะ ท่านประธาน อย่างน้อย ๆ เราควรจะมีมาตรฐานเอาไว้ ไม่ใช่ปล่อยไปเลย ปล่อยไปเลย มันผูกพันไปกับเรื่องอื่น ๆ ด้วย อย่างที่บอกตั้งแต่ตอนต้นค่ะท่านประธาน ถ้าเราใช้ประชามติ ทำเรื่องอื่น ๆ นอกเหนือจากรัฐธรรมนูญไปด้วย ในประเด็นอื่น ๆ นะคะท่านประธาน ถ้าเราไม่ เซตเสียงเอาไว้ แล้วเกิดบางเรื่องเรามีคนมาใช้สิทธิแค่ ๑ ล้านคน ในการทำ ประชามติ เราจะอ้างได้อย่างไรว่านี่คือเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ แล้วมีเพื่อนสมาชิก เป็นห่วงเรื่องการใช้งบประมาณ ใช้ซ้ำ ใช้ซ้อน ใช้หลายครั้ง งบประมาณที่ใช้สุดท้ายแล้วก็คือ ใช้ในประเทศนี่ละค่ะ เราไม่ได้เอางบไปใช้ในส่วนของต่างประเทศเลยในการทำประชามติ ต่างประเทศก็คือการส่งไปที่ผู้อาศัยอยู่ในต่างประเทศใช้เท่านั้นเอง สุดท้ายแล้วงบประมาณ ทั้งหมดก็ใช้ในประเทศ หมุนอยู่ในประเทศนี่ละค่ะท่านประธาน เพราะฉะนั้นในประเด็น การทำประชามติดิฉันก็ยังมองว่าสิ่งที่ทางวุฒิสภาแก้ไขมาก็พอรับฟังได้ เพราะฉะนั้น ก็ต้องฝากกรรมาธิการ ทางเราไม่ติดค่ะ ถ้าท่านจะใช้เสียงกึ่งหนึ่ง ๑ ใน ๓ หรือ ๑ ใน ๔ ขอบพระคุณค่ะ