สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๙ ตุลาคม ๒๕๖๗

สุรวาท ทองบุ ระบุความเห็นของกรรมาธิการที่แตกต่าง และสงวนความเห็นไว้ในประเด็นการจัดสรรงบประมาณ โดยตั้งคำถามว่าการแบ่งกลุ่มนี้จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและจำกัดการแข่งขันของมหาวิทยาลัยที่อ่อนแอ และเรียกร้องให้มีการจัดสรรงบประมาณที่เท่าเทียมกัน ในที่สุด สุรวาท ทองบุ ก็หารือเรื่องการจัดสรรงบประมาณและขอถอนการสงวนความเห็นของตนเอง

รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สุรวาท ทองบุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ที่ผมสงวนความเห็นไว้นั้นแตกต่างจากกรรมาธิการ เสียงข้างมากเพียงนิดหน่อยนะครับ ถ้าเราเห็นในเอกสารรายงานนี้ จะเห็นว่ามาตรา ๔ นี้ เป็นมาตราที่แก้ไขมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติการอุดมศึกษาใน (๓) นั้น กรรมาธิการ เสียงข้างมากก็มีความเห็นว่าแก้ตามเอกสารนี้ และข้อความส่วนกลางที่เป็นวรรคสองของ มาตรานี้ก็เป็นข้อความที่ยกขึ้นไป เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องไม่ได้มีการแก้ไข แต่อย่างใด ท่านประธานครับ ที่ผมได้สงวนความเห็นไว้ในประเด็นวรรคท้าย การจัดสรร งบประมาณตาม (๑) (๒) และ (๓) นั้นต้องดำเนินการให้สอดคล้องและสมดุลด้วย

ในประเด็นนี้ให้มีการตัดคำว่า มาตรา ๒๔ ออก ในมาตรา ๒๔ นี้ กำหนดให้มี การออกกฎกระทรวง แล้วก็แบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ตามความพร้อม ตามศักยภาพของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า กองทุนนี้ชื่อว่า กองทุนเพื่อพัฒนา สถาบันอุดมศึกษา เราฟังแล้วนั่นก็ หมายความว่ากองทุนนี้จะดูแล จะโอบอุ้ม ในทุกสถาบันอุดมศึกษา ในทุกกลุ่มนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม พอมาดูในถ้อยคำข้างใน รวมทั้งกรรมาธิการหลายท่านก็กังวลว่า กองทุนนี้จะเอื้อให้กับสถาบันอุดมศึกษาที่มี ความเข้มแข็งที่มีความเป็นสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำอยู่แล้ว มีความได้เปรียบทั้งเรื่องของ บุคลากร ทั้งเรื่องห้องปฏิบัติการ อาคาร สถานที่ อะไรทุก ๆ อย่าง กับประสบการณ์ ที่มีมาอย่างยาวนาน เรากังวลว่ามหาวิทยาลัยที่วันนี้เราต้องยอมรับว่ามันมีความเหลื่อมล้ำมาก เราดูจากอะไรต่าง ๆ ในขณะที่มหาวิทยาลัยมีหลายกลุ่ม มีกลุ่มที่ต้องโอบอุ้มคนจำนวนมาก ยังไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร อันนี้คือข้อกังวล ทีนี้การที่ผมให้ตัดมาตรา ๒๔ มาตรา ๒๔ บอกให้เป็นกลุ่ม ๆ เรียนอย่างนี้ครับว่า ที่ผ่านมาจากประสบการณ์ การแบ่งกลุ่มเหมือนกับ กำแพงกั้นโอกาสที่จะข้ามแดนกันค่อนข้างจะลำบาก เราบอกว่ามหาวิทยาลัยบางกลุ่มเป็นไป เพื่อการพัฒนาชุมชน หรือท้องถิ่น หรืออนุภูมิภาคต่าง ๆ แต่ว่ามหาวิทยาลัยที่ไม่อยู่ในกลุ่มนี้ ก็สามารถเอื้อมมือ หรือว่าไปดำเนินกิจการ หรือใช้ท้องถิ่น หรือภูมิภาคนั้น เป็นพื้นที่ ในการปฏิบัติการในการดำเนินงานของสถาบันอุดมศึกษาเหล่านั้นได้ด้วย แต่ว่ามหาวิทยาลัย ที่อยู่ตรงนั้น จริง ๆ แล้วมหาวิทยาลัยทุกแห่งมันทำหน้าที่เช่นเดียวกันหมด คือ วิจัย จัดการเรียนการสอน บริการ ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และจะมีอื่น ๆ เข้ามา อย่างเช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏก็อาจจะเป็นไปเพื่อพัฒนาท้องถิ่น แล้วก็เสริมสร้างความเข้มแข็ง ของวิชาชีพครู เป็นต้น แต่แท้จริงแล้ววันนี้ทุกแห่งมันพัฒนาตัวเองเพื่อตอบสนองความต้องการ ของผู้เรียนในทุกถิ่น อาจจะเรียกว่าทุกแห่งจะเดินหน้าไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบ หรือก็ Comprehensive University ทุกแห่ง เพราะฉะนั้นเราจะเห็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ ที่เคยเป็นมหาวิทยาลัยทางสังคมศาสตร์ ก็มาทำวิทยาศาสตร์ มาทำเทคโนโลยี มุ่งไปสู่ คณะแพทย์กันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นการกำหนดให้มหาวิทยาลัยอยู่ในกลุ่มโน้น กลุ่มนี่ จึงเป็น เส้นกั้นนะครับ ข้อดีของมัน ก็คือในการรับการประเมินเท่านั้นที่ว่าถ้ามหาวิทยาลัยกลุ่มนี้ น้ำหนักการประเมินอาจจะลดหลั่นลงหน่อย ไม่เข้มข้นในเรื่องการวิจัย อาจจะเข้มข้นในเรื่อง ของการพัฒนาท้องถิ่น หรือชุมชนอะไรประมาณนี้เท่านั้นเอง แต่ว่าในการที่จะเดินไปข้างหน้านั้น กลุ่มไม่ควรจะสกัดกั้น และการที่จะขอทุนกองทุนเพื่อพัฒนานี้ ก็ต้องเท่าเทียมกันไม่ได้ต้อง คำนึงถึงว่าอยู่ในกลุ่มไหน ต้องดูว่าความต้องการของมหาวิทยาลัยนั้นเป็นอย่างไร ถ้ามหาวิทยาลัยยังอ่อนแอ จริงอยู่ว่ามหาวิทยาลัยนั้นจะไปแข่งขันกับกลุ่มโน้นได้อย่างไร เราไม่ต้องการแข่งขัน ไม่จำเป็นต้องแข่งขัน ถ้ามหาวิทยาลัยที่สู้ไม่ได้ รัฐต่างหากหรือกองทุนนี้ ต่างหากที่จะต้องอุ้มชูให้เขาขึ้นมาในการแข่งขัน ไม่ใช่แข่งขันกันเพื่อรับงบประมาณ ในกองทุนนี้ซึ่งเป็นภาษีของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ด้วยกัน

แต่อย่างไรก็ตามที่ผมสงวนไว้ แล้วก็มีการแก้ไขในวรรคท้ายข้อความที่มาแก้ ไม่ได้เป็นอย่างที่ผมอยากจะให้เป็น ซึ่งตัดออกว่า การจัดตั้งงบประมาณทั้ง ๓ อนุนี้ ให้สอดคล้องกับมาตรา ๒๔ ก็ตัดมาตรา ๒๔ ออก ก็เหลือสอดคล้องและสมดุลซึ่งเป็น ข้อความที่ไม่สมบูรณ์ แล้วผมเองได้รับคำชี้แจงจากกรรมาธิการที่มาจากฝ่ายบริหารว่า อย่างไรเสียข้อสังเกตหรือข้ออภิปรายของผมนี่ท่านจะนำเอาไปพิจารณาให้มหาวิทยาลัย ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความอ่อนแอได้รับกองทุนนี้ เพราะฉะนั้นแล้วผมคงไม่ยืนกับ คำสงวนของผม เพราะว่าข้อความไม่สมบูรณ์ จริง ๆ แล้วอยากให้สอดคล้องกับบริบท หรือความต้องการของมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตท่านประธานว่าขอถอน การสงวนความเห็นในมาตรานี้ท่านประธานครับ