พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายคัดค้านการตีเด็กตามมาตรา 1567 โดยเน้นว่าการลงโทษทางกายภาพก่อให้เกิดผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ เสี่ยงต่อการส่งต่อวัฏจักรความรุนแรง และเรียกร้องให้ปรับกฎหมายและสังคมหันไปใช้วิธีการสั่งสอนที่ยึดความเข้าใจ เหตุผล และการปลูกฝังคุณธรรมเพื่อสร้างพฤติกรรมที่ดีอย่างยั่งยืน
เรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๗ หรือที่เราเรียกกันว่ากฎหมายไม่ตีเด็ก ซึ่งมีสาระสำคัญในการใช้ กลไกกฎหมายมากำหนดไม่ให้ผู้ปกครองนั้น ใช้วิธีการตีเพื่อเป็นการสั่งสอน หรือว่าทำโทษ ลูกของพวกเรา ท่านประธานครับ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ยังไม่ได้เป็นพ่อคนนะครับ ดังนั้น ผมอาจจะไม่ใช่คนที่รู้ดีที่สุดครับว่า เหตุผลอะไร หรือความรู้สึกแบบไหนที่ทำให้พ่อแม่บางคนนั้น อาจจะใช้วิธีการลงโทษหรือว่าสั่งสอนลูกตนเองด้วยวิธีการตี แต่สิ่งที่ผมรู้แน่นอนครับ ท่านประธาน คือผมไม่อยากเห็นเด็กคนไหนต้องโดนเหมือนกับเด็กอายุ ๗ ขวบท่านหนึ่ง ที่ประจวบคีรีขันธ์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ถูกแม่ของเขาเอาผ้ามารัดคอ แล้วเอาปืน มาจ่อหัวเพื่อขู่เอาเงินจากสามี ผมรู้ครับว่าผมไม่อยากเห็นเด็กคนไหนต้องเจอเหมือนกับเด็ก คนหนึ่งอายุ ๑๑ ขวบที่จังหวัดระยองครับ ที่เมื่อเดือนที่แล้วถูกคุณพ่อ คุณแม่ตีจนหัวแตก และถูกไล่ให้ไปนอนนอกบ้านกับหมา หากไม่ทำงานบ้าน และผมก็รู้เช่นกันครับท่านประธาน ว่าผมไม่อยากเห็นเด็กคนไหนที่ต้องโดนเหมือนกับเด็กอายุ ๑๒ ขวบท่านหนึ่งที่เขตบางเขน กทม. เมื่อปีที่แล้ว ที่ต้องเห็นพ่อแม่นั้นทำร้ายน้องสาวตนเองจนเสียชีวิตต่อหน้าต่อตา ท่านประธานครับ ผมไม่ได้บอกนะครับว่าพ่อแม่ที่ตีลูกนั้นได้กระทำความรุนแรงในระดับ ที่เท่ากับตัวอย่างที่ผมยกขึ้นมาเมื่อสักครู่ แต่ผมอยากจะใช้เวลานี้ในการชวนทุกคนมาคิดว่า เวลาเราตีลูกเรานั้น เรากำลังตีใครกันแน่ แน่นอนครับ เวลาเราตีลูกเราคนแรกที่เรากำลัง ตีนั้นก็คือลูกของเรา ณ เวลานั้น ผมเข้าใจดีครับว่าพ่อแม่บางคนก็อาจจะมองว่าตีเบา ๆ คงไม่เป็นไร แต่ในเชิงหลักการครับ ผมก็จำเป็นต้องยืนยันว่าการตีเด็กนั้น ไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน ก็ย่อมสร้างบาดแผลให้กับเด็กดังกล่าว ไม่ว่าจะเชิงร่างกาย หรือเชิงสภาพจิตใจ แล้วในเชิง ปฏิบัติครับท่านประธาน แนวคิดที่ว่าผู้ปกครองหรือว่าพ่อแม่นั้นจะสามารถควบคุม หรือกำหนดได้ว่าจะตีลูกตนเองแรงหรือเบาแค่ไหนนั้น ก็เป็นแนวคิดที่ไม่เป็นจริงครับ งานวิจัยปี ๒๐๐๘ ที่อยู่ในรายงานของ Save the Children ในประเทศสวีเดน ก็ชี้ชัดครับว่า ๒ ใน ๕ ของผู้ปกครองสารภาพว่าเขามักจะเผลอตีเด็ก หรือว่าตีลูกของเขาด้วยความรุนแรง ในระดับที่แตกต่างจากที่เขาตั้งใจหรือว่าเจตนา
แต่ท่านประธานครับ เวลาเราตีลูกเราคนที่ ๒ ที่เรากำลังตีนั้น ก็คือลูกของเรา ในอนาคต แน่นอนครับว่าพ่อแม่บางคนก็อาจจะมองว่า หากลูกของเรานั้นทำพฤติกรรม ที่ไม่ถูกต้องหรือเหมาะสม เราก็จำเป็นที่ต้องตีลูกเราในวันนี้ เพื่อให้เขาเติบโตและพัฒนาขึ้น มาเป็นคนที่ดีขึ้นในอนาคต แต่ท่านประธานครับ ผมอยากจะชวนคุณพ่อ คุณแม่ทุกคน ทั่วประเทศมาร่วมกันคิดครับ ว่าหากเป้าหมายของเราคือการสอนลูกเราให้หยุดพฤติกรรม ที่ไม่เหมาะสม อย่างเช่น พฤติกรรมไปขโมยของเพื่อน วิธีการแบบไหนครับ ที่จะมี ประสิทธิภาพมากกว่ากันสำหรับอนาคตของลูกเรา และอนาคตของสังคม ในมุมหนึ่งครับ ถ้าเราเลือกตีลูกของเรา จนลูกของเราหยุดขโมยของเพื่อนเพียงเพราะเขากลัวว่าจะถูกตี สักวันหนึ่งครับ ถ้าเขาอยู่ในสถานการณ์ที่เขารู้ว่าเขาขโมยของเพื่อนได้โดยที่จะไม่ถูกจับ ไม่ถูกตี เขาก็อาจจะยังทำมันอยู่ แต่ในทางกลับกันครับ ถ้าเราเลือกวิธีการสอนลูกเรา อธิบาย กับลูกเราว่าทำไมการขโมยของเพื่อนถึงไม่เหมาะสม ในอนาคตครับเขาก็จะไม่ขโมยของ เพื่อน ถึงแม้เขาอาจจะอยู่ในสถานการณ์ที่เขารู้ว่าขโมยไปก็ไม่ถูกจับ
ท่านประธานครับ ประเด็นสุดท้ายครับ นั่นก็คือว่าเวลาเราตีลูกเรา คนที่ ๓ ที่เรากำลังตีนั้น ก็คือลูกของทุก ๆ คนในสังคม ท่านประธานครับ ทุกครั้งที่เราตีลูกเรา เราไม่เพียงแต่ทำร้ายลูกเราเท่านั้นครับ แต่เรากำลังทำร้ายลูกของพวกเราทุกคนในสังคม เพราะว่าในมุมหนึ่งครับทุกครั้งที่เราตีลูกเรา เรากำลังเพิ่มโอกาสที่ลูกของเรานั้นอาจจะไป กระทำความรุนแรงกับลูก คนอื่น ถ้าเราไปดูครับ ทางอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย Texas ที่สหรัฐอเมริกาครับ เอลิซาเบธ เกอร์ชอฟฟ์ (Elizabeth Gershoff) ก็ได้ทำงานรีวิว งานวิจัย ๖๙ ฉบับ จากกว่า ๙ ประเทศ โดยเขาได้ค้นพบครับว่าทุกงานวิจัยนั้นพูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่าการลงโทษเด็กด้วยการใช้ความรุนแรงเชิงกายภาพนั้น ไม่ได้ทำให้เด็กนั้นมีพฤติกรรมที่ดี ขึ้นครับ แต่กลับทำให้พวกเขามีความก้าวร้าวมากขึ้น มีพฤติกรรมต่อต้านสังคมมากขึ้น และมีแนวโน้มจะก่อกวน หรือว่ากลั่นแกล้งผู้อื่นในโรงเรียนมากขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่งครับ ท่านประธาน ทุกครั้งที่เราตีลูกเราเราก็กำลังเพิ่มโอกาสที่ลูกเรานั้นจะไปกระทำความรุนแรง กับลูกของเขา หรือว่าหลานของเราในอนาคตด้วยเช่นกัน ถ้าเราไปดูแบบสำรวจผู้ปกครองในประเทศไทยของ YouGov ก็ชี้ให้เห็นชัดว่าในบรรดา ผู้ปกครองที่เคยถูกพ่อแม่ตนเองลงโทษด้วยการตี ๘๕ เปอร์เซ็นต์เลยครับ เลือกตีลูกตนเอง แต่ในทางกลับกัน ในบรรดาผู้ปกครองที่ไม่เคยถูกพ่อแม่ตนเองลงโทษด้วยการตี เหลือแค่ ๕๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับ ที่เลือกตีลูกของตนเอง ดังนั้นท่านประธานผมจำเป็นต้องย้ำ ว่าทุกครั้งที่เราตีลูกเรา เราไม่เพียงแต่กำลังทำร้ายลูกเรา แต่เรากำลังทำร้ายลูกของ ลูกเราในอนาคต แล้วเราก็กำลังทำร้ายลูกของคนอื่น ๆ ในสังคม ไม้เรียวของเรามันไม่ได้ สร้างคนครับท่านประธาน ไม้เรียวของเรามันกำลังสร้างไม้เรียวใหม่ ๆ อีกหลายไม้ ทั่วประเทศ ดังนั้นแน่นอนว่าการแก้กฎหมายฉบับนี้ ก็จำเป็นที่ต้องทำควบคู่กับการพยายาม สร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง แล้วก็ระดมแนวทางจากทุกฝ่ายว่าจะใช้วิธีการอะไรได้บ้าง ในการสอนลูก โดยไม่ต้องใช้วิธีการตีลูก แต่ทั้งหมดนี้จะไม่สามารถเดินหน้าอย่างจริงจังได้ หากสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ไม่กดปุ่มเริ่ม ดังนั้นท่านประธาน ผมขออนุญาตสนับสนุน ร่างแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ในวันนี้ เพื่อยุติการ ส่งต่อความรุนแรงจากกันและกัน เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่ขึ้นสำหรับทุกคน และเพื่อปกป้องสิทธิของเด็กทุกคนที่อาจจะยังมีอายุไม่มากพอที่จะมีโอกาสมาพูดด้วยตนเอง ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ขอบคุณครับท่านประธาน