สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๗

ธิษณา ชุณหะวัณ เสนอแก้ไขมาตรา 1567 เพื่อลดโทษบุตรให้ไม่รุนแรงและเน้นการฟื้นฟูสมรรถภาพแทนการลงโทษด้วยความรุนแรง

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สส. แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน สาทร และราชเทวี ตามมาตรา ๑๕๖๗ (๒) ที่ระบุไว้ว่า ผู้ใช้อำนาจการปกครองมีสิทธิทำโทษบุตรตามสมควร เพื่อว่ากล่าวสั่งสอน ซึ่งว่าตามสมควรนั้น มิได้เห็นว่าระบุถึงขอบเขตนะคะ จึงสมควรแก่ การแก้ไขค่ะ ที่ต้องไม่เป็นการทารุณกรรมหรือการทำร้ายร่างกายและจิตใจของเด็กค่ะ ซึ่งการแก้ไขมาตรา ๑๕๖๗ ก็สอดคล้องกับมาตรา ๒๖ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในการรับรอง การตรากฎหมายที่มีผลจำเป็นเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลที่เป็นไปตาม เงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญค่ะ วิธีการทำโทษหรือการสั่งสอนตามวิธีการของแต่ละ บุคคล หรือแต่ละครอบครัว ผู้มีอำนาจปกครองบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งนี้ ควรมีการ จำกัดกรอบการลงโทษ การสั่งสอนบุตรตามสมควร และสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วย สิทธิเด็กที่เป็นกฎหมายสากลระหว่างประเทศค่ะท่าน โดยไม่เป็นการสั่งสอน เฆี่ยนตี ไปจนถึงการทารุณกรรมโหดร้าย โดยมีกฎหมายรองรับให้กระทำได้ค่ะ บุคคลย่อมมีสิทธิ ในร่างกายที่จะได้รับการปกป้องตนเอง ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองหรือตัวบุตรเอง จากการถูกสั่งสอนด้วยวิธีการทำโทษแบบเฆี่ยนตี ไปถึงรูปแบบการทารุณกรรมอันโหดร้าย ที่กฎหมายยอมรับและสังคมมองการทำโทษสั่งสอนบุตรในครอบครัวเป็นความรุนแรง ที่ยอมรับได้ จึงจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงกฎหมายบทบัญญัตินี้ค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ขอสไลด์ที่ ๓ ค่ะ จากที่ได้สังเกตถึงสถานการณ์สิทธิเด็กและเยาวชน ในประเทศไทย ยังมีให้เห็นว่ายังมีการละเมิดสิทธิร่างกายเด็ก โดยสถิติที่ถูกทำโทษ ในประเทศไทย ถึงแม้ว่าการทำโทษร่างกายและจิตใจจะไม่ใช่สาเหตุเดียว แต่ก็จะส่งผล กระทบค่ะท่านประธาน อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวก่อนหน้านี้ ทั้งในด้านการพัฒนาของ จิตเวช แต่การกำจัดการทำโทษดังกล่าวก็จะสามารถช่วยลดปัญหาต่อไปนี้ได้ค่ะ จากข้อมูล จากกรมคุ้มครองเด็กและเยาวชนในปี ๒๕๖๕ มีเด็กถูกทำโทษทั้งทางร่างกายจิตใจ ๑๐,๒๔๕ คน สาเหตุหลักก็คือ ๑. พฤติกรรมก้าวร้าว ๓,๘๒๔ คน การไม่เชื่อฟัง ๓,๔๗๑ คน การเรียนไม่ดี ๑,๗๓๒ คน ขโมยของ ๑,๒๑๘ คน ผลที่ตามมาของคนที่ทำโทษเด็กเหล่านั้น โดยเฉพาะ การทารุณกรรมทางร่างกายจะส่งผลเสียต่อเด็กในทั้งระยะสั้นและระยะยาว ๑. คือผลกระทบ ทางร่างกายแน่นอนค่ะ ร่างกายฟกช้ำ บาดเจ็บ ๒. ผลกระทบทางจิตใจ เครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า เก็บกด พฤติกรรมก้าวร้าว ต่อต้านสังคม ผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ๆ ในสังคมค่ะ เด็กมีความสัมพันธ์ไม่ดีกับพ่อแม่ ไม่เชื่อฟังผู้ปกครอง ผลกระทบต่อการเรียน ไม่มีความเชื่อใจผู้ปกครอง เรียนตกด้วยค่ะ ส่วนผลข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตก็พบว่า สถิติของเด็กและเยาวชนในไทยในปี ๒๕๖๕ มีการประเมินเด็กและเยาวชนที่อายุต่ำกว่า ๒๐ ปี จำนวน ๑๘๓,๙๗๔ คน มีเด็กและเยาวชนมีความเครียดที่สูงถึง ๒๘ เปอร์เซ็นต์ มีการเสี่ยงเป็นซึมเศร้าสูงถึง ๓๒ เปอร์เซ็นต์ ที่น่ากลัวมากกว่านั้นก็คือเสี่ยงฆ่าตัวตาย ๒๒ เปอร์เซ็นต์ ต่อมาในปี ๒๕๖๖ มีการประเมินเด็กและเยาวชนอายุ ๑๕-๒๕ ปี จำนวน ๑๘๐,๐๐๐ คน แล้วพบว่ามีความเครียดสูงขึ้นมาอีกถึง ๔๕.๙ เปอร์เซ็นต์ กังวลเรื่องเงิน ๔๓.๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นวัยที่หลายคนกำลังจะเริ่มตั้งตัว ๑๕-๒๕ ปี เริ่มมีภาระหน้าที่ และช่วงวัยนี้ก็มีปัญหาสัมพันธ์ครอบครัวสูงถึง ๒๕.๕ เปอร์เซ็นต์ เสี่ยงซึมเศร้า ๗,๒๘๕ คน เสี่ยงฆ่าตัวตายหรือเคยพยายามฆ่าตัวตายแล้ว ๔,๐๒๐ คนค่ะ ท่านเห็นไหมคะว่าผลกระทบ ของการใช้ความรุนแรงกับเด็กมันส่งผลต่อจิตเวชขนาดไหน ถึงแม้ว่าการทำโทษทางกาย และจิตใจไม่ใช่สาเหตุเดียว แต่ก็จะมีผลกระทบเป็นอย่างมากค่ะท่านประธาน ถ้าหากเรา จำกัดการทำโทษดังกล่าว ก็จะสามารถลดปัญหาที่ดิฉันกล่าวมาข้างต้นได้ กลุ่มวัยเรียนเป็น กลุ่มที่เสี่ยงสูงสุด ซึ่งเป็นวัยที่ควรจะมีจิตและสุขภาพที่ดีแต่มันเกิดอะไรขึ้นคะ เด็กที่พออยู่ใน สภาวะความเครียดสูงจะไม่ค่อยเข้าสังคม หรือที่เป็น Introvert เข้าสังคมน้อยลง เข้าโลก Online มากขึ้น ติดมือถือค่ะ อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ ส่วนความเจ็บช้ำ ทางร่างกาย หากรุนแรงก็อาจมีผลกระทบในระยะยาวเช่นเดียวกัน ส่วนผลกระทบด้านจิตใจนั้น มีทั้งระยะยาวหรือตลอดชีวิตค่ะท่าน แต่เมื่อดูสถิติแล้วน่าเป็นห่วงว่าสุขภาพจิตของเด็กไทย สูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามกรมสุขภาพจิตที่ท่านก็เป็นรัฐบาลรายงานออกมาเอง ปัญหาสุขภาพจิต ของเด็กและเยาวชนในไทยน่าเป็นห่วงค่ะ แต่ท่านยังไม่มีทางแก้ไขออกมาอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากจะผ่านกฎหมายฉบับนี้ของพรรคก้าวไกลค่ะ และแม้แต่ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ใน Convention on the rights of the Child ที่เราได้ลงสัตยาบันไปแล้วปี ๒๕๓๒ และมี การรับรองมากถึง ๑๙๖ ประเทศ ซึ่งโดยภายใต้อนุสัญญาดังกล่าวเมื่อเด็ก ๆ ได้เกิดและรอด ชีวิตออกมาแล้ว ต่อมาเขาควรจะได้รับการปกป้องคุ้มครอง คือได้รับความคุ้มครองจากความ รุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทั้งภายในและภายนอกครอบครัว หรือผู้ปกครองค่ะท่าน อีกทั้งดิฉันคิดว่าเด็กไทยก็ไม่ได้แตกต่างจากเด็กใน ๑๙๖ ประเทศทั่วโลก เพราะว่าเด็กเกิดมา ก็บริสุทธิ์ทุกคนนะคะ ประเทศไทยได้ลงสัตยาบันกับอนุสัญญาหลายปีแล้วค่ะ ดังนั้นก็จำเป็น ที่จะต้องทำกฎหมายให้เป็นไปตามอนุสัญญา เพราะว่าเราต้องปฏิบัติตามโดยสุจริตอยู่แล้ว ถ้าเราดูการจัดการในต่างประเทศเราจะเห็นถึงข้อเท็จจริงในการทำโทษเด็กว่าแตกต่างจาก ประเทศไทย จากการวิจัยของ UNICEF ค่ะ และสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าเด็กอายุ ๑-๑๔ ปี ร้อยละ ๗๕ เคยถูกลงโทษด้วยคำพูด รุนแรงหรือลงโทษทางร่างกายในเดือนที่ผ่านมา โดยเด็กอายุ ๘ ปี ร้อยละ ๕๖ เคยถูกลงโทษ ทางร่างกาย และร้อยละ ๔ เคยถูกลงโทษทางร่างกายอย่างรุนแรง มันเกินไปมากค่ะ ท่านประธาน ในประเทศ อย่างเช่น สวีเดนและนอร์เวย์ที่เขาเจริญแล้ว ได้มีการลงโทษทาง ร่างกายเด็กทุกกรณีตั้งแต่ปี ๑๙๗๙ นี่ตั้งแต่สงครามเย็นนะคะ ผลการศึกษาพบว่าอัตราการ ทำร้ายร่างกายเด็กและเยาวชนลดลงทุก ๆ ปีค่ะ ในประเทศนอร์เวย์ให้เน้นการฟื้นฟู สมรรถภาพของเด็กมากกว่าการให้ลงโทษ หรือที่เรียกว่า Positive Reinforcement ผลการศึกษาพบว่าอัตรากลับมาทำผิดซ้ำของเด็กและเยาวชนที่อาจจะเคยอยู่ในสถานพินิจให้ ผลลัพธ์ในทางบวกค่ะ เพราะฉะนั้นการลงโทษเด็กด้วยความรุนแรงไม่ได้ผล แถมยังส่งผลเสีย ต่อเด็กมากกว่าผลดีค่ะ ประเทศไทย ควรพัฒนาวิธีการเลี้ยงดูเด็กโดยไม่ใช้ความรุนแรง และฟื้นฟูสมรรถภาพของเด็ก ใช้วิธีการทางบวก หรือว่า Positive Reinforcement ท่านประธานคะ ตามสถิติที่ดิฉันกล่าวมาข้างต้น เป็นการชี้ให้เห็นแล้วว่าหากเราสามารถ ทำครอบครัวให้เป็นสถาบันสำคัญต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้โตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ และปราศจากปมด้อย เป็นการเหมาะสมที่ทำให้ครอบครัวเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเด็ก ๆ ได้ค่ะ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนวิธีการทำโทษให้สอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศ และกับการปฏิบัติ ที่จะไม่ทำร้ายทางร่างกายและจิตใจของเด็กนะคะ กับประเทศที่ก้าวหน้าค่ะ อีกอย่างนะคะ ถ้าเราแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายฉบับนี้ มันไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ปกครองแต่อย่างใด อย่างที่เพื่อนสมาชิกทนายแจมได้อภิปรายไป มันเป็นกฎหมายแพ่ง ไม่มีใครต้องมาติดคุกนะคะ ท่านเข้าใจผิดแล้วนะคะ ที่ท่านบอกว่าโตมาด้วยไม้เรียว ก็จะทราบกันดีว่าสังคมที่เคารพสิทธิ มนุษยชน แล้วก็มีความศิวิไลซ์จะไม่พูดแบบนี้ แล้วก็จะไม่ใช้การบังคับด้วยความรุนแรง ถึงแม้ว่าในบางกรณีบางเคสการทำโทษก็อาจจะมีความจำเป็น แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ ความรุนแรงค่ะท่าน สำหรับลูกของดิฉันเองนะคะ แค่พูดว่าให้ไปยืนที่ Corner แค่นี้ เขาก็ตัวสั่นจะร้องไห้แล้วค่ะท่าน ไม่จำเป็นที่จะต้องแตะตัวเขาเลยค่ะ ถามว่าไปยืนทำโทษ เอาไหม ยืนที่ Corner ๑ นาทีเอาไหม แค่นี้เขาก็กลัวแล้วค่ะ ไม่จำเป็นที่จะต้องไปตีเขาเลย เด็กเขากลัวผู้ใหญ่อยู่แล้วค่ะ ท่านมีอำนาจเหนือเขาอยู่แล้ว การพูดคุย ผู้ใหญ่ควรพูดคุย กับเด็กอธิบายให้เข้าใจถึงเหตุผลว่าพฤติกรรมของเขานั้นไม่เหมาะสม การตั้งกฎระเบียบ ที่ชัดเจนและสอดคล้องและอธิบายด้วยเหตุผลนะคะ และการให้รางวัลหรือว่า Positive Reinforcement เมื่อเด็กทำถูก เด็กทำถูกต้องให้รางวัล เด็กก็ยังอยากทำถูกต้องอีกซ้ำ ๆ ไม่ได้อยากกลับไปทำผิด เพราะว่าอะไรคะ เพราะว่าทำถูกแล้วได้ขนม ได้ของเล่น เขาก็อยากจะทำดี ไม่จำเป็นที่จะต้องไปลงโทษเขาค่ะ หรือการทำกิจกรรมร่วมกัน ผู้ใหญ่ก็หา เวลาทำกิจกรรมที่เด็กชอบ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีค่ะ ถึงแม้ว่าตอนนี้ลูกของดิฉันจะเริ่มโต เป็นวัยรุ่นแล้ว ก็ทำให้การทำกิจกรรมร่วมกันนี้อาจจะไม่สอดคล้องกันเหมือนตอนวัยเด็ก เพราะเขาชอบมีโลกส่วนตัวมากยิ่งขึ้นนะคะ แต่เราก็ต้องเคารพในสิทธิของเด็ก และเราจะต้อง ไม่ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจในสภาพวาจาของเด็ก ที่เพื่อนสมาชิกพูดถึงการเลี้ยงลูก เชิงบวก เช่น เมื่อทำดีได้รางวัล ตักเตือนด้วยเหตุผล ได้มีทฤษฎีการวิจัย โดยศาสตราจารย์เบซิล เบิร์นชไตน์ (Basil Bernard Bernstein) จากมหาวิทยาลัย University College London อ้างอิงถึงแนวคิดของการใช้ภาษานะคะว่า ในสังคมที่ลงโทษเด็กด้วยการตี หรือสมมุติว่า ท่านไม่อยากให้ลูกท่านกินลูกอม แล้วท่านตีปากลูกท่าน พัวะ อย่างนี้นะคะ แล้วท่านบอกว่า กินลูกอมไม่ได้ จะโดนตี อย่างนี้นะคะ ลูกของท่านก็จะไม่เข้าใจค่ะ และผลของสถิติคือ เด็กที่ถูกลงโทษแบบนั้น Dropout จากมหาวิทยาลัยและไม่มีความคิดวิเคราะห์ หรือว่า Critical Thinking เท่ากับสังคมที่สอนลูกด้วยเหตุผลค่ะ อย่างเช่นในกรณีเดียวกันนะคะ ดิฉันบอกว่า ลูก อย่ากินลูกอมเยอะนะลูก เพราะว่าเดี๋ยวต้องไปหาคุณหมอ ไปหาทันตแพทย์ จะเจ็บตัวนะลูก หนูไม่อยากไปหาหมอ หนูอยากกินลูกอม กับตีปากแล้วบอกว่าไม่เอาลูกอม อีกแล้ว ๒ วิธีค่ะ ได้มีสถิติที่ศาสตราจารย์เบซิล เบิร์นชไตน์ (Basil Bernard Bernstein) ทำออกมาแล้วจากมหาวิทยาลัย UCL หรือว่า University College London ว่าเด็กที่ถูก ทำโทษไม่ได้มีผลการศึกษาที่ดีค่ะ หรือว่าจะมีโอกาสที่จะ Dropout จากมหาวิทยาลัยหรือ เรียนไม่จบมหาวิทยาลัย และไม่มีความคิดวิเคราะห์ที่เหมาะสมค่ะ ซึ่งผู้คนที่เกี่ยวข้องประกอบไปด้วย คนในครอบครัว ผู้ปกครอง และทุก ๆ คนในสังคมไทย ในการปลูกฝังเรื่องราวเหล่านี้ แล้วข้อมูลปัญหาของพี่น้องประชาชน รวมถึงการรับมือกับ วิธีดำเนินการจากหลากหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ในระดับสากล หรือข้อมูล วิชาการด้านการศึกษาเรื่องการเลี้ยงลูก มาอภิปรายกันในสภา และไม่ใช่แค่เทคโนโลยีเท่านั้น ที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมค่ะ สังคมเองด้วยเช่นกันที่เปลี่ยนแนวคิด ก็จะมีพลวัตรไปในทาง เดียวกันค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ