ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ หารือการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยย้ำถึงความสำคัญของการเลี้ยงดูเด็กด้วยความรักและความเข้าใจ พร้อมคัดค้านการใช้ความรุนแรงในการสั่งสอน ผลักดันให้มีการผ่านร่างกฎหมายคุ้มครองเด็กจากความรุนแรงทุกรูปแบบ ทั้งในครอบครัวและสังคม เปรียบเทียบกับมาตรการของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่เกิดจากการตีเด็กด้วยข้ออ้างเรื่องความรักอย่างจริงจัง
กราบเรียน ท่านประธานค่ะ ดิฉัน ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ทนายแจมนะคะ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๑ พรรคก้าวไกล วันนี้ก็จะมาพูดในนามของคุณแม่ลูก ๒ เหมือนเดิมค่ะ ที่อยาก เปลี่ยนแปลงสังคมผ่านการเมือง และในหัวข้อวันนี้ไม่พูดไม่ได้เช่นเดียวกันค่ะ เมื่อสักครู่ ได้ฟังท่านประยุทธ์ หรือว่าคุณปู่นะคะ ก็ได้พูดถึงเรื่องกรณีเกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขกฎหมาย ที่ว่าจะทำให้มีคนเดินเข้าคุกเข้าตะรางเพิ่มมากขึ้น จริง ๆ เรากำลังแก้ไขประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งนะคะ ไม่ได้มีโทษทางอาญาแต่อย่างใด แล้วก็พูดถึงเรื่องความสงบสุข ร่มเย็นว่าการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ จะเป็นการทำให้ความสงบสุขร่มเย็นมันหายไปหรือไม่ ทำให้บ้านในครอบครัวจะต้องร้าวฉานกันหรือไม่ ดิฉันในฐานะของคุณแม่ลูก ๒ ที่เลี้ยงลูก ด้วยวิธีการปัจจุบัน ใช้วิธีการ Positive Thinking เหมือนที่คุณ สส. หมิวได้บอกไว้เลย ขอบคุณ สส. หมิว ได้พูดเอาไว้นะคะ มีกฎในบ้าน ๓ ข้อเหมือนกันเลยค่ะ ๑. คือไม่ทำร้าย คนอื่น ไม่ทำร้ายตัวเอง และไม่ทำลายข้าวของ เราจะลงโทษลูกเมื่อเขาทำในสิ่งที่ร้ายแรง ก็คือ ๓ สิ่งนี้เท่านั้น และแน่นอนว่าตั้งแต่วันแรกที่ลูกเกิดมาเราเลี้ยงเขาด้วยความรักนะคะ เขาเกิดมาจากความรัก เลี้ยงเขาด้วยความรัก ไม่ได้มีเหตุผลใดเลยที่เราจะต้องทำร้ายเขา หรือเฆี่ยนตีเขา หรือแม้กระทั่งดุด่าด้วยคำที่มันทำให้เขาจะต้องรู้สึกถูกด้อยค่าหรืออย่างไร ก็ตาม ดิฉันยังเป็นคนหนึ่งที่ยืนยันเรื่องการเลี้ยงลูกเชิงบวก หรือทำอย่างไรให้เขาเติบโต ในสังคมด้วยความรักและความเข้าใจในครอบครัว เราปฏิเสธไม่ได้นะคะว่าปัจจุบันปัญหา ในสังคมในหลาย ๆ เรื่อง ดิฉันพูดหลายรอบเหมือนกัน ปัญหายาเสพติด ปัญหาความรุนแรง ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาต่าง ๆ ที่เราพูดในสภาหลายครั้ง ก็เกิดจากการที่ไม่ได้ผ่าน การเลี้ยงดูในวัยเด็กช่วง ๐-๖ ขวบ มาอย่างถูกต้อง ๐-๖ ขวบ เป็นช่วงวัยที่จะกำหนด บุคลิกภาพ กำหนดตัวตนของคน ๆ หนึ่ง เป็นผู้ใหญ่แบบไหน ก็แสดงว่าเติบโตมาในวัยเด็ก แบบนั้น จิตวิทยาเป็นการเลี้ยงลูกเชิงบวกแบบใหม่ที่ปัจจุบันทุกครอบครัวก็ใช้กัน แล้วก็มี งานวิจัยมากมายด้วยค่ะ มีงานวิจัยของ Violence against children บอกว่า ไม่ว่าจะเป็น ความตั้งใจของผู้ดูแลหรืออย่างไร การทำร้ายร่างกายไม่เคยส่งผลดี และการทำร้ายร่างกายเด็ก จะส่งผลกระทบต่อพวกเขาตลอดชีวิต ส่งผลกระทบต่อคนในสังคมด้วยนะคะ แล้วก็ งานวิจัยยังบอกอีกว่าจากสถิติทั่วโลกเด็ก ๔ ใน ๕ คน อายุตั้งแต่ ๒-๑๔ ปี ถูกลงโทษทำร้าย ร่างกาย สิ่งนี้เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในบ้าน ในห้องเรียน หรือแม้กระทั่งในสถานรับเลี้ยงก็ตาม และสถิติที่น่าสนใจก็คือว่าร้อยละ ๘๖ ของเด็กทั่วโลก ไม่ได้รับความคุ้มครองจากความรุนแรงเหล่านั้นตามกฎหมาย และเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่นะคะ ท่านประยุทธ์ เรื่องนี้เป็นกฎหมายมิติเด็กเกิดขึ้นแล้วใน ๖๖ ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น เกาหลี ญี่ปุ่น เนปาล ฝรั่งเศส หรือประเทศล่าสุดที่ประกาศใช้ก็คือประเทศลาวค่ะ ท่านประธานคะ หากเราผ่านกฎหมายฉบับนี้ มันไม่ได้หมายความว่าผู้ดูแลจะไม่สามารถ ลงโทษบุตรหลานตัวเองได้เลย เราลองอ่านดี ๆ นะคะ เขาบอกว่าทำโทษบุตรเพื่อว่ากล่าว สั่งสอนตามสมควร แต่ต้องไม่เป็นการทารุณกรรมค่ะ ดิฉันเปิดอ่าน Twitter เช้าวันนี้นะคะ มีคนเอาไปเทียบด้วยซ้ำว่ากฎหมายทารุณกรรมสัตว์ยังมีเลย ทำไมเราจะผ่านกฎหมาย ทารุณกรรมมนุษย์ไม่ได้คะ ดิฉันก็ไม่เข้าใจว่ามันจะยากตรงไหน ถ้าเราจะทำให้สังคมเรา มันเติบโตกันด้วยความรักและความเข้าใจมากกว่าความรุนแรง หรือทำร้ายร่างกายจิตใจ ไม่เป็นการเฆี่ยนตีหรือทำโทษอันเป็นการด้อยค่า ด้อยค่าก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้มีเหตุผลใดเลย ที่เราจะต้องมาด้อยค่ากัน เราเองเป็นผู้ใหญ่เรายังไม่ชอบให้คนด้อยค่ากันเลยใช่ไหมคะ ถ้ามันมีการด้อยค่าในสภาแห่งนี้ เรายังเถียงกันแทบเป็นแทบตายเลยค่ะ ทำไมเราถึงทำในสิ่ง ที่เราไม่ชอบกับเด็กล่ะคะ ถูกไหมคะ อันนี้พูดง่าย ๆ เข้าใจง่าย ๆ นะคะ เพราะฉะนั้นเราต้อง เปลี่ยนจากการใช้ความหวาดกลัวในการดูแลบุตรหลาน ดูแลลูกของเราด้วยการทำความ เข้าใจค่ะ ดิฉันยังยืนยันเหมือนเดิมว่าการตีเพราะความรักไม่มีอยู่จริงนะคะ เราตีเพราะเรา ขาดสติค่ะ เราตีเพราะว่ามันมักง่าย มักง่ายคืออะไร เราใช้เป็นวิธีการที่เราหยุดพฤติกรรม ของเด็กได้ง่ายที่สุดก็คือการตี ไม่ต้องใช้สมองเยอะ เด็กทำอะไรไม่พอใจก็ตีแล้วก็จบเลยค่ะ แต่วิธีการสมัยใหม่ เมื่อเด็กทำพฤติกรรมที่เรารู้สึกว่ามันไม่น่ารัก หรือก้าวร้าวในมุมหนึ่ง เราก็ต้องหาว่าเราจะทำอย่างไรที่จะหยุดพฤติกรรมเช่นนั้นได้ เราพูดคุยกันได้ค่ะ ดิฉันยืนยัน เพราะว่าลูก ๒ คนของดิฉันไม่เคยตีนะคะ แล้วเขาก็เป็นเด็กที่น่ารักคนหนึ่งเช่นเดียวกัน เวลาที่เขาทำอะไรที่ไม่น่ารัก เราบอกกับเขาว่าเขากำลังทำตัวไม่น่ารักนะลูก หนูกำลังรู้สึก ไม่เข้าใจอยู่ใช่ไหม หนูกำลังรู้สึกอะไรอยู่ ถามคำถามก็ได้ค่ะ เขารู้สึกอะไร เด็กทุกคน เขาก็ต้องการที่จะพูดนะคะ มีคนเถียงว่าแล้วถ้าเด็กเล็กจะทำอย่างไรใช่ไหมคะ เด็กเล็กเราก็มี วิธีในการที่จะหยุดความไม่น่ารักได้อีกเช่นเดียวกัน เรามีวิธีการในการเปลี่ยน เรียกว่า ดึงความสนใจได้ เด็กเล็กเขาไม่ได้มีอะไรกลไกความคิดที่วุ่นวายค่ะ เด็กร้องไห้ เด็กไม่น่ารัก ชี้นกชี้ไม้เดี๋ยวเขาก็หยุดค่ะ เพียงแค่ว่าเราต้องใช้สมองเยอะหน่อยแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่เลยนะคะ คนทั่วโลกเขามีอนุสัญญาคุ้มครองสิทธิเด็กกันเต็มไปหมดแล้วค่ะ ดิฉันคิดว่าการพูดเรื่องนี้ในสภาเป็นเรื่องที่ทุกคนน่าจะเข้าใจตรงกันไปแล้วด้วยซ้ำนะคะ แล้วในฐานะของพ่อแม่เราต้องสำรวจตัวเองด้วยนะคะว่า เรากำลังเดินซ้ำรอยกับความรุนแรง ที่ถูกพ่อแม่กระทำมาในอดีตอยู่หรือเปล่า หลาย ๆ คนที่ไม่เห็นด้วยอาจจะมองว่าฉันก็โตมา ด้วยไม้เรียวเหมือนกัน ใครก็ตามที่บอกว่าฉันประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยไม้เรียว ดิฉัน คิดว่าท่านไม่ควรจะต้องดูถูกความสามารถตัวเองขนาดนั้น ท่านไม่ได้พยายามในการเรียน หนังสือหรือคะ ท่านไม่ได้พยายามในการทำงานหรือคะ สรุปคือโดนไม้เรียวตีก็เลยเก่งได้ อย่างนี้หรือคะ ดิฉันว่าท่านกำลังดูถูกตัวเองอยู่นะคะ ถ้าเป็นแบบนั้น เพราะฉะนั้นการลงโทษ ด้วยการตีจะทำให้เด็กสับสน ดิฉันยืนยันเรื่องนี้ เวลาเราสอนลูกว่าการทำร้ายกันไม่ดี แล้วเรา กลับตีลูกนี่เราจะบอกเขาอย่างไร ไหนหม่ามี้บอกว่าตีกันไม่ดีอย่างไรครับ แล้วหม่ามี้ตีผม ทำไมครับ คุณตอบเขาได้ไหมคะ ก็ตอบไม่ได้ เพราะฉะนั้นดิฉันก็ยังยืนยันว่าตีเป็นสิ่งที่ ไม่ควรกระทำ เราต้องค่อย ๆ คุยกันด้วยเหตุผลดีกว่านะคะ ดิฉันเห็นความสำคัญมาก ๆ กับการผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ แล้วก็อยากชวนทุกท่านคิดไปด้วยกัน แล้วก็เดินทาง ไปด้วยกันนะคะว่าเราจะต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในครอบครัว วัยที่เขากำลังเรียนรู้ วัยที่เขากำลังจะเติบโตมาเป็นบุคลากรที่สำคัญ ในอนาคต และลดปัญหาความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย
อีกอันที่สำคัญขอเลยเวลานิดหนึ่งค่ะ ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว สาเหตุ อย่างหนึ่งก็เกิดมาจากการที่เราตีเหมือนกันนะคะ ดิฉันเคยถามเด็กคนหนึ่งตอนที่ลงพื้นที่ ในเขตสายไหมว่าเคยถูกแม่ตีไหม เขาบอกว่าเคยถูกตี แล้วแม่บอกว่าอะไรที่ต้องตี แม่บอกว่า ตีเพราะรักครับ แม่บอกผมว่าทุกครั้งที่ตีเพราะว่ารักครับ สิ่งอันนี้มันมีงานวิจัยเกิดขึ้น มากมายนะคะว่า ความรุนแรงในครอบครัวที่มันมีการตีกันของสามีภรรยาหรืออะไรก็ตาม ก็เกิดจากการที่ตอนเด็กนั่นแหละโดนแม่ตีเพราะความรักค่ะ ก็แม่ตีเพราะรัก ก็ตีเมียเพราะ รักได้เหมือนกัน อันนี้เป็นเรื่อง Basic นะคะ ดิฉันว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ง่ายมาก ๆ ก็อยากจะชวนท่านสมาชิกด้วยการช่วยกันผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ค่ะ แล้วก็ถ้ามีประเด็น ถกเถียงอะไรเพิ่มเติมก็ชวนศศินันท์ได้เสมอนะคะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ