สิริลภัส กองตระการ หารือถึงผลกระทบจากการสั่งสอนเด็กด้วยวิธีรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจที่ส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพจิต จนกลายเป็นปัญหาสังคม โดยเน้นย้ำถึงปัจจัยเสี่ยงอย่างวิตกกังวล ซึมเศร้า และพฤติกรรมเสพติดที่มีต้นเหตุจากสภาพแวดล้อมในวัยเด็ก พร้อมเสนอส่งเสริมการเลี้ยงดูแบบ Positive Parenting และเรียกร้องการบูรณาการหน่วยงานเพื่อสนับสนุนแนวทางนี้อย่างเป็นระบบ
เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน สิริลภัส กองตระการ ผู้แทนราษฎรจาก กทม. พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะ การสั่งสอน ตามสมควรนั้นในแต่ละยุคสมัยนี้ เราอาจจะตีความหมายได้แตกต่างกัน เมื่อยุคสมัยที่ดิฉัน หรือว่าเพื่อนสมาชิกคนอื่น ๆ ที่อยู่ในวัยเด็ก การสั่งสอนตามสมควรนั้นอาจจะเป็นการว่ากล่าว ตักเตือน ดุ หรือว่าการใช้การตีเพื่อการอบรม แต่ท่านประธานคะ เราไม่เคยได้มีมาตรวัด หรือว่าเส้นแบ่งในแต่ละครอบครัวเลยค่ะ ว่าอะไรที่เป็นการสั่งสอนตามสมควร หรืออะไร ที่เป็นการสั่งสอนที่จะเอนเอียงไปในทางด้อยค่า หรือว่าเป็นการใช้ความรุนแรงกับเด็ก ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพราะว่าในสมัยก่อนเราก็ได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็นทอด ๆ ถูกไหมคะ ปู่ย่า ตายายเรา อบรมพ่อแม่เรามาอย่างไร ก็มีแนวโน้มว่าพ่อแม่ของเราก็จะมี แนวโน้มในการอบรมเรามาแบบนั้นนะคะ เรื่องนี้ดิฉันไม่พูดถึงไม่ได้เลยค่ะ นั่นก็คือเรื่องของสุขภาพจิตที่ดิฉันก็ได้อภิปรายไปหลายครั้ง หลายรอบมากแล้ว และต้นกำเนิดจริง ๆ มันอยู่ที่ในวัยเด็กนี่ละค่ะ การตี ดุด่า ว่ากล่าว ด้อยค่า จะส่งผลกระทบต่อวัยเด็กในด้านจิตใจและพฤติกรรมค่ะ และมันจะสะสมแบบนี้ ไปเรื่อย ๆ จนถึงวัยรุ่นและวัยทำงานจนถึงวัยผู้ใหญ่ ที่ทุกท่านและดิฉันได้กำลังเป็นอยู่นี่ละค่ะ ดิฉันอยากให้ทุกท่านลอง Check List ตัวเองดูนะคะ สำรวจตัวเองดูว่า การเลี้ยงดูในวัยเด็ก ที่ท่านเคยอาจจะเจอนั้น มันจะส่งผลกระทบ หรือว่าอาจจะทำให้ท่านประสบปัญหาเหล่านี้ อยู่หรือไม่ ถ้าท่านมีความเชื่อมั่นในตัวเองต่ำ อาจจะเป็นไปได้ว่าท่านเป็นเด็กที่ถูกตีหรือถูกดุด่า บ่อย ๆ มันทำให้ท่านรู้สึกว่าท่านไม่เก่ง รู้สึกไม่ดีพอ ไม่มีคุณค่าในตัวเอง ถ้าท่านมีปัญหา ทางด้านอารมณ์ เกิดจากการถูกทำร้ายร่างกาย หรือว่าการถูกทำร้ายทางคำพูด รวมไปถึง การกดดันต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเรียน หรือว่าการประพฤติตัวให้อยู่ในกรอบ ที่เหมาะสม ถ้าท่านมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอาจจะเกิดมาจากการใช้ความรุนแรง ในครอบครัวที่จะเป็นการส่งต่อพฤติกรรมความรุนแรง ความก้าวร้าว หรือมีการใช้ความ รุนแรงในการแก้ปัญหาในความสัมพันธ์ หรือถ้าท่านมีปัญหาด้านความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็น ความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน กับคนรัก หรือครอบครัวนะคะ เนื่องจากตอนเด็ก ๆ ท่านอาจจะขาดทักษะการเรียนรู้ หรือทักษะการสื่อสารและวิธีการรับมือกับความขัดแย้ง อย่างเหมาะสมค่ะ นอกจากนี้ สิ่งสำคัญในการเลี้ยงดูในวัยเด็กจะเป็นปัจจัยกระตุ้นที่ดีมาก ๆ เลยนะคะว่า สุขภาพจิตของเด็กนั้นจะดีหรือแย่ ในวัยรุ่นหรือว่าในวัยผู้ใหญ่ด้วยนะคะ ดิฉันอภิปรายไปหลายรอบแล้วว่า ปัญหานี้มันกำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบ ต่อประเทศ การที่เด็กมีการเผชิญประสบการณ์การถูกเลี้ยงดูในเชิงลบ หรือว่าขาดการ สนับสนุนการเลี้ยงดูที่เหมาะสม จะทำให้เกิดบาดแผลทางใจในวัยเด็ก หรือว่า Childhood Trauma ส่งผลกระทบให้ต่อไปถึงในวัยรุ่น หรือว่าวัยผู้ใหญ่ที่จะมีปัญหาสุขภาพจิตดังนี้นะคะ เดี๋ยวขอสไลด์ด้วยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ความวิตกกังวล การที่ เติบโตมาจากสภาพแวดล้อมที่ไม่มั่นคง หรือว่ามีความคาดหวังสูงมากเกินไป จะทำให้มีการ เกิดอาการวิตกกังวล ส่งผลไปถึงการเกิดโรคตื่นตระหนก หรือว่า Panic Disorder นั่นเองค่ะ การเป็นซึมเศร้า การขาดความรัก หรือว่าการสนับสนุนทางอารมณ์ที่ดีจากครอบครัวนะคะ รวมไปถึงการถูกละเมิดทางด้านร่างกายและจิตใจ จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า ได้เช่นเดียวกันค่ะ หรือมีความผิดปกติทางด้านบุคลิกภาพ หรือว่า Personality Disorder ยกตัวอย่างเช่น โรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบก้ำกึ่ง หรือว่า BPD : Borderline Personality Disorder อาการเป็นอย่างไรคะ ไม่มีความมั่นคงทางอารมณ์ค่ะ มีการเปลี่ยนแปลงทาง อารมณ์อย่างรวดเร็ว อารมณ์ขึ้นสุด ลงสุด จากเสียใจสุดกลายเป็นหวาดกลัวสุด หรือว่า อารมณ์เกรี้ยวกราดสุดอาจจะเป็นการรู้สึกผิดที่สุดภายในเสี้ยววินาทีค่ะท่านประธาน มีปัญหาการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี มีความหวาดกลัวที่จะถูกทอดทิ้ง มีพฤติกรรมที่อาจจะทำ โดยคิดไม่รอบคอบ อย่างเช่น การใช้เงินเกินขอบเขต การขับรถด้วยความอันตราย หรือว่า การมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าโดยที่ไม่ป้องกัน เป็นต้น ๒. อย่างเช่น โรคบุคลิกภาพ หลงตัวเอง หรือว่า Narcissistic Personality Disorder หรือว่า NPD มีอาการอย่างไร ลอง Check นะคะ รู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญสูงมากกว่าคนอื่น สำคัญพิเศษมากกว่า คนทั่วไป คาดหวังให้คนอื่นชื่นชมและยอมรับในความพิเศษของตนเอง และอยากได้การชื่นชม และความต้องการนั้นเป็นอย่างมากและอย่างต่อเนื่องค่ะ ขาดความเห็นอกเห็นใจกับ ความรู้สึกของผู้อื่น ใช้คนอื่นเพื่อเป็นประโยชน์ให้ตัวเอง มีความคิดอิจฉาริษยาผู้อื่น หรือคิดว่า ผู้อื่นจะมาอิจฉาริษยาตัวเองตลอดเวลา และรวมไปถึงการแสดงออกที่มีความหยิ่งยโสคิด ว่าตัวเองเหนือกว่าผู้อื่นค่ะ หรือว่าพฤติกรรมเสพติด หรือว่า Addictive Behavior นั่นคือ การใช้สารเสพติด การเสพติดการเล่นเกมมากเกินไป ใช้สื่อ Social Media มากเกินไป หรือเสพติดการ Shopping ก็รวมอยู่ในนี้ค่ะ พฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ที่จะส่งปัญหาถึงสังคม ที่จะส่งปัญหาที่ให้มันเกิดขึ้นในสังคมส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เกิดจากจุดแรกเลยค่ะ นั่นก็คือ การถูกหล่อหลอมเลี้ยงดูมาจากวัยเด็กทั้งสิ้นเลยค่ะ แต่ท่านประธานคะ ในปัจจุบันนี้บริบท ในการเลี้ยงลูกนั้นเปลี่ยนไปแล้วนะคะ พ่อแม่หรือว่าผู้ดูแลเด็กในครอบครัวเริ่มรู้จักคำว่า Positive Parenting แล้วค่ะ เขาพยายามหาความรู้ วิธีการ และนำวิธีการนั้นมาปรับใช้ ในการเลี้ยงดูบุตรของเขา อบรมลูกเชิงจิตวิทยามากขึ้น Positive Parenting ดีอย่างไร มันคือการเลี้ยงลูกโดยใช้วิธีการสนับสนุนและส่งเสริมพัฒนาการทางบวกของเด็ก ให้เด็กมี ความรัก เน้นความรัก เน้นความเอาใจใส่ เน้นการสื่อสารที่ดี ส่งเสริมด้วยการใช้พลังบวกและ แรงบวก มีกฎระเบียบในการตั้งที่เหมาะสมมากกว่าการใช้การดุด่า ตี หรือว่ากล่าว ข้อดีของ Positive Parenting คืออะไรคะ ๑. เด็กจะมีพัฒนาการทางอารมณ์ดี เขาจะรู้สึกปลอดภัย มีความมั่นใจในตัวเอง และมี Self Esteem หรือว่ามีความเคารพในตัวเองสูง และเมื่อเขา มีความเคารพในตัวเอง เขาจะไม่นำพาตัวเองไปสู่สังคมที่มีสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี และเราจะมี การสื่อสารที่ดี มีความเข้าใจกันในครอบครัว ทำให้เด็กมี Safe Zone ให้เขาสามารถได้พูด ได้คุยบอกเล่าเรื่องราว หรือความรู้สึกต่าง ๆ ให้ผู้ปกครอง หรือว่าผู้ที่ดูแลอยู่ในครอบครัว ได้รับฟังได้อย่างเปิดเผยและสบายใจ เด็กจะมีพฤติกรรมที่ดีและปฏิบัติตามกฎระเบียบได้ดี ยิ่งขึ้น เมื่อเราก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นที่เราต้องสร้างตัวตนใช่ไหมคะ หรือว่าอยากได้ความยอมรับ จากคนอื่น เด็กเหล่านี้ ถ้าเขามีความยอมรับในตัวเอง แล้วเขามีการเลี้ยงดูที่ดี เขาจะเลือก ปฏิบัติตัวเพื่อสร้างตัวตนไปในทางที่ดีมากกว่าการฝืนกฎระเบียบเพื่อให้ได้รับการยอมรับค่ะ เด็กจะเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาแล้วก็จัดการกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น มีความฉลาด ทางอารมณ์ มีวุฒิภาวะ รับมือกับสถานการณ์ หรือว่าอารมณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในจิตใจ เขาได้ค่ะ แล้วเขาจะรู้สึกเชื่อมั่นและมีคุณค่าในตัวเอง แล้วเขาจะดึงศักยภาพนั้นละค่ะ ออกมาใช้ให้ได้อย่างดีที่สุด แล้วมีภูมิคุ้มกันทางจิตใจ ไม่ว่าเขาจะเจออะไรมา อย่างเช่น การถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง หรือว่าการถูก Bully ในสังคม เขาก็จะสามารถรับมือได้ สถาบันราชานุกูลก็เขียนบทความเอาไว้เรื่องการตีเด็กว่า ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าตีหรือไม่ตี แต่มันอยู่ที่ว่า ถ้าจะตี ตีอย่างไร ผู้ใหญ่ต้องเข้าใจว่าการตีนั้นคือการลงโทษขั้นสูงสุด คือทางเลือกสุดท้ายแล้วค่ะ แล้วการลงโทษนี้ควรเก็บไว้ใช้กับพฤติกรรมที่เป็นปัญหารุนแรง ที่สุดเท่านั้น เช่น การทำร้ายตัวเอง ทำลายข้าวของ หรือทำร้ายคนอื่นค่ะ ท่านประธานคะ นอกเหนือจากการแก้กฎหมายแล้ว ดิฉันคิดว่าควรมีการบูรณาการร่วมกันกับหน่วยงาน ต่าง ๆ ส่งเสริมให้มันมีโครงการที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับ Positive Parenting มากยิ่งขึ้น การตีเด็กควรจะเป็นทางเลือกสุดท้ายค่ะ หยุดส่งต่อความรุนแรงต่อไป ให้พวกเขาได้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกที่ดีด้วยความรัก มีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ชื่นชมพวกเขาเมื่อพวกเขาทำดี อย่าตีจนทำให้เด็กคิดว่าการอบรมแบบนี้เป็นเรื่องปกติค่ะ เพิ่มความสัมพันธ์และบรรยากาศที่ดีในครอบครัว ให้เด็กในวันนี้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ เป็นคุณพ่อ คุณแม่ที่มีคุณภาพในอนาคต ส่งต่อ Positive Parenting รักวัวให้ผูก รักลูกให้ กอดค่ะท่านประธาน ขอบคุณค่ะ