ภัณฑิล น่วมเจิม หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ เพื่อกำหนดสิทธิของผู้ใช้อำนาจปกครองในการทำโทษบุตร และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการส่งเสริมสิทธิเด็กและสิทธิของผู้ใช้อำนาจปกครอง โดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนทัศนคติของคนรุ่นใหม่และความสำคัญของการคุ้มครองสิทธิของเยาวชน
เรียนท่านประธานครับ ผมภัณฑิล น่วมเจิม ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตวัฒนา และเขตคลองเตยนะครับ ก็ขอมาร่วมอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ เพื่อกำหนดสิทธิของผู้ใช้อำนาจปกครองในการทำโทษบุตร ปัจจุบันทั้งภาครัฐ และเอกชน ก็พยายามออกกฎหมายปรับเปลี่ยนการดำเนินงานและกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับ SDGs หรือ Sustainable Development Goals ที่ออกโดย UN ก็คือภาคเยาวชนไม่ว่าจะมี การมีส่วนร่วม สิทธิขั้นพื้นฐาน การคุ้มครองด้านความปลอดภัย ซึ่งก็มีการจัดประชุมบ่อยครั้ง มากนะครับ เชิญตัวแทนจากหลายประเทศ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีต่าง ๆ ไปเข้าร่วม Forum Summit ต่าง ๆ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสุดท้ายแล้วเป้าหมายที่จะต้องบรรลุนี้ รู้หรือเปล่าครับว่าจะต้องทำ หรือจริง ๆ แล้วมีหรือเปล่า ที่ว่าอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก นิยามคำว่า เด็ก ที่เป็นบุคคลที่ต่ำกว่าอายุ ๑๘ ปี ที่ยกเว้นว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องจะรับรอง อายุบรรลุนิติภาวะที่ต่ำกว่า การกำหนดนี้มีเจตนาเพื่อให้อนุสัญญานี้ ให้การคุ้มครอง และสิทธิกับกลุ่มอายุให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ทราบหรือเปล่าครับ ๓๒ ปีแล้วนะครับ มาแล้วที่เมืองไทยตั้งแต่ ๑๙๘๙ UN Convention on the rights of the Child อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก อธิบาย คำจำกัดความของคำว่าเด็ก สิทธิทั้งหมด และหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐ สิทธิทั้งหมด มีความเชื่อมโยงกัน มีความสำคัญเท่ากัน และไม่สามารถลิดรอนไปจากเด็กได้ ซึ่งก็ระบุเอาไว้ เป็นข้อตกลงด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ได้รับการรับรองมากที่สุดถึง ๑๙๖ ประเทศ ผมในฐานะผู้แทนราษฎร และในฐานะพ่อลูกสองที่มีความใกล้ชิดกับลูกนะครับ ผมว่ามัน หมดยุคแล้วครับ การสอนลูกด้วย Mindset ว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี การสอนแบบนี้ นอกจากใช้กำลังแล้ว มันไม่ทำให้เขาเรียนรู้อะไรเลยครับ มันเป็นการ Input ประสบการณ์ อันเลวร้ายในวัยเด็ก สร้างรอยประทับในสมองและบาดแผลในใจ ท้ายที่สุดก็กลับกลายเป็นการสั่งสอนที่หล่อหลอมให้เกิดการสืบทอดผลิตผลที่เป็นพิษต่อ สังคมทางอ้อมครับ มีงานวิจัยมากมาย ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ประสบการณ์ตรงของผู้ใหญ่ ที่เคยเป็นเด็ก และเป็นผู้เจ็บปวดและถูกกระทำมาก่อน เดี๋ยวผมมีเพื่อนสมาชิกอภิปราย อีกเยอะเลยนะครับ ทุกการกระทำของพ่อแม่คือการสร้างตราประทับ หรือ Footprint บนสมองของลูก ไม่ว่าจะด้วยวาจา ท่าทาง การใช้กำลัง หรือแม้กระทั่งสีหน้าและแววตา เมื่อเจอซ้ำ ๆ สมองของเด็กก็จะไวกว่าความเครียด เด็กคนนั้นจะเติบโตขึ้นมาในภาวะอารมณ์ ที่ไม่มั่นคง ร่างกายของพวกเขาจะกลายเป็นกระโถนท้องพระโรงนะครับ รองรับสารพิษ ทั้งหมดนั้นไว้ และที่ผมพูดไปในข้างต้นว่าท้ายที่สุดก็จะเป็นการสร้างบาดแผลในวัยเด็ก จะถูกสืบทอดต่อ ๆ กันมาตั้งแต่รุ่นยาย รุ่นแม่ รุ่นลูก อันเนื่องมาจากพันธุกรรมและการเลี้ยงดู เมื่อพ่อแม่ไม่สามารถเป็นที่ปลอดภัยของลูกได้ แต่กลับกลายเป็นสิ่งอันตราย เด็กจะเกิด ความสับสน กลายเป็นเด็กปิดกั้นอารมณ์ ความรู้สึกตัวต่าง ๆ มากมาย เนื่องจากความเครียด ในวัยเด็กก่อให้เกิดความบกพร่องทางภูมิคุ้มกัน การวัดประเภทต่าง ๆ นะครับทารุณกรรม ถูกละเลย ประสบการณ์วัยเด็กที่ไม่พึงประสงค์บ่งชี้เลยว่ามีโอกาสเป็นมะเร็งมากกว่าสองเท่า มีโอกาสเป็นซึมเศร้ามากกว่า ๔๖๐ เปอร์เซ็นต์ จากงานวิจัย
อีกหนึ่งเรื่องที่การอภิปรายสนับสนุนครั้งนี้ อาจจะต้องทำควบคู่ไปกับ การเปลี่ยนทัศนคติคือ การใช้อาวุโสเป็นโล่ของการถูกเสมอ คือแก่กว่าแล้วก็ถูกกว่า อันนี้ ไม่ถูกต้องเดี๋ยวนี้ลูกก็เถียงพ่อแม่ เราก็ต้องฟังเขานะครับ เดี๋ยวนี้เด็กอาจจะฉลาดผู้ใหญ่นะครับ ท้ายที่สุดนี้คือการคุมกำเนิดทางความคิด และการพัฒนาของระบบสมอง จากแหล่งข้อมูล จากแบบสำรวจพบว่ามีเด็กเพียง ๑ ใน ๓ ที่เติบโตขึ้น โดยไม่ได้รับประสบการณ์เลวร้าย ในวัยเด็กจากพ่อแม่ และผลกระทบที่เกิดต่อเนื่องไปกับบาดแผลในจิตใจที่รับตั้งแต่เด็ก ใน ๓ ปีแรกของชีวิต สามารถทำให้เราเป็นพ่อแม่ คู่สมรส หรือเพื่อนร่วมงานที่ขาดความมั่นใจ และหลายคนก็ไม่รู้นะครับ มันล้วนมีส่วนจากบาดแผลในวัยเด็กทั้งสิ้น อนาคตอาจไม่แน่นอน แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดในวันนี้ คือเด็กและเยาวชนทุกคนในวันนี้ ร้อยทั้งร้อยต้องเติบโตเป็น ผู้ใหญ่ การคุ้มครองสิทธิของคนกลุ่มนี้จึงสำคัญ และอีกไม่กี่วันข้างหน้าพวกเขาก็คือ แรงขับเคลื่อนของสังคมแทนพวกเรา Generation ปัจจุบันที่นั่งอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ครับ