สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๗

ชริน วงศ์พันธ์เที่ยง หารือเรื่องการสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เพื่อให้การดำเนินกิจการของวิทยุกระจายเสียงภาคประชาชนและวิทยุบริการชุมชน มีสิทธิในการหารายได้จากการบริจาคและการอุดหนุน และลดค่าปรับทางปกครอง

นายชริน วงศ์พันธ์เที่ยง พระนครศรีอยุธยา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชริน วงศ์พันธ์เที่ยง ผู้แทนราษฎรพระนครศรีอยุธยา เขต ๒ พรรคก้าวไกลครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณท่านธีระชัย แสนแก้ว ที่ชื่นชมผู้จัดรายการ DJ วิทยุ เพื่อประชาธิปไตย ผมก็คือหนึ่งในนั้นเหมือนกันนะครับ วันนี้ผมขออภิปรายเพื่อสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ที่ขอแก้ไขเพื่อให้ สอดคล้องกับการดำเนินกิจการของวิทยุกระจายเสียงภาคประชาชน และวิทยุบริการชุมชน ที่มีกำลังส่งต่ำกว่า ๑ กิโลวัตต์ ซึ่งถือว่าเป็นการกระจายเสียงที่มีรัศมีครอบคลุมพื้นที่เล็ก ๆ ในท้องถิ่น ไม่ควรที่จะใช้หลักเกณฑ์หรือข้อบังคับเท่ากับกิจการวิทยุกระจายเสียงระดับ ภูมิภาค หรือระดับประเทศ ในฐานะที่ในช่วงหนึ่งของชีวิต ผมได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็น ผู้ดำเนินรายการในวิทยุกระจายเสียงบริการชุมชน หรือที่เรียกกันว่า DJ วิทยุชุมชน ได้เห็น คุณประโยชน์ของวิทยุที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้เป็นอย่างดีตอนน้ำท่วมใหญ่ในจังหวัด พระนครศรีอยุธยาเมื่อปี ๒๕๕๔ การคมนาคมถูกตัดขาด ประชาชนต้องอยู่อาศัยในบ้าน กลางทะเลสาบที่เกิดขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมง และทนทุกข์ทรมานอยู่เป็นเวลาแรมเดือน ถึงแม้ ในบางพื้นที่มีไฟฟ้าใช้ แต่การสัญจรไปมาไม่สามารถทำได้ จะติดต่อขอความช่วยเหลือ ก็ไม่รู้ว่าจะติดต่อกับใคร ขาดแคลนอาหาร คนเจ็บป่วยไม่สามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้ ก็มีเพียงวิทยุชุมชน พื้นที่ที่ประชาชนสามารถเข้ามาแจ้งปัญหา แล้วเราก็สามารถออกอากาศไปยังผู้ฟังอื่น ๆ ให้เข้าไปช่วยเหลือ นี่คือประโยชน์ของวิทยุ ชุมชน ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีการสื่อสารทางเทคโนโลยี และ Application ทางโทรศัพท์ ที่มาทดแทน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดบางประการ ในการรายงานข่าวและขอความช่วยเหลือ ในกรณีฉุกเฉินหรือเกิดภัยพิบัติ วิทยุชุมชนก็ยังเป็นสื่อที่มีประโยชน์ในพื้นที่ชนบทอยู่ครับ ผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่เราจะเอาหลักเกณฑ์และข้อจำกัดต่าง ๆ ทางกฎหมายมาลงโทษ บังคับใช้กับวิทยุชุมชนที่มีกำลังส่งเพียง ๕๐๐ วัตต์ มีรัศมีกระจายเสียงประมาณ ๑๕-๒๐ กิโลเมตร เช่นเดียวกับวิทยุกระจายเสียงขนาดใหญ่ระดับภูมิภาค หรือระดับประเทศ แถมยัง มีข้อจำกัดอีกว่าไม่สามารถหารายได้จากการโฆษณา หรือต้องเสียค่าปรับทางปกครองเป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน เทียบเท่ากับวิทยุที่มีทุนขนาดใหญ่ในกรณีฝ่าฝืนข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ ที่เป็นเรื่องทางเอกสาร หรือความเสียหายที่เกิดจากการดำเนินรายการที่ไม่ถูกต้อง อย่าลืมนะครับว่า วิทยุชุมชนเกิดจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่กำหนดให้ความถี่ที่ใช้ในการส่ง วิทยุกระจายเสียงเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ แทนที่จะผูกขาดไว้ กับหน่วยงานรัฐหรือนายทุน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในช่วงนั้นมีบุคคลธรรมดา หรือกลุ่มบุคคล ในท้องถิ่นเริ่มมีการทดลองตั้งสถานีวิทยุชุมชนขึ้นมาเพื่อบริการสาธารณะ รายงานข่าวสาร ความรู้ จากผู้ดำเนินรายการ หรือ DJ ที่เป็นคนธรรมดา ชาวนามาคุยเรื่องการเกษตร สาวโรงงานมาแนะนำงานให้คนว่างงาน แม่ค้ามาสอนทำอาหาร ครูมาคุยกับเด็ก ๆ นักเรียน หลวงพ่อมาสอนธรรมะ หรือแม้กระทั่งชาวบ้านมาคุยการเมืองเรื่องประชาธิปไตย ซึ่งต่อมา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่คนที่ไม่ชอบก็คือผู้มีอำนาจ เพราะประชาชนรู้ทันมากขึ้น วิทยุชุมชนก็เลยถูกกระหน่ำโจมตี กำหนดกฎเกณฑ์มากมาย จนปัจจุบันเหลือน้อยลงทุกที เจ้าของวิทยุชุมชนไม่ใช่นายทุนมีเงินมากมาย เป็นเพียงผู้มีใจรักที่ให้บริการด้านการสื่อสาร กับคนในชุมชน ผู้ดำเนินรายการก็เป็นคนธรรมดาที่ใช้เวลาว่างพูดคุยกับผู้ฟัง ไม่มีรายได้อะไร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินรายการก็มาจากเงินบริจาคเล็ก ๆ น้อย ๆ จากชุมชนและเงินของ ตัวเอง เพราะไม่สามารถมีโฆษณาได้ และรัศมีการกระจายเสียงก็อยู่ในวงจำกัด ดังนั้นผมจึงมี ความเห็นว่าสภาแห่งนี้ควรรับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพื่อต่อลมหายใจให้กับสื่อท้องถิ่น โดยแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๑ กำหนดให้การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ให้ผู้รับอนุญาตประกอบกิจการบริการชุมชนมีรายได้จากการบริจาค การอุดหนุนสถานี หรือรายได้อื่นเท่าที่จำเป็น เพื่อให้เพียงพอต่อการบริหารจัดการสถานี โดยไม่เน้นการแสวงหากำไร จากที่เคยบัญญัติไว้ว่าจะหารายได้จากการโฆษณาไม่ได้ และสนับสนุนให้แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๖๑ ที่เมื่อเสียค่าปรับการปกครองแล้ว ก็ยังมีค่าปรับรายวันอีกในอัตราหนึ่ง ตลอดระยะเวลาฝ่าฝืน ซึ่งมีอัตราสูงมากถึงวันละไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ตามอัตราระดับโทษ ปรับทางปกครอง ซึ่งนับว่าเป็นความไม่เป็นธรรมกับวิทยุชุมชนเล็ก ๆ เป็นอย่างยิ่ง จึงเห็นควร ให้แก้ไขเฉพาะกิจการกระจายเสียงที่มีกำลังส่งไม่เกิน ๑ กิโลวัตต์ ให้ลงโทษปรับได้ไม่เกินวันละ ๑,๐๐๐ บาท ตามที่เสนอไว้ในร่างพระราชบัญญัตินี้ การลงโทษปรับในอัตราที่สูงเกินกว่าเหตุ คือการพยายามทำลายวิทยุชุมชนให้ล้มหายตายจากไปจากสังคมไทย ขอบคุณมากครับ