ธีระชัย แสนแก้ว อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติที่แก้ไขมาตรา 21 เพื่อคืนศักดิ์ศรีและฟื้นฟูบทบาทของวิทยุชุมชน โดยเสนอให้สถานีสามารถมีรายได้จากการบริจาคและแหล่งอื่นโดยไม่แสวงหากำไร พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของวิทยุชุมชนในการสื่อสารข้อมูลข่าวสารให้ชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ทั้งยังทบทวนเหตุการณ์การปิดและยึดสถานีในอดีตอย่างไม่เป็นธรรม และเรียกร้องการคืนเสรีภาพสื่อชุมชนผ่านการสนับสนุนกฎหมายเพื่อป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขตในอนาคต
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย กระผมใคร่ ขออนุญาตท่านประธานเพื่อที่จะอภิปรายในเรื่องพระราชบัญญัติที่ท่านอดิศร เพียงเกษ และคณะ เป็นผู้เสนอ ในวันนี้ ก่อนอื่นผมต้องขอแสดงความยินดีกับพี่น้องชมรมเครือข่าย สถานีวิทยุกระจายเสียงภาคประชาชน ที่ได้มายื่นหนังสือที่พรรคเพื่อไทย และเมื่อ ๒ วันก่อน จากกาฬสินธุ์ก็มายื่นหนังสือให้กับผมที่จังหวัดอุดรธานี เพราะฉะนั้นในวันนี้สภาผู้แทนราษฎร ของเรากำลังพิจารณาเรื่องนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขกฎหมายอันเป็นประโยชน์ของพี่น้อง วิทยุชุมชน และจะทำให้พี่น้องผู้จัดรายการวิทยุชุมชนสามารถกลับมาประกอบอาชีพ ของท่านได้อย่างเต็มภาคภูมิ และทวงคืนศักดิ์ศรีของพี่น้องกลับคืนมา ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมขอร่วมอภิปรายเพื่อสนับสนุนพระราชบัญญัตินี้ ๒ ประเด็นด้วยกันครับ
ประเด็นแรก ท่านประธานที่เคารพ ร่างพระราชบัญญัตินี้แก้ไขเพียง ๒ มาตราเท่านั้น โดยมาตราที่กระผมเห็นว่ามีความสำคัญคือ มาตรา ๓ ครับท่านประธาน มาตรา ๓ ก็คือการแก้ไขมาตรา ๒๑ เพื่อกำหนดให้นักจัดรายการวิทยุชุมชนมีรายได้ ถึงแม้ว่า จะซ้ำกัน แต่ผมก็เตรียมมา พูดไม่เหมือนกันหรอกครับ แต่คล้ายกันเท่านั้นเองท่านประธาน ก็ในเมื่อสนับสนุน เพื่อที่จะสนับสนุนพระราชบัญญัตินี้ เอาไปให้รัฐบาลดำเนินการให้แล้วเสร็จ โดยเร็ว และพระราชบัญญัติที่รอฉบับใหญ่ก็อยู่ตรงจุดแล้ว ฉบับนี้ต้องเข้าไปพิจารณามันเป็น พระราชบัญญัติการเงินครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๒๑ เพื่อที่จะกำหนดให้มีรายได้ จากการบริจาค แหล่งรายได้อื่นจำเป็นเพียงพอในการบริหารจัดการสถานี โดยไม่แสวงหา กำไร เพื่อให้พวกเขาสามารถประกอบกิจการกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ กิจการโทรทัศน์ จัดการวิทยุที่เป็นประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของใบอนุญาตที่ถูกต้อง ส่วนใหญ่ก็คือ สถานีวิทยุชุมชนนั่นละครับ ท่านประธานครับ วิทยุชุมชนนี่กระผมมีความคลุกคลีตีโมง กับเขามาในช่วงจังหวะที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้ประกาศและให้ความเป็นอิสระ เสรีภาพของพี่น้องประชาชนทางด้านการสื่อสาร เมื่อปี ๒๕๔๗ ผมจำได้ผมเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ก็ได้มีวิทยุชุมชนเยอะแยะจนถึงปัจจุบันนี้ ๓,๐๐๐ กว่าสถานีวิทยุชุมชน ซึ่งไม่เกี่ยวกับสถานีหลัก สถานีหลักก็เยอะเหมือนกันครับ ตอนมีสถานีวิทยุชุมชนแทบจะไม่มี คนฟังสถานีหลักเลยครับ โดยเฉพาะสถานีหลักที่เป็นของรัฐบาลที่มาจากเผด็จการเขาไม่ฟังครับ เขามาฟังสถานีวิทยุชุมชนของพี่น้องประชาชนที่เกิดขึ้นจากภูมิปัญญาของพี่น้องประชาชน องค์กรต่าง ๆ วัดวาอาราม หรือแม้กระทั่งสมาคมองค์กรต่าง ๆ เขาได้ตั้งสถานีวิทยุชุมชน ตอนนั้นไม่ได้ออกใบอนุญาตครับ ทดลองออกอากาศครับ ทดลองออกอากาศตั้งหลายปี การจัดรายการวิทยุชุมชน หรือประกอบกิจการวิทยุชุมชนล้วนมีทุนในการใช้จ่ายครับ ไม่มีใครบ้าในการที่จะไปตั้ง นอกจากคนที่พูดมากเท่านั้นเอง หรือมีความชอบเท่านั้นเอง ในการที่จะตั้งสถานีวิทยุ โดยเอาเงินของตัวเองไปตั้งครับ พอไปตั้งเรียบร้อยแล้วเขาก็ทำงาน เพื่อชุมชน บางคนเจ้าของวิทยุชุมชนเป็นผู้ใหญ่บ้านบ้าง เป็น อบต. บ้าง เป็นอะไรต่าง ๆ บ้างที่อยู่ในชุมชนของเรา หรือเป็นผู้มีอันจะกินในชุมชนเหล่านั้นที่เขาทำขึ้นมา เพราะฉะนั้น เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้สมควรสนับสนุนนะครับ แล้วปัจจุบันมันไปไหนแล้ว เมื่อก่อน Facebook ก็ไม่มี TikTok ก็ไม่มีครับ เดี๋ยวนี้ Facebook วันดีคืนดีก็ดีดขึ้นมา เขาเรียกว่าอะไรละครับ ยิง Add ดีดขึ้นมาโทรศัพท์ผมนี่ โฆษณาครับ แล้ว กสทช. ไปทำอะไรเขาได้ละครับ การจัด รายการวิทยุชุมชนก็เช่นเดียวกัน มันต้องมีค่าบำรุงรักษา มันต้องมีค่าใช้จ่าย มีสวัสดิการผู้คุม ห้องส่ง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นต้นทุนของเขาทั้งนั้น แต่ในขณะเดียวกันครับ ไม่ต้องมีกำไร แล้วก็ออกกฎกติกาให้เขาอยู่ได้ พอมีค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าลูกน้องทำความสะอาด วิทยุชุมชน ค่าดูแล ค่าเสามันผุมันพัง ก็ให้มีการไปซ่อมแซมก็เท่านั้นเองละครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมสงสัยว่าอาชีพนี้มันมีต้นทุน มันมีค่าใช้จ่ายมากมาย แล้วกฎหมายควบคุมก็เข้มเกินไปครับ ท่านประธาน ทำไมยังมีพี่น้องหลายคนยังอยากเป็นนักจัดรายการวิทยุละครับ หมอลำดัง ๆ ในภาคอีสานของผม นักร้องดัง ๆ นักมวยดัง ๆ คนภาคอีสานของผมนี่เวลาเข้ากรุงเทพฯ ไม่ไปชกมวย ก็คือเป็นนักร้องหมอลำดัง ๆ ทั้งนั้นครับ ถ้าไม่อาศัยวิทยุชุมชนในพื้นที่ ในการเชียร์แล้วมันจะดังได้อย่างไรครับ เพราะดังมันก็มีงาน มีคนจ้างไปแสดง มันก็มีรายได้ ในชุมชนนะครับ แล้วเขาจะไปจ้าง อสมท. หรือครับ เขาจะไปออกช่อง ๓ หรือครับ เป็นไปไม่ได้ เขาไม่มีสตางค์ที่จะไปออกจ้างเชียร์หรอกครับนอกจากดังแล้ว และทุกวันนี้ Facebook TikTok YouTube ออกมามันดังเลยครับ ทุกวันนี้มันมีความจำเป็นต้องมีสถานี วิทยุชุมชน เวลาไปดำนา ตัดอ้อย เวลาไปปลูกมันสำปะหลัง มันจะต้องมีวิทยุ สถานีวิทยุ มีเครื่องวิทยุครับ เวลาเราถอนกล้า ท่านประธานเคยลงถอนกล้าไหมครับ มันไม่มีทางหรอก ที่จะเอาโทรศัพท์ไปทั้งทำงาน ทั้งอะไรด้วย มันจะต้องฟัง เอาวิทยุตั้งไว้บนคันนาครับ แล้วก็ ฟังไปด้วย เคลิบเคลิ้มไปด้วย ร้องเพลงกล่อมไปด้วยครับ มันจะต้องเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะกราบเรียนนะครับว่า ขอให้ชุมชนไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็แล้วแต่ มันเป็นข่าวสาร ดีมากกว่าของรัฐอีกครับ ผมอยากจะขอกราบเรียนว่า พี่น้องประชาชนในชนบทมันไม่เข้าถึง หรอกครับพวกนั้นในท้องไร่ ท้องนา อย่างที่ผมได้กล่าวไปเบื้องต้นนี้นะครับ อยากจะขอ กราบเรียนนะครับ ในชนบทมันเป็นอย่างนี้จริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ วิทยุชุมชนมีหน้าที่ ในการบริการชุมชน นำโดยชุมชน และเพื่อชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับ ชาวบ้านด้วยการสื่อสารข้อมูล เรียกว่า แก้ข่าวร้าย กระจายข่าวดี ชี้บริการ ลักษณะเดียวกัน กับ อสม. นั่นละครับ ลักษณะเดียวกันกับองค์กรอื่น ๆ ที่อยู่ในชุมชนนั่นละครับ ท่านประธาน ครับ นักจัดรายการวิทยุเป็นอาชีพที่สุจริต มีความเสียสละเรื่องเวลาเป็นการส่วนตัว เพราะ การที่พวกเขาพูดออกสาธารณะมันมีคนติดใจนะครับ เวลาพูดดี ปราศรัยดี คารมดีอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เขาก็จะเปิดฟังครับ เพราะฉะนั้นเขาจะต้องรู้ว่าผู้พูดคือใคร นั่นคือพวกเขาต้องสร้าง ความเป็นมืออาชีพ จากมืออาชีพ จากบ้านนอกขยับมาสู่วิทยุใหญ่ ๆ ที่เขากำลังจะประมูล นายทุนนี่ครับ นายทุนทั้งนั้นครับ ๓๐๐ กว่า ถ้ามีการประกาศประมูล เดี๋ยวก็มีนายทุนจาก ค่ายนั้นค่ายนี้ไปได้ทั้งนั้น นอกจากนี้ท่านประธานครับ นักจัดรายการวิทยุชุมชนมีมากมาย ต้องเสียสละเงินทองส่วนตัว ทั้ง ๆ ที่หน้าที่กระจายข้อมูลข่าวสารผมอยากจะขอกราบเรียน กับท่านนะครับว่า มันจะเป็นอย่างนี้นะครับ การแก้มาตรานี้เปิดโอกาสให้มีรายได้ เข้าสถานีวิทยุชุมชน
ประเด็นที่ ๒ นิดเดียวครับ เพราะว่าตอนสถานการณ์การเมืองที่มันไม่สงบ เมื่อปี ๒๕๕๓ ตอนนั้นมีการใช้อำนาจแบบเหมาโหลครับท่านประธาน เหมาเข่ง จะผิด จะถูก จะพูดจาอะไรอย่างไรก็แล้วแต่ โอ้โฮ เอาพวกมีสีตั้งแต่ ๕๐ คน ยัน ๕๐๐ คน ถืออาวุธ M16 ปืนกลทุกสิ่งทุกอย่างไล่ปิดสถานีวิทยุตามบ้านนอก พอประกาศออกทีวีว่ายึดอำนาจแล้ว มันเอาไปเลยจนทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นเครือข่ายอย่างนี้ ยึดทุกอย่าง อุปกรณ์จัดรายการ ไมโครโฟน แม้กระทั่งมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่หน้าสถานีวิทยุครับ ที่ผมพูดแบบนี้ ผมต้องการย้อนว่า ต่อไปอย่ามีแบบนี้อีกนะครับ ให้โอกาสเขา ถ้าเขาอยู่ไม่ได้ ถ้าเขามีปัญหา ถ้าเราออกกฎหมายแล้ว เขามีปัญหาอยู่ในชุมชนของเขา ก็เปิดให้เขาพออยู่ได้ อย่าให้เขา ควักทุนเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติควบคุมสถานการณ์อะไรต่าง ๆ จับหมดปิดหมด อยากปิดก็ปิด ข้อเท็จจริงใด ๆ ต่าง ๆ เหล่านั้น ก็เป็นที่ทราบกันดี ไม่อยากจะพูดครับ มันเริ่มจะเจ็บคอแล้วครับ ท่านประธานครับ เมื่อปี ๒๕๕๕ กสทช. ก็ลุแก่อำนาจครับ นิดเดียวครับ ดำเนินการสั่งปิดสถานีวิทยุชุมชนกว่า ๗๐ สถานี แล้วยังมี กสทช. ต้องดำเนินการปิดอีก ๗๐๐ สถานี เป็นที่น่าสังเกตนะครับว่า สถานีวิทยุชุมชนส่วนใหญ่ ถูกเปลี่ยนเป็นสถานีวิทยุที่เป็นข่าวสารอีกฝั่งหนึ่ง ท่านจำได้ไหมครับ คือฝั่งท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งมาจากระบอบประชาธิปไตยนะครับ สั่งปิดพวกนี้ พอยึดปี ๒๕๕๗ ก็สั่งปิดพวกนี้หมดครับ ก็ไม่รู้ได้อย่างไร ก็ผมอยู่ตรงนั้นด้วย ชมรมคนรักอุดร เพราะฉะนั้น อยากจะขอเรียนท่านประธานนะครับว่า ที่ผมต้องยกเหตุการณ์ในอดีตมาพูดในวันนี้ เพราะผมไม่มีโอกาสได้พูด ผมก็เลยถือโอกาสนี้พูดที่เกี่ยวข้องกับสถานีวิทยุชุมชน และมีการเผาสถานีวิทยุชุมชนที่จังหวัดอุดรธานี ในปี ๒๕๕๑ มีการเผาสถานีวิทยุชุมชนของ คุณขวัญชัย ไพรพนา ซึ่งเป็นผู้นำสถานีวิทยุชุมชนที่อยู่จังหวัดอุดรธานี ความเจ็บในตอนนั้น ก็ยังคงเหลืออยู่นะครับ ดังนั้น กระผมขอสนับสนุนรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัตินี้ เพื่อทวงคืนสิทธิเสรีภาพให้แก่พี่น้องวิทยุชุมชน ขอขอบคุณท่านประธานครับ