จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ หารือประเด็นรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๓๔ และ ๑๓๕ ว่าด้วยการเงิน โดยชี้ว่าร่างกฎหมายที่เสนอมีการตัดบทบัญญัติเรื่องการตกลงกับกระทรวงการคลัง ทำให้เข้าข่ายการจัดสรรหรือจ่ายเงินแผ่นดิน จึงควรให้คำรับรองจากนายกรัฐมนตรีก่อนพิจารณาของสภา
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ ก่อนอื่นก็ต้องขออนุญาตชื่นชมทางเพื่อนสมาชิกนะครับ ขออภัยที่เอ่ยนาม ไม่เสียหายครับ ที่ท่านวิโรจน์และคณะได้ยื่นพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยมีเจตนาที่จะทำให้การใช้จ่ายเงินงบประมาณและการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นครับ ก็ขออนุญาตชื่นชมครับ สำหรับร่าง พระราชบัญญัติดังกล่าว ถ้าพูดถึงในสรุปก็ประมาณ ๒ ส่วนนะครับ
ส่วนหนึ่ง คือเรื่องของการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งก็มีการกำหนดเรื่องของ การเปิดเผยเอาไว้ว่า อยากให้เปิดเผยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งปัจจุบันนี้ผมเข้าใจว่า หน่วยงานของรัฐก็มีการนำเสนออยู่แล้ว แต่อาจจะไม่ได้มีวิธีการนำเสนอที่แน่นอน อาจจะเป็นการแถลงข่าว หรือใช้วิธีอื่นใด แต่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็กำหนดให้มีการใช้ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการเปิดเผย และอีกส่วนหนึ่งที่เป็นการเปิดเผย ขออนุญาตกล่าวถึง ก็คือเรื่องรายงาน มาตรา ๗๖ บอกว่า เมื่อมีรายงานแจ้งต่อคณะรัฐมนตรี เมื่อคณะรัฐมนตรี มีมติรับทราบรายงานแล้ว ให้เปิดเผยรายงานดังกล่าวต่อสาธารณชน มันมีประเด็นอยู่บ้างนะครับ เพราะว่ากระทรวงการคลังเมื่อเสนอทำรายงานสถานการณ์หนี้สาธารณะ หนี้ภาครัฐ ความเสี่ยงทางการคลัง ในวันสิ้นปีงบประมาณเวลากระทรวงการคลังทำเสนอต่อ ครม. ก็จะเป็นการเสนอโดยรายละเอียด ถ้าหากว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้เขียนอย่างนี้ ก็หมายความว่า ไม่ว่ากระทรวงการคลังจะทำรายงานอะไรเสนอต่อ ครม. ก็ต้องเปิดเผย รายงานฉบับสมบูรณ์นั้นต่อสาธารณชนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ตรงนี้ก็อาจจะมีปัญหาบ้าง เนื่องจากรายงานบางเรื่องก็เป็นข้อมูลที่มีความอ่อนไหวสูง ส่วนนี้คิดว่าคงจะต้องมี การปรับปรุงให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้นครับ
ส่วนที่ ๒ เป็นเรื่องเงินนอกงบประมาณครับ ก็เป็นที่ยอมรับครับว่า ปัจจุบัน เงินนอกงบประมาณมีจำนวนมากมายมหาศาล มากกว่างบประมาณเสียอีก ปัจจุบันก็มีอยู่ ประมาณ ๕-๖ ล้านล้านบาท เทียบกับงบประมาณปีปัจจุบันที่อยู่ที่ ๓.๗๕๒๗ ล้านล้านบาท เงินนอกงบประมาณก็มีปริมาณที่มากกว่ามากนะครับ และมีหน่วยงานที่มีเงินนอก งบประมาณถึง ๒,๘๐๐ กว่าแห่ง ถ้าหากว่ามีการเปลี่ยนแปลงให้เอาเงินมาฝากไว้ที่คลัง ทั้งหมด โดยที่ยังไม่มีมาตรการรองรับว่า เมื่อนำมาฝากแล้วการจัดการกับเงินจำนวนนี้ จะจัดการอย่างไร หน่วยงาน ๒,๘๐๐ กว่าแห่ง แล้วก็เป็นเงินจำนวนมากมายมหาศาล ๕-๖ ล้านล้านบาท การจะจัดการเปลี่ยนแปลงต้องมีมาตรการรองรับที่รอบคอบ ถ้ามิฉะนั้น เมื่อมีการให้นำเงินมาฝากไว้ที่กระทรวงการคลังทั้งหมดแล้ว แล้วค่อยมากำหนดมาตรการทีหลัง ก็อาจจะมีปัญหาในทางปฏิบัติได้ การใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณก็อาจจะมีปัญหา แต่ผมเห็น ด้วยครับว่า การใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณนั้น จะต้องมีการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล แล้วก็มีความรอบคอบ ซึ่งผมก็มีความกังวลอยู่บ้าง โดยเฉพาะ ในมาตรา ๑๔๐ ของรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานฟังครับ เผื่อท่านประธาน จะได้ช่วยผมวิเคราะห์นะครับ มาตรา ๑๔๐ เขียนว่า การจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทำได้ เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย กฎหมายว่าด้วยวิธีการ งบประมาณ หรือกฎหมายเกี่ยวด้วยการโอนงบประมาณ กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง หรือกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งโดยสรุปนะครับ เงินนอกงบประมาณ ก็ถือว่าเป็นเงินแผ่นดินอย่างหนึ่ง เมื่อเงินนอกงบประมาณเป็นเงินแผ่นดินเสียแล้ว การใช้ จ่ายเงินนอกงบประมาณก็ต้องทำตามมาตรา ๑๔๐ ของรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งผมไม่แน่ใจว่า การใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณในปัจจุบันนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๐ หรือไม่ ก็ขออนุญาตฝากประเด็นให้ทางท่านประธานช่วยพิจารณา หรือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยกันพิจารณานะครับว่า ถ้าเงินนอกงบประมาณเป็นเงินแผ่นดิน การจัดการเงิน นอกงบประมาณจะจัดการอย่างไร ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ขออนุญาตฝากท่านประธานครับ
อีกประเด็นหนึ่ง ก็เป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกันครับ เป็นเรื่องของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๔ กับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๕ ว่าด้วยพระบัญญัติว่าด้วยการเงินนะครับ ผมขออนุญาตอ่านมาตรา ๑๓๔ ครับ เขียนว่า ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน หมายความถึง ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่งดังต่อไปนี้ ใน (๒) การจัดสรร รับ รักษา หรือจ่ายเงินแผ่นดิน หรือการโอนงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน ท่านประธานครับ มีการพูดถึงการรับ การรักษา หรือการจ่ายเงินแผ่นดิน ซึ่งเมื่อดูจากร่างที่เพื่อนสมาชิก ส่งมานะครับ มีการพูดถึงไว้ในมาตรา ๖๑ แก้มาตรา ๖๑ เขียนว่า เงินนอกงบประมาณของ หน่วยงานของรัฐให้นำมาฝากไว้ที่กระทรวงการคลัง เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น แต่ตัดคำว่า หรือได้ทำความตกลงกับกระทรวงการคลังเป็นอย่างอื่น เมื่อมีการตัดบทบัญญัติ ดังกล่าวออกไป ก็น่าจะเข้าข่าย คำว่า การจัดสรร รับ รักษา หรือจ่ายเงินแผ่นดิน ซึ่งก็น่าจะ ทำให้กฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายว่าด้วยการเงินครับ ซึ่งก็มีความจำเป็นที่ทางท่าน นายกรัฐมนตรีจะต้องรับไปพิจารณาว่าจะให้คำรับรองหรือไม่ครับ ก็เป็นประเด็นที่ ขออนุญาตฝากท่านประธานนะครับ แล้วก็ขออนุญาตให้ความเห็นไว้เพื่อประกอบการ พิจารณาของสภาแห่งนี้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน