เบญจา แสงจันทร์ หารือเรื่องการขอแก้ไข พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ โดยเฉพาะเงินนอกงบประมาณที่กองทัพใช้ไปจัดสรรเอง และเรียกร้องการพิจารณาและตรวจสอบการใช้เงินนอกงบประมาณของกองทัพให้โปร่งใส
เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน เบญจา แสงจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลค่ะ ดิฉัน จะขออภิปรายสนับสนุนการขอเสนอแก้ไข พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ ในส่วนของ เงินนอกงบประมาณ ที่เพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกล คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร และคณะ เป็นผู้เสนอ เนื่องจากเดิมทีกฎหมายนี้ได้เขียนเอาไว้ว่า เงินนอกงบประมาณให้ส่งคืน กระทรวงการคลัง เว้นเสียแต่ว่าจะมีกฎหมายหรือมีการทำข้อตกลงเอาไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งข้อความพ่วงท้ายดังกล่าวนี้เอง ที่ทำให้หน่วยงานอย่างกองทัพสามารถทำข้อตกลงเอาไว้ เป็นอย่างอื่นได้ โดยไปทำข้อตกลงเป็นเอกสารเพียง ๑ หน้าบ้าง ๒ หน้าบ้าง ๓ หน้าบ้าง กับกระทรวงการคลัง เพื่อเอาเงินระดับหมื่นล้าน ซึ่งเป็นเงินนอกงบประมาณของกองทัพไป บริหารจัดการเองได้ โดยที่ประชาชน ในฐานะที่เป็นเจ้าของเงินแผ่นดินต้องมานั่งมองตาปริบ ๆ แล้วประชาชนอย่างเรา ๆ ทุกคนนี่ละค่ะที่ต้องมาเป็นคนต้องแบกรับความเสี่ยงทางการคลัง และแบกรับภาระทางภาษีต่าง ๆ ไว้เสียเอง ท่านประธานคะ หลังจากการอภิปราย ในการตั้งกรรมาธิการศึกษาแนวทางการถ่ายโอนธุรกิจของกองทัพไปแล้วจากพรรคก้าวไกลนะคะ ทำให้สังคมสนใจประเด็นธุรกิจในกองทัพกันมากขึ้นค่ะ ภาพจำของธุรกิจของกองทัพอย่าง เจ้าของธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน ๑๕๐ แห่ง เจ้าของสนามกอล์ฟอีก ๗๔ แห่ง ร้านสะดวกซื้อ ในค่ายทหาร ธุรกิจตลาดนัด ธุรกิจบ้านจัดสรร กิจการสโมสร โรงแรม สนามมวย สนามม้า ที่พักตากอากาศ โรงไฟฟ้า คลื่นความถี่ของสถานีวิทยุอีก ๒๐๕ คลื่น สถานีโทรทัศน์ ททบ.๕ ของกองทัพบกที่เป็นผู้ให้บริการโครงข่าย TV Digital ขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ การที่ กองทัพเป็นเจ้าของธุรกิจพลังงาน ทั้งโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มและกองทัพก็ยังเป็นเจ้าพ่อ อสังหาริมทรัพย์ที่จับจองเป็นเจ้าของที่ดินราชพัสดุขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศราว ๆ ๗ ล้านไร่ หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ราชพัสดุทั่วประเทศ ๑๒.๕ ล้านไร่ ท่านประธานคะ นี่เป็น เพียงธุรกิจไม่กี่ธุรกิจที่ได้เปิดเผยออกไปและอยู่ภายใต้โครงสร้างขุมทรัพย์ของธุรกิจกองทัพ ดังนั้น หากถามว่ามีอะไรที่เป็นธุรกิจของกองทัพบ้าง อยากชวนทุกท่านคิดในมุมกลับค่ะว่า มีอะไรอีกบ้างที่กองทัพยังไม่ได้เข้าไปทำเลย ซึ่งหลายคนคงตอบกับทุกท่านตรงนี้ค่ะว่า ไม่มี และไม่มีธุรกิจใด ๆ เลยที่กองทัพไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะตั้งแต่เกิดจนตายแทบจะไม่มี ธุรกิจใดที่ไม่มีกองทัพเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเลย แม้แต่ตายแล้วยังมีธุรกิจที่รับประกอบกิจการ พิธีรับจ้างลอยอังคารนะคะ นี่คือรัฐสวัสดิการที่พวกเราฝันถึง ธุรกิจแบบนี้ ธุรกิจที่ตอบโจทย์ จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน แต่ธุรกิจครบวงจรที่เป็นจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอนนี้ มีเพียงแค่ในกองทัพเท่านั้น และคนที่ได้ประโยชน์ก็คือคนไม่กี่คนเพียงเท่านั้นค่ะ ท่านประธานคะ อีกธุรกิจที่ดิฉันจะต้องพูดถึงและไม่พูดถึงไม่ได้เลย ก็คือธุรกิจบ่อน้ำมัน ท่านประธานคะ บ่อน้ำมันที่ลุ่มแอ่งฝางดำเนินการมาแล้ว ๖๘ ปี ในอดีตก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ธุรกิจพลังงานเป็นธุรกิจที่สำคัญต่อการป้องกันประเทศ เพราะกองทัพไม่สามารถเคลื่อนทัพได้ ถ้าไม่มีน้ำมัน และดิฉันก็ไม่มีปัญหากับการที่กองทัพจะสำรองน้ำมันไว้ใช้เพื่อความมั่นคง และเพื่อป้องกันประเทศ แต่ท่านประธานคะ ปัจจุบันกองทัพจะอ้างเพื่อความมั่นคงไม่ได้อีกแล้ว เพราะน้ำมันดิบที่ลุ่มแอ่งฝางทั้งหมด รวมทั้งหมดวันนี้ที่ขุดขึ้นมา ๑๖ ล้านบาร์เรลจากปริมาณ น้ำมันดิบที่คาดการณ์ไว้ว่าจะมีถึง ๑๖๕ ล้านบาร์เรล โดยจากประมาณการยังมีน้ำมันดิบ ในลุ่มแอ่งฝางคงเหลืออีกประมาณ ๑๕๐ ล้านบาร์เรล ซึ่งก็สามารถที่จะขุดขึ้นมาใช้ได้อีกแค่ ๓๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งดิฉันจะอธิบายสั้น ๆ ตรงนี้ว่า การขุดน้ำมันที่บ่อน้ำมันฝาง ขึ้นมาใช้นี้นะคะ มีโรงกลั่นที่บ่อน้ำมันที่นั่นที่ศูนย์ปิโตรเลียมภาคเหนือ แล้วก็กลั่นน้ำมันที่นั่น น้ำมันที่เหลือจากการกลั่น ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเตา น้ำมันดีเซล หรือว่าเป็น Naphtha ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ถูกส่งขายออกไปภายนอก เพื่อนำรายได้เข้ามาจัดสรรภายในกองทัพ แล้วแบบนี้จะบอกว่าเป็นการสำรองไว้เพื่อความมั่นคงในฐานทัพได้อย่างไร ท่านประธานคะ มูลค่าน้ำมันดิบอยู่ที่ ๑๖ ล้านบาร์เรลนะคะ ซึ่งราคาน้ำมันดิบประมาณนี้อยู่ที่ประมาณ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท และ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ มีความจำเป็นที่จะต้องจ่ายเข้าเป็น ค่าภาคหลวงประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านบาท นี่ไม่ใช่การทำธุรกิจตรงไหนคะ มูลค่ามหาศาล ขนาดนี้ ต้องถามดัง ๆ ฝากท่านประธานไปยังกองทัพว่า ปัจจุบันตั้งแต่เริ่มขุดน้ำมันที่ฝาง เป็นต้นมา ๖๘ ปีแล้ว ณ วันนี้ กองทัพไม่เคยจ่ายค่าภาคหลวงให้กับรัฐเลยแม้แต่บาทเดียว และโรงกลั่นน้ำมันที่บ่อน้ำมันที่ฝาง กองทัพก็อ้างว่าไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐ แต่ดิฉันมีเอกสารหลักฐานอยู่ในมือ จากการตอบคำถามของ สส. ในสมัยนั้น ในปี ๒๕๐๐ ตอบในราชกิจจานุเบกษาว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณให้ดำเนินการโรงกลั่นน้ำมัน ที่ฝาง ดังนั้นโรงกลั่นน้ำมันและธุรกิจบ่อน้ำมันที่ฝาง งบประมาณทั้งหมดในการจัดการมาจาก งบประมาณแผ่นดินและงบประมาณที่เป็นภาษีของพี่น้องประชาชนค่ะ ท่านประธานคะ ทำไมดิฉันพูดถึงเรื่องนี้ ข้อเสนอที่ดิฉันมีต่อกองทัพมาตลอด ก็คือกองทัพต้องปล่อยวาง จากธุรกิจนี้ แล้วทบทวนบทบาทที่แท้จริงของตนเอง แล้วก็ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มี ขีดความสามารถในด้านนี้เข้ามาบริหารจัดการ และกลับไปทำตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง
ท่านประธานคะ ท้ายนี้ดิฉันทราบมาว่ารัฐบาลจะอุ้มการพิจารณากฎหมายนี้ ไปอีก ๖๐ วัน ดิฉันอาจจะต้องให้ท่านวิโรจน์เสนอ พ.ร.บ. ป้องกันการปราบปรามและอุ้มหาย กฎหมายจากรัฐบาลแล้วค่ะ เพราะว่าการอุ้มหายกฎหมายของรัฐบาลเกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก และนี่นับเป็นการเตะถ่วงการพิจารณากฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ นอกจากจะเสนอให้สภา พิจารณาเรื่องการอุ้มหายกฎหมายและการเตะถ่วงกฎหมายอย่างจริงจังแล้ว ก็ต้องตั้งคำถาม ไปยังนายกรัฐมนตรีว่าท่านจะทำแบบนี้ทำไมคะ ทั้ง ๆ ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุก พรรค ทุกคน ทุกฝ่ายในสภาแห่งนี้ ทุกคนเห็นด้วยทั้งนั้นในการที่จะทำให้การแก้กฎหมายใน ครั้งนี้ และการใช้เงินนอกงบประมาณของกองทัพโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ และทุกพรรคก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ท่านประธานคะ อย่างไรก็ตามดิฉันก็ต้องบอกว่าต้องติดตาม การลงมติในวันนี้ให้ดีค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน