จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ตั้งข้อสังเกตการใช้เงินนอกงบประมาณของกระทรวงกลาโหม โดยเฉพาะการบริหารจัดการรายได้จากที่ดินราชพัสดุที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจหลัก ซึ่งเปิดช่องสู่การทุจริตและขาดการตรวจสอบอย่างโปร่งใส พร้อมยกตัวอย่างกรณีสนามบินอู่ตะเภาที่กองทัพเรือเข้าไปเกี่ยวข้องโดยไม่จำเป็นและได้ประโยชน์ร่วมกับเอกชนในการประมูลโครงการขนาดใหญ่
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ การทำทุจริตภาครัฐที่มีเรื่องร้องเรียนใน ป.ป.ท. เรา ปี ๆ หนึ่ง ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ เรื่อง เยอะมากนะครับ การที่ปล่อยให้มีสิทธิพิเศษ หรือมีข้อยกเว้นที่ไปตกลง กันเองกับหน่วยงานรัฐ กับกระทรวงการคลังลับหลังประชาชนแบบนี้ ผมคิดว่ามันทำให้เกิด ช่องทางในการทำทุจริตง่ายขึ้น เพราะประชาชนตรวจสอบไม่ได้ สภาก็ตรวจสอบยาก ประชาชนนี่หมดสิทธิครับ ถ้าอยู่ทางบ้านหมดสิทธิที่จะดู เพราะไม่ได้เปิดเผยในเอกสาร งบประมาณ นี่มันเป็นการเพิ่มช่องทางในการทำทุจริตหรือไม่ครับ ถ้าเราปิดตรงนี้ได้ ผมคิดว่าเป็นประโยชน์แน่ ๆ ยิ่งถ้าเงินตรงนี้มันไปอยู่กับหน่วยงานที่หัวหมอหน่อยนะครับ ก็กลายเป็นช่องทางเลี่ยงการตรวจสอบทันทีเลย เป็นช่องทางหาผลประโยชน์จากงานที่ไม่ได้ อยู่ในภารกิจตัวเองก็มี หรือถ้าเราเปรียบกับเอกชน นี่จะเรียกว่าเป็นช่องทางฟอกเงินของ หน่วยงานหัวหมอเหล่านี้ได้เลยนะครับ ตัวอย่างท่านประธาน กระทรวงกลาโหมครับ ที่มีรายได้นอกงบประมาณจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับภารกิจตัวเองเลย แถมมีรายได้ นอกงบประมาณเป็นอันดับหนึ่งของประเทศด้วยนะครับ เมื่อเทียบกับภารกิจที่ไม่ได้ เกี่ยวข้องกับของตัวเองเลย เมื่อเทียบกับภาครัฐทั้งหมด กระทรวงกลาโหมอันดับ ๑ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รายได้ตรงนี้มันมาจากหลากหลายกิจกรรมที่กองทัพทำบนที่ดิน ราชพัสดุที่ตัวเองถือครองอยู่หลายล้านไร่ ซึ่งไม่ใช่ภารกิจของตัวเอง ผมย้ำอีกครั้ง ท่านประธาน หลักการและเหตุผลของการมีเงินนอกงบประมาณคืออะไรครับ อย่างแรกก็คือ เพื่อเสริมรายได้ให้กับภารกิจ จะได้ทำภารกิจได้เต็มที่ กระทรวงกลาโหมก็งบเยอะเป็นอันดับ ต้น ๆ อยู่แล้วครับ แหล่งรายได้นอกงบประมาณของกระทรวงกลาโหมไม่เกี่ยวข้องและไม่ได้ หนุนเสริมการปฏิบัติภารกิจของกระทรวงกลาโหมเลย อย่างที่ ๒ ความสำคัญ หลักการ และเหตุผล เพื่อให้ดำเนินการได้ต่อเนื่องและมีอิสระ กระทรวงกลาโหมจะมีอิสระจาก การบริหารภาครัฐไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเป็นอิสระอยู่แล้วครับ ข้อ ๓ เพื่อให้ สามารถเบิกจ่ายได้คล่องตัว กระทรวงกลาโหมไม่ได้มีความจำเป็นจะต้องเบิกจ่ายอะไร อย่างคล่องตัวตลอดเวลา ประเทศก็ไม่ได้อยู่ในสภาวะสงครามด้วย เพราะฉะนั้นนี่มันเสี่ยงต่อ การทำทุจริตคอร์รัปชันชัดเจนเลย สรุปก็คือจริง ๆ แล้วกระทรวงกลาโหมไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องมีรายได้นอกงบประมาณเลยด้วยซ้ำ แต่กระทรวงกลาโหมวันนี้มีรายได้นอก งบประมาณปีละ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งแค่รายได้ตรงนี้ก็มากกว่างบประมาณทั้งปี ของกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน กระทรวง DE กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการต่างประเทศ หลายเท่า รายได้ นอกงบทั้งหมดกองทัพไม่เคยนำมาสมทบกับงบประมาณของตัวเองเลยสักปีเดียว เท่านั้นไม่ พอท่านประธาน กระทรวงกลาโหมไปออกข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการเงิน ปี ๒๕๕๔ ไปแบ่งเงินนอกงบประมาณออกเป็น ๒ ประเภทอีก เขาให้มีประเภทเดียว นี่ไปแบ่งของตัวเองเป็น ๒ ประเภท ประเภทแรก ก็คือแบบทั่วไป ก็คือเงินนอกงบประมาณ ในความหมายปกติที่ตามกฎหมายทั่วไปเขาทำกัน ประเภทที่ ๒ คือเงินนอกงบประมาณ ซึ่งกระทรวงกลาโหมและส่วนราชการที่ขึ้นตรงต่อกระทรวงกลาโหมจะออกข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง หรือคำชี้แจงได้เอง พูดง่าย ๆ ก็คือ ยกเว้นตัวเองเอาไว้ให้มีความเป็นลักษณะ พิเศษ พิเศษตรงตรวจสอบไม่ได้นี่ล่ะ แล้วก็ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีมาตรวัดเลยว่าเงินตรงไหนจะ เป็นประเภท ๑ เงินแบบไหนควรเป็นประเภท ๒ ไม่มีหลักเกณฑ์ครับ อยากจะให้อันไหนเป็นประเภท ๑ ก็เป็น อยากจะให้อันไหนเป็นประเภท ๒ ก็เป็น เวลาน้อย ท่านประธาน ผมเอาตัวอย่างสักโครงการหนึ่งครับ EEC ครับ ทุกท่านรู้จักดี โครงการพัฒนา เศรษฐกิจที่กองทัพไปเอี่ยวด้วยเฉยเลย ไปเอี่ยวในโครงการมหานครการบินภาคตะวันออก หรือโครงการที่เราจะยกระดับสนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินนานาชาติแห่งที่ ๓ ทำบนที่ดิน ราชพัสดุ ๖,๕๐๐ ไร่ หลายคนสงสัยครับว่ากองทัพเรือไปเกี่ยวอะไรกับเขาด้วย นั่นนะสิครับ ผมก็สงสัยท่านประธาน ไม่ใช่ภารกิจแน่ ๆ ที่ดินราชพัสดุก็เป็นของกรมธนารักษ์ ไม่ใช่ของ กองทัพเรือ แต่ว่าแค่กองทัพเรือเอาไปถือครองใช้ประโยชน์อยู่เท่านั้นเอง ซึ่งก็ไม่ได้ใช้ ประโยชน์ในการทำภารกิจตัวเองอยู่แล้วด้วย ปัญหาคือ ทร. ไม่ยอมคืนที่ดินตรงนี้ ไม่ยอมคืน ที่ดินตรงนี้ให้กับ EEC ไปทำสนามบินอู่ตะเภาต่อ อ้างสิทธิว่าตัวเองถือครองอยู่ เพื่อเข้าไป เอี่ยวผลประโยชน์ตรงนี้กับ EEC เขาด้วย กองทัพเรือทำได้ก็แค่ยินยอมให้กับ EEC เอาไปใช้ ประโยชน์ทำโครงการของตัวเอง มูลค่า ๒๙๐,๐๐๐ ล้านบาท EEC พอได้ที่ดินมาแล้วจาก การยินยอมของกองทัพเรือ ก็ต้องหาเอกชนมาทำโครงการครับ กองทัพเรือก็สอดหน้าเข้ามา จัดการประมูลหาผู้รับเหมาให้ EEC สุดท้ายได้ผู้ชนะ ก็คือ UTA หรือว่า บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด ซึ่งก็เป็นการรวมทุนระหว่าง บางกอกแอร์เวย์ BTS แล้วก็ ซิโน-ไทย UTA ชนะประมูลต้องทำสัญญาแบบ PPP ครับ ได้สัมปทานไป ๔๗ ปี กับ EEC แต่กองทัพเรือก็มาเสนอหน้าเซ็นสัญญาแทนให้กับ EEC สิ่งที่กองทัพเรือได้คืออะไร ไม่ได้ช่วยฟรี ๆ หรอกครับ กองทัพเรือได้อะไร ได้ประโยชน์จากสัญญาที่ EEC ทำกับ UTA ทั้งค่าธรรมเนียม ค่าเช่าที่ดินราชพัสดุ ๔๗ ปี รายได้อื่น ๆ ที่จะเข้าประเทศทั้งหมดจะต้อง แบ่งให้กองทัพเรือส่วนหนึ่ง ต่อมาครับ EEC จะต้องหาเอกชนมาทำระบบสาธารณูปโภค ทั้งระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ ระบบน้ำเสียโน่น นี่ นั่น เพื่อป้อนให้กับท่าอากาศยานอู่ตะเภา บนที่ดินประมาณ ๑๐๐ ไร่ กองทัพเรือก็ยังหวังดีอีกมาช่วยจัดการประมูลให้เหมือนเดิม สุดท้ายกองทัพเรือก็ได้ บริษัท บี.กริม มา หรือว่ามี B Power ทำสัญญากับ EEC ในสัญญา ที่จะต้องแบ่งรายได้ที่เป็นค่าเช่าที่ราชพัสดุ ค่าธรรมเนียม แล้วก็รายได้ต่อปีให้กับกองทัพเรือด้วย แทนที่จะได้เข้าประเทศเต็ม ๆ ประมาณการโดยรวมโครงการที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภค ๒๕ ปี กองทัพเรือจะต้องได้เหนาะ ๆ เฉพาะโครงการสาธารณูปโภคนะครับ ๑๘,๔๔๖ ล้านบาท ที่วันนี้ได้มาเท่าไรแล้ว ก็ไม่มีใครรู้ อย่าว่าแต่เราไม่รู้นะครับ สตง. ก็ไม่รู้ครับ เพราะเป็นเงิน นอกงบประมาณประเภทที่ ๒ ท่านประธานนี่คือตัวอย่างของการใช้เงินนอกงบประมาณ ตัวอย่างของการที่ไปเปิดช่องให้หน่วยงานเอาช่องทางตรงนี้ไปหาผลประโยชน์ และไม่รู้ว่า เอาผลประโยชน์ไปทำอะไรด้วย เงินที่มาจากทรัพยากรของรัฐเอาไปหารายได้ แล้วก็ไป เข้าช่องทางที่ไม่มีใครมองเห็น แบบนี้ไม่เป็นประโยชน์ครับ แล้วก็เป็นปัญหาในการพิจารณา งบประมาณของเรามาก หวังว่าสภาจะรับหลักการ แต่ได้ข่าวว่าจะอุ้มใช่ไหมครับ ผมก็ไม่เข้าใจ หลัง ๆ นี่ท่านก็อุ้มเก่งเหลือเกินรัฐบาลท่าน จริง ๆ แล้วท่านเห็นกฎหมาย ที่ท่านวิโรจน์เสนอตั้งนานแล้ว มันจ่ออยู่ตั้งนานแล้วนะครับ ท่านก็แค่เสนอมาประกบก็จบแล้ว ท่านไม่มีเวลาไปร่างกฎหมายของตัวเองหรือครับ ไม่มีฝ่ายกฎหมายหรือครับ เดี๋ยวผมให้ยืม ไหมครับ แล้วอุ้มไปแบบนี้มันเสียเวลา แล้วเรารอมาตั้งนานเพื่อจะได้พิจารณากฎหมายนี้ แล้วก็ต้องมารออีก ๖๐ วัน แล้ว ๖๐ วัน ไม่รู้จะพิจารณาเสร็จหรือไม่หวังว่าอุ้มไปแล้ว จะกลับมาเร็ว แล้วก็หวังว่าจะทำกฎหมายมาประกบสักที ขอบคุณครับท่านประธาน