อภิสิทธิ์ วิจารณ์ร่าง พ.ร.บ. วิจัยฯ ชี้ปัญหาเจ้าของนวัตกรรม-การแข่งขันสากล

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๗

อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล วิพากษ์ร่าง พ.ร.บ. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฯ โดยตั้งคำถามถึงวัตถุประสงค์การแข่งขันระดับสากลและการกำหนดเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมเสนอให้ชัดเจนและเป็นธรรม รวมถึงเรียกร้องให้กำหนดมาตรฐานสากลเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยี อาหาร และยา เสนอขยายอำนาจกู้ยืมเงินภายใต้กรอบกฎหมายการคลัง และทบทวนการรายงานผลของรัฐวิสาหกิจและแผนปฏิบัติการวิจัยที่ขาดตัวชี้วัดผลกระทบในเชิงมูลค่า เสนอให้เพิ่มข้อมูลเปรียบเทียบเพื่อประเมินผลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และเรียกร้องให้กรรมาธิการพิจารณารายละเอียดอย่างรอบด้าน

นายอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมคิดว่าในตัวร่างพระราชบัญญัติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยหลักการ แล้วที่เปลี่ยนแปลงมีอยู่ ๓ ข้อ

ข้อแรก ก็คือเรื่องวัตถุประสงค์ ซึ่งแบ่งเป็น ๔ ประเด็นย่อย อันที่ ๑ ก็คือเรื่อง ในมาตรา ๖ (๑) ก็คือการขยายความ สร้างนวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น อันที่ ๒ ก็คือเรื่องการที่เรา จะแข่งขันในระดับสากล ผมว่าความหมายของคำว่า แข่งขันในระดับสากล มีความหมาย ที่ค่อนข้างกว้างขวางแล้วก็ใหญ่มาก เพราะว่ามันจะเปิดเพดานการทำงานงานวิจัยของเรานี้ ไปในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นในคำถาม ผมฝากท่านกรรมาธิการที่จะพิจารณา ต่อไปก็คือว่าการแข่งขันในระดับสากลเราจะทำอะไร ในเนื้อหาอะไร ด้วยคุณภาพแค่ไหน หรือแม้กระทั่งมันจะมีผลกระทบกับงานวิจัยเรา กับ Impact ที่มันเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต หรือสังคมก็ดี หรือการยอมรับในผลงานวิจัย ถ้าเราสามารถทำงานวิจัย แล้วมันมีผลกระทบ ในระดับสากล ผมว่ามันจะขยายเพดานความสามารถของประเทศไปได้เยอะมาก

ส่วนในเรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องการขยายอำนาจหน้าที่ เราก็เห็นอีก ๔ ประเด็น ของในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ อันแรก (๑) ก็คือเรื่องการขาย การจ้าง การรับจ้าง แล้วก็ถือสิทธิ ในทรัพย์สินทางปัญญา ผมคิดว่าข้อนี้ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ซึ่งแต่เดิมมักจะมีคำถาม อยู่เรื่อย ๆ ว่า หลังจากทำงานวิจัยแล้วใครเป็นเจ้าของในงานวิจัยนั้น หลังจากทำงานวิจัยแล้ว ตัวผู้วิจัย ตัวสถาบัน ตัวหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใครถือสัดส่วนของงานวิจัยเท่าไร อันนี้ก็เป็น ประเด็นสำคัญ เพราะฉะนั้นผมว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นที่ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้คนเขียนควร จัดการเรื่องนี้ให้มันชัดเจน

ส่วนในมาตรา ๗ (๒) ก็คือเรื่องให้บริการการทดสอบรับรองระบบมาตรฐาน และผลิตภัณฑ์ ตามมาตรฐานแห่งชาติและมาตรฐานอื่น ๆ ผมฝากท่านกรรมาธิการที่จะ พิจารณาต่อก็คือว่า เราจะไปเชื่อมโยงกับคนที่เขาถือมาตรฐานอย่างไรให้เขายอมรับว่า เราเป็นคนที่สามารถ Prove เรื่องนี้ได้ แล้วเขายอมรับอำนาจในการ Prove ของเรา โดยเฉพาะในเรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญในโลกอนาคตข้างหน้ามาก เช่น ในสหรัฐเอง ในยุโรปเองมีการกำหนดมาตรฐานไว้เต็มไปหมดเลย โดยเฉพาะความร่วมมือของ ในโลกตะวันตกนะครับ ในสหรัฐกับในยุโรปร่วมมือกันตั้ง เขาเรียกว่า EU-US Trade and Technology Council (TTC) เขาใช้เรื่องนี้เป็นกลยุทธ์ในการที่จะกำหนดคุณภาพและ บริการของสินค้าสมัยใหม่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในสินค้าที่เป็นเทคโนโลยี เพราะฉะนั้นเรื่อง Standardization หรือ Global Standard Sector คือใครเป็นคน Set standard เกิดขึ้น คนนั้นก็จะเป็นคนที่ได้เปรียบในโลกอนาคตเพิ่มมากขึ้น ถ้าเผื่อสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์เป็น Part หนึ่งของการกำหนด Sector ในโลกอนาคตได้ หรือเป็น Part หนึ่งของการที่จะเป็น คนรองรับการ Approve Standard ผมไม่ได้มองในประเทศไทยอันเดียวนะครับ แต่ผม คิดว่าถ้าเผื่อเราอยากให้วิทยาศาสตร์เราก้าวหน้า ความรู้เราก้าวหน้า เราต้องเป็น Part หนึ่ง ของการทำตัวให้เป็น Sector ของ Standard ที่เป็น World Standardization เพราะฉะนั้น คำถามก็คือว่าวิธีการเหล่านี้เราจะทำอย่างไร ที่จะทำให้การแข่งขันวิทยาศาสตร์ของเรา อยู่ในวัตถุประสงค์ของการแก้ไขพระราชบัญญัตินี้คือบอกว่าอยากให้อยู่ในระดับสากล โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นงานทางด้านอาหาร งานทางด้านเรื่องสุขภาพ เรื่องยา ผมว่าโลกนี้ ได้กำหนดมาตรฐานเรื่องนี้ไว้ค่อนข้างกว้างมากจนกลายเป็นอุปสรรคของการค้าของประเทศเรา ในการที่จะส่งสินค้าไปในสหรัฐและในยุโรป เพราะเนื่องจากว่าเขาตั้งมาตรฐาน เช่น U.S. FDA เรื่อง Food and Drugs Standard ผมฝากให้คนที่จะเป็นกรรมาธิการช่วย พิจารณาในรายละเอียด เช่น ในเรื่องของการกู้ยืมเงิน ซึ่งทางกระทรวงการคลังก็ให้ คำแนะนำ คำซักถามมาแล้วนะครับ เรื่องการบริหารกฎหมายว่าด้วยการบริหาร หนี้สาธารณะ กฎหมายว่าการวินัยทางการเงิน เพราะเนื่องจากการออก Bond หรือพันธบัตร หรือตราสารเพื่อการลงทุนก็อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปว่าจะกำหนดด้วยวิธีการ อย่างไรบ้าง หรือการขยายอำนาจหน้าที่ว่า แต่เดิมในพระราชบัญญัติกำหนดไว้แค่ ๕ ล้านบาท แต่ในครั้งนี้จะขอเพิ่มขึ้นเป็น ๒๐ ล้านบาท เมื่อเกิน ๒๐ ล้านบาท แล้วค่อยไป ขอ ครม.

ส่วนประเด็นสุดท้ายก็คือเรื่อง ถ้าเราไปอ่านในรายงานที่ส่งมาให้ในฉบับนี้ สิ่งที่สำคัญก็คือเรื่องแผนรัฐวิสาหกิจและแผนปฏิบัติการ ซึ่งเราอ่านนี่เราเห็นเป็นเปอร์เซ็นต์ เห็นเป็นโครงการ แต่เราไม่เห็น Impact ที่เป็นภาพใหญ่ ก็คือว่าท้ายสุดงานวิจัยมันทำ Impact ให้กับประเทศได้ในมูลค่ากี่ล้านบาท ในงานวิจัยที่บอกไว้ในนี้บอกว่ามีอยู่ ๑๑๗ โครงการของตัวสถาบันวิจัย แต่ว่าผมอยากเห็นตัวเลขเช่นมันมี Impact เกิดกับประเทศนี้ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเราก็จะเห็นข้อเปรียบเทียบได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น สิ่งที่ฝากไว้ก็ขอให้ทาง อว. แล้วก็ขอให้ทางท่านรัฐมนตรี ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นความปรารถนาดี ในการแก้ไขครั้งนี้ ฝากถึงท่านกรรมาธิการช่วยพิจารณาลงรายละเอียดให้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ