ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ อภิปรายร่าง พ.ร.บ. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย โดยเห็นด้วยกับการส่งเสริมการวิจัยเพื่อการพาณิชย์ แต่แสดงความกังวลต่อการเอื้อประโยชน์เอกชน การขาดความยุติธรรมในการแข่งขัน และการเน้นงานวิจัยเพื่อผลกำไรมากเกินไป จนอาจทำให้การวิจัยเพื่อสาธารณะลดลง พร้อมเสนอให้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อความเป็นธรรมและเน้นความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลนในยุค Disruption
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล จังหวัดปทุมธานี เขต ๗ นะครับ อำเภอลำลูกกา อำเภอธัญบุรี และอำเภอหนองเสือ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมอภิปรายร่าง พ.ร.บ. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ท่านประธานครับ เราคงเคยได้ยิน คำว่า ประเทศไทยกำลังจะเป็นเสือตัวที่ ๕ ของเอเชียเมื่อประมาณ ๒๐-๓๐ ปีที่แล้วนะครับ ท่านแปลกใจไหมครับทำไมเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย เรามาถึงทุกวันนี้เกิดอะไรขึ้นนะครับ เพราะว่าประเทศไทยเราไม่ค่อยจะมีผลงานวิจัยหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ เลยนะครับ ตั้งแต่อดีต เป็นต้นมา การที่จะบอกว่าเราเป็นเสือตัวที่ ๕ เราอวยตัวเองเกินไปหรือเปล่าในอดีต ตอนนั้น เกิดจากอะไร ตอนนั้นเกิดจากการที่สถานการณ์ของโลกที่มันเปลี่ยนแปลงไปทำให้ประเทศ ไทยเศรษฐกิจดีขึ้น เนื่องจากมีสัญญาที่เรียกว่า Plaza Accord สัญญาของ ๕ ประเทศ ในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน แล้วก็ญี่ปุ่น มีการร่างสัญญากัน เพราะช่วงนั้นสหรัฐอเมริกาขาดดุลประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ก็เลยมีการร่างสัญญาเพื่อให้ ประเทศญี่ปุ่นเพิ่มค่าเงินของตัวเองให้แข็งขึ้น ค่าเงินเยนญี่ปุ่นจึงแข็งขึ้นมาประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ การผลิตของญี่ปุ่นตอนนั้นจะทำให้สินค้าของเขามีราคาแพง ถ้าผลิตส่งออก จะส่งออกยากมาก ๆ นะครับ อันนั้นจึงเป็นอานิสงส์ให้ประเทศญี่ปุ่นมาลงทุนในประเทศไทย มีการสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ มีการสร้างอะไรมากมายในประเทศไทยนะครับ เป็นอานิสงส์ เป็นอย่างยิ่งทำให้ประเทศไทยเจริญมาในช่วงนั้น แล้วเราก็อาจจะหลอกตัวเองในตอนนั้นว่า เราจะเป็นเสือตัวที่ ๕ แต่ประเทศไทยเราเองท่านจะเห็นว่าเรามีแต่การส่งออกสินค้าเกษตร แล้วก็นำเข้าสินค้าเทคโนโลยี ได้ยินแค่นี้เราก็รู้อยู่แล้วว่า เราช่วยตัวเองไม่ได้ เราขาดดุล ทางเทคโนโลยีมาโดยตลอด แล้วเราก็มีสถาบันวิจัยเทคโนโลยี ซึ่งเราก็ควรจะนำ ความสามารถของส่วนนี้มาเติมเต็มศักยภาพของประเทศไทยให้ได้มากที่สุด ซึ่งวันนี้ก็มี ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เข้ามา ผมก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่ายินดีที่เราจะเริ่ม Commercialize งานวิจัยให้สามารถนำไปเป็นสินค้าและบริการในอนาคตได้ ซึ่งตอนนี้ มันเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง Disruption ที่รวดเร็วมาก ๆ ไม่ว่าจะเปลี่ยนจากยุคที่เรา ไม่มี Social มาจนถึงยุคที่มี Internet มี Social แล้วก็กำลังก้าวสู่ยุค AI นะครับ AI ท่าน ก็เห็นแล้วนะครับ มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมากใน ๓ เดือนที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นการที่เรามี ร่าง พ.ร.บ. ขึ้นมาเพื่อจะกระตุ้นเตือนคนไทยให้เน้นเรื่องงานวิจัย ให้เน้นเรื่องการนำมาใช้ ประโยชน์ใช้ Commercial ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ แล้วก็น่าจะสนับสนุน อย่างไรก็ดี เราก็มีข้อห่วงใยกันอย่างที่เพื่อน สส. พรรคผมก็ได้กล่าวไปแล้วนะครับ คุณปิยรัฐ จงเทพ คุณจุลพงศ์ อยู่เกษ ทั้ง ๒ ท่านก็ได้มีข้อ Concern หลาย ๆ เรื่องที่น่าสนใจ ส่วนผมเอง ก็เห็นว่าเรื่องการนำมาทำ Commercialization ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าข้อห่วงใยก็คือว่า ถ้าเกิดเราสามารถออกพันธบัตรหุ้นกู้เองได้ ร่วมทุนได้เองแล้วก็นำไป ทำ Commercialize เสียเอง ก็จะเกิดการวิจัยที่มุ่งเน้นแต่เฉพาะงานเพื่อการพาณิชย์ อย่างเดียวนะครับ งานเรื่องการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อสังคม ต่อการศึกษาก็จะลดน้อยลงนะครับ ตรงนี้ท่านจะมีการแบ่งเปอร์เซ็นต์หรือร้อยละอย่างไร แบ่งงบส่วนไหนมาทำวิจัยเพื่อประเทศชาติ ประชาชน งบส่วนไหนเพื่อการพาณิชย์นะครับ อยากจะทราบตรงนี้ด้วยนะครับ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งก็คือการให้ทุนในการวิจัย การร่วมทุน ในการวิจัยจะเป็นการเอื้อพวกพ้อง เอื้อผลประโยชน์ส่วนตนหรือไม่นะครับ เพราะการที่จะ ไปเอื้อเอกชนจะทำให้เอกชนบางรายมีการแข่งขันที่สูงกว่ารายอื่น ๆ นะครับ ก็เป็นการ แข่งขันที่ไม่เป็นธรรมอีกนะครับ แนวทางการแก้ปัญหาของประเทศไทยนะครับท่าน ก็ควรจะ แก้ไขที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างที่หลาย ๆ ท่านได้กล่าวไปนะครับ แก้ไขก็คือการลดทุนผูกขาด ให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ประเทศไทยเราเจริญเติบโตขึ้นไปได้ คนที่อยากทำธุรกิจก็สามารถแข่งขันอย่างเป็นธรรมได้นะครับ ทุกวันนี้เราก็เห็นกันอยู่ไม่ต้องพูด กันเยอะว่า เรายังมีทุนกึ่งผูกขาดอยู่เกือบผูกขาดด้วยนะครับ และการวิจัยช่วงนี้เราก็รู้นะครับ ว่าเราจะเน้น Sustainability ไม่ได้ เราจะเน้นแต่ความยั่งยืนไม่ได้นะครับ เราเห็นแล้วว่า มันมี Disruption เข้ามาเยอะมาก มันมีสิ่งที่เข้ามาขัดขวางเยอะมากนะครับ อย่างเช่น โควิด อย่างเช่น ช่วงของการท่องเที่ยวที่เชียงใหม่ที่ถูก Disrupt ไป ชาวจีนไม่มาปุ๊บ ก็คือจบไปเลยนะครับ มันมีเรื่อง Disruption เหล่านี้เกิดขึ้นรวดเร็ว แล้วความยั่งยืนมันไม่เป็นรูปธรรมอีกแล้วนะครับ การวิจัยช่วงนี้เราก็จะเน้นเรื่องของ Resilience การปรับตัวความยืดหยุ่นในการที่จะปรับตัว กับสิ่งที่มา Disrupt ต่าง ๆ เพื่อให้เราสามารถกลับคืนเข้ามาได้ แล้วก็ดำเนินการธุรกิจ ได้อย่างรวดเร็ว อย่างเช่น โควิด ประเทศไทยเราลงแล้ว ลงอยู่ ลงต่อ ไม่ได้กลับมาเหมือน ประเทศอื่น ๆ เขา เราจะอ้างแต่โควิดทำให้เศรษฐกิจเราพังก็ไม่ได้นะครับ เพราะเราเป็น ประเทศที่เรียกว่า แทบจะล้าหลังเขาเลยในการกลับมา ในการปรับตัวเพื่อกลับมาทางด้าน เศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราควรจะทำคือแก้ไขสิ่งเหล่านี้ โครงสร้างทางเศรษฐกิจงานวิจัย ที่จะต้องต่อยอดได้ไม่ใช่การพาณิชย์อย่างเดียว งานวิจัยที่ต่อยอดได้ก็ต้องเปิดเผยต่อ สาธารณะให้นำไปใช้เพื่อการวิจัยต่อไปในอนาคตนะครับ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เป็นข้อกังวลที่ผม จะอภิปรายในวันนี้นะครับ ๒ เรื่องที่ฝากไปนะครับ ก็คือว่าจะแบ่งอย่างไรว่าเราจะวิจัยด้าน เพื่อประชาชน เพื่อการศึกษา เพื่อการต่อยอด กับอีกส่วนหนึ่งคือเพื่อการพาณิชย์เราจะแบ่ง เปอร์เซ็นต์อย่างไรนะครับ แล้วก็เรื่องของการร่วมลงทุนเราจะมีอะไรมาตรวจสอบได้บ้างว่า เราไม่เอื้อพวกพ้องหรือเอกชนรายใดรายหนึ่ง อย่างไรก็ฝากไว้ด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ