สกุณา ชี้แก้ พรบ.วว. เสริมทุนวิจัย ร่วมเอกชนได้แต่ต้องไม่เบี่ยงเป้า

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๗

สกุณา สาระนันท์ อภิปรายร่าง พ.ร.บ. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย โดยเสนอให้แก้ปัญหาข้อจำกัดด้านงบประมาณและส่งเสริมการร่วมลงทุนกับภาคเอกชนเพื่อนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เน้นย้ำว่าต้องไม่เบี่ยงเบนเป้าหมายเดิมในการสนับสนุน SMEs เกษตรกรยากจน และชุมชนฐานราก เพื่อรักษาเจตนารมณ์ของกฎหมายและป้องกันความเหลื่อมล้ำ

นางสาวสกุณา สาระนันท์ สกลนคร

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สกุณา สาระนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอร่วมอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานคะ สถาบันวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือเรียกคำย่อว่า วว. เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินตามนโยบายพิเศษของรัฐ ปัจจุบันเป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมค่ะ วิสัยทัศน์ของ วว. ก็คือการสร้างความเข้มแข็งให้กับ SMEs ชุมชนผ่านระบบนวัตกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน และสำหรับพันธกิจหลักของ วว. ตามที่ได้ฟังรายงานก็คือ

๑. วิจัยพัฒนาและบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อ สร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศ บนรากฐานของความหลากหลาย ทางชีวภาพ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แล้วก็พัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

๒. ถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรมและวิสาหกิจชุมชน และผลักดันให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ทั้งเชิงเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม

๓. บริการวิเคราะห์ ทดสอบ สอบเทียบรับรองระบบคุณภาพ อบรมและเป็น ที่ปรึกษาเพื่อยกระดับมาตรฐานและความสามารถในการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรม

๔. พัฒนาระบบบริหารจัดการองค์กรสู่องค์กรสมรรถนะสูงทันสมัยและ มีธรรมาภิบาล

อันนี้ก็คือเป็นภารกิจทั้ง ๔ ข้อที่ วว. ได้ปฏิบัติตลอดมา จากการรายงาน พบว่า วว. ยังไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้เต็มที่เต็มศักยภาพ ด้วยเหตุผลที่ว่าการทำงาน ไม่ต่อเนื่อง เพราะว่าเรื่องงบประมาณที่ต้องพึ่งพารัฐแล้วก็มีงบประมาณอย่างจำกัด ซึ่งก็นำมาสู่การแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำคัญ ก็คือ ให้ วว. สามารถร่วมลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวกับผลงานวิจัยและนวัตกรรมหรือสิ่งที่เกี่ยวข้อง กับการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์มีการเพิ่มมาตรา ๘ (๓) และ ร่างมาตรา ๖ ยกเลิกมาตรา ๘ (๔) ซึ่งการแก้ไขครั้งนี้เพื่อเปิดทางให้ วว. เองได้สามารถร่วม ลงทุนทำธุรกิจเอกชน และสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศ และให้กับหน่วยงาน วว. ด้วย

ประเด็นที่ดิฉันอยากจะเสนอแนะให้ท่านได้ทบทวน ก็คือ วว. เป็นหน่วยงาน ของรัฐได้งบประมาณจากรัฐ การลงทุนที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นบุคลากร นักวิจัย เครื่องมือ อุปกรณ์ อาคารสถานที่ ตลอดจนผลงานวิจัยที่ได้สะสมมาทั้งหมดล้วนแต่เป็นการลงทุน ที่ผ่านงบประมาณของรัฐทั้งสิ้นและเป็นภาษีของประชาชน ดังนั้นผลงานวิจัยของ วว. จึงถือว่า เป็นทรัพย์สินของรัฐเพื่อประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชนโดยตรง ท่านประธานคะ ในขณะนี้เราบอกว่าประเทศเรามีปัญหาผลิตภาพต่ำโดยเฉพาะในด้านการเกษตร ก็เนื่องจากว่าเราไม่สามารถนำนวัตกรรมไปสู่ภาคปฏิบัติได้ ซึ่ง พ.ร.บ. ที่จะเปลี่ยนเราก็เชื่อว่า จะแก้ปัญหานี้ได้ ดิฉันก็อยากจะชวนให้คิดเลยไปอีกว่าภาคการเกษตร คือภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการไม่มีนวัตกรรมนะคะ นำไปสู่ปัญหาความ เหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศนี้ ดังนั้นจึงอยากจะชวนให้ทุกท่านในสภาแห่งนี้ได้ คิดว่าทุกย่างก้าวของเราต้องตระหนักในเรื่องนี้เป็นสำคัญค่ะ เพราะหากเราแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้ แล้วมันเกิดการสนับสนุนให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำมันใหญ่ขึ้น ก็ไม่นับว่าเป็นการแก้ พ.ร.บ. เพื่อการแก้ปัญหาของประเทศค่ะ ดังนั้น การตั้ง วว. เพื่อปฏิบัตินโยบายพิเศษของรัฐ ในครั้งนี้คือการทำผลงานวิจัยและนวัตกรรม ไปเพิ่มคุณค่ามูลค่าให้กับ SMEs แล้วก็ชุมชน โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ฐานรากค่ะ เมื่อมาถึงตรงนี้ คำถามที่ วว. และท่านรัฐมนตรีจะต้องตอบ ก็คือ การร่วมทุนและการทำธุรกิจร่วมกับภาคเอกชนจะยังคงยึดหลักการและเป้าหมายเดิม ที่ก่อตั้งมาคือการช่วยเหลือ SMEs เกษตรกรยากจนและชุมชนฐานรากหรือไม่ ถ้ายืนยันว่า การร่วมทุน หรือการทำธุรกิจกับภาคเอกชนตามที่ขอแก้ไข พ.ร.บ. มุ่งเน้นเพื่อประโยชน์ของ SMEs ชุมชนและประชาชนที่ยากจน การแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้ จึงมีเหตุผลที่ถูกต้องและควร สนับสนุนค่ะ ในทางตรงกันข้ามค่ะ หากการขอแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์ของ ตัวองค์กร วว. เองและเอกชนที่ร่วมลงทุนเป็นหลัก จึงถือได้ว่าการแก้ไขพระราชบัญญัตินี้ ขัดกับเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ที่ก่อตั้ง วว. ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๖ ถ้าเป็นเช่นนี้แสดงว่า กระทรวง อว. กำลังเปลี่ยนเจตนารมณ์หลักด้วยหลักการและเหตุผลของ พ.ร.บ. ๒๕๐๖ ดิฉันจึงขอให้รัฐมนตรีได้พิจารณาและได้ตอบคำถามนี้กับตัวเองให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความ เสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่ดิฉันพูดเช่นนี้ก็เนื่องจากว่าในประเทศเราก็มีหลายหน่วยงาน หลายองค์กรนะคะ เมื่อมีรายได้เกิดขึ้นกับองค์กรของตนเองแล้ว ก็จะละเลย หรือว่าหลงลืมเศรษฐกิจที่ฐานราก ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็นำมาสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ ประเทศเราต้องเผชิญอยู่ตอนนี้ค่ะ ก็ขอย้ำนะคะว่าประเด็นที่น่าเป็นห่วงก็คือ เมื่อเกิดการ แก้ไข พ.ร.บ. แล้วก็จะไปสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจและอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ ซึ่งเขาเติบโตได้ เองนั้นเป็นหลักค่ะ ส่วนธุรกิจ SMEs ชุมชน Startup และประชาชนฐานราก ซึ่งเป็นกลุ่ม ประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือในเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรม ก็จะเสียโอกาสที่จะ ได้รับการช่วยเหลือจาก อว. อย่างน่าเสียดายค่ะ ดังนั้น พ.ร.บ. ใช้ประโยชน์ผลงานวิจัย พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ ที่ดิฉันเองก็ร่วมเป็นกรรมาธิการพิจารณาในสภา สมัยที่ผ่านมานะคะ เน้นถึงความสำคัญของการใช้ผลงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อช่วยเหลือ เกษตรกรฐานรากและ SMEs ดังนั้น ดิฉันก็อยากให้การแก้ไข พ.ร.บ. ในครั้งนี้มีแนวคิดและ หลักการตามมาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๘ ที่เราเคยได้ร่วมกันแก้ไขมาค่ะ ขอขอบพระคุณค่ะ