ณัฐวุฒิ ตั้งข้อสังเกตมาตรา ๕/๑ ร่าง พ.ร.บ. ยกเลิก คสช. ๑๔/๕๙

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๗

ณัฐวุฒิ บัวประทุม ตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นและเงื่อนไขระยะเวลา 120 วัน ในการแต่งตั้งสภาที่ปรึกษาตามร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 14/2559 โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ พร้อมเรียกร้องให้กระบวนการคัดเลือกมีความชัดเจน โปร่งใส และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่ม รวมถึงหญิง ชาย เยาวชน และผู้ด้อยโอกาส มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง พร้อมให้เกียรติและยกย่องผู้เสียชีวิตเพื่อสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัด อ่างทองครับ ท่านประธานครับ ผมเองในฐานะที่เคยเป็นผู้นำเสนอนะครับ ร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ ๑๔/๒๕๕๙ แทนคุณรอมฎอน ปันจอร์ ท่านกรรมาธิการที่วันนั้นมีภารกิจนะครับ ท่านประธานครับ กรณีการเพิ่มมาตรา ๕/๑ ขึ้นมาใหม่ ผมคิดว่าแน่นอนครับว่าเวลาที่เราอ่านถ้อยคำ เราเข้าใจได้ว่าท่านกำลังจะสื่อ ถึงอะไร ความหมายก็คือว่าการสื่อถึงบอกว่าต่อไปนี้นะจำเป็นที่จะต้องมีการแต่งตั้งสภา ที่ปรึกษา ซึ่งขึ้นมาแทนกรณีของคำสั่ง คสช. ที่ได้ยกเลิกไป และมีกรรมการรูปแบบอื่นขึ้นมา แต่ว่ามีเงื่อนเวลาที่ระบุไว้ว่า ๑๒๐ วัน นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ที่ผมจะถามต่อ

ส่วนประเด็นที่ ๒ นั้นท่านพูดถึงเรื่องของกระบวนการคัดเลือกครับว่า กระบวนการคัดเลือกผู้ซึ่งจะได้รับแต่งตั้งต่าง ๆ นั้นให้ดำเนินการใหม่ โน้ต คำว่า ใหม่ ไว้ก่อนนะครับ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมก็ตั้งคำถามไล่มาจาก ๒ ประเด็นดังกล่าว ณ ขณะนี้เวลาที่เราพูด ถึงสถานการณ์หรือความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราพูดว่า ๑ ในกลไกที่มี ความสำคัญอย่างยิ่ง คือการมีส่วนร่วมขององคาพยพหรือภาคส่วนต่าง ๆ แน่นอนครับ เป็นองคาพยพหรือภาคส่วนที่จะต้องอิงแอบกับพี่น้องที่อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วกระบวนการดังกล่าวนั้นมันไม่ควรจะทอดเวลาออกไปในการสร้างอย่างน้อยที่สุดก็ทำให้ มีหลักประกันว่า ตัวแทนของพี่น้องที่อยู่ใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ไม่ว่าท่านจะเป็นกลุ่มผู้หญิง กลุ่มเปราะบาง กลุ่มภาคธุรกิจ กลุ่มใด ๆ ต่าง ๆ นั้น เขาจะมีส่วนในการกำหนดอนาคตและชีวิต ของพวกเขาเอง และมีส่วนกำหนดแม้กระทั่งเรื่องของการบริหารราชการในจังหวัดชายแดน ภาคใต้ แต่การที่ท่านตั้งระยะเวลาการดำเนินการบอกให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วัน แน่นอนครับ ท่านอาจจะบอกว่าวันเดียวเสร็จก็ได้ แต่อย่าลืมว่าบางครั้งมันไม่ได้เสร็จในเวลาดังกล่าวครับ มันอาจจะไปเสร็จเอาวันที่ ๑๑๙ วันที่ ๑๒๐ ผมก็ต้องถามท่านนะครับว่า ขณะนี้เรากำลัง บอกว่ากฎหมายเดิมที่เรียกว่าคำสั่ง คสช. ที่ ๑๔/๒๕๕๙ ควรหยุดได้แล้ว แต่หากวันนี้ เราผ่านกฎหมายฉบับนี้มันไม่ได้มีผลทันทีนะครับ เราต้องส่งไปให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งก็ยังไม่รู้ ว่าจะเป็นชุดไหนพิจารณาอีกกว่าจะกลับไปกลับมาครับกว่าจะในท้ายที่สุดเกิดเห็นชอบ ตรงกัน ประกาศในราชกิจจานุเบกษายังต้องรออีก ๑๒๐ วัน ผมก็ต้องถามท่านว่าแล้วท่าน จะรออะไรละครับ ท่านถึงไม่สามารถดำเนินการหรือ เตรียมความพร้อมในการดำเนินการไป พร้อมกันไม่ได้หรือ หรืออย่างน้อยมีหลักประกันใด ๆ ไม่ว่ากระบวนการที่ท่านเขียนว่า ๑๒๐ วัน มันสามารถทำให้ได้เร็วกว่านั้นจริง ๆ นะ แล้วกระบวนการคัดเลือกนั้นก็จะคัดเลือกบุคคล ที่มาจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้อย่างแท้จริง เราพูดมาโดยตลอดครับว่าสันติภาพในจังหวัด ชายแดนภาคใต้รอไม่ได้ แล้วเพราะเหตุใดท่านถึงกำหนดระยะเวลาในการคัดเลือกไว้ ๑๒๐ วัน นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ที่อยากจะสอบถามครับ

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับต้องขอบพระคุณท่านรองเลขาธิการ ศอ.บต. นะครับ นายชนธัญ แสงพุ่ม ด้วยความเคารพบังเอิญเรียนรุ่นเดียวกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านได้อธิบายให้เห็นภาพชัดเจนว่าในกรณีของระเบียบ กฎเกณฑ์ กฎหมายระดับรองที่มัน ออกก่อนมีคำสั่ง คสช. มีฉบับเดียวนะ ก็คือหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก ในขณะที่เมื่อมีคำสั่ง คสช. ก็มีการออกคำสั่งแค่อันเดียวนะ ก็คือการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ นี่ช่วยเคลียร์ความ เข้าใจของผมเยอะมากเลยนะครับ แต่ผมถามท่านแบบนี้ครับว่าท่านบอกว่ากระบวนการ คัดเลือกให้ดำเนินการใหม่ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วย การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมก็ต้องไปดูว่าคำว่า กำหนดไว้ในกฎหมาย บริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ในฉบับหลักนั้นมันอยู่ในมาตราใด มันเขียนไว้อย่างไร ก็ไปพบว่ามันอยู่ในมาตรา ๑๙ ท่านประธานครับ แล้วมาตรา ๑๙ นับวรรคก็ไม่ค่อยถูก เอาเป็นว่าวรรคสามของมาตรา ๑๙ บอกว่าหลักเกณฑ์วิธีการในการคัดเลือก เพื่อให้ได้มา ซึ่งสมาชิกตามวรรคหนึ่ง เอาวรรคไว้ตรงนี้ก่อนนะครับ ค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ให้เป็นไปตามระเบียบที่ ศอ.บต. กำหนดโดยความเห็นชอบของ กพต. ทั้งนี้หลักเกณฑ์ การได้มาซึ่งสมาชิกให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของหญิงและชายประกอบกันด้วย แต่ท่านเห็นหรือไม่ครับว่ากรณี มาตรา ๕/๑ นั้นไม่มีคำว่าค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่น ท่านบอกว่าไม่ต้องทำหลักเกณฑ์ใหม่นะให้ย้อนกลับไปใช้หลักเกณฑ์เดิมเลย ซึ่งเคยมีอยู่ก่อน มีคำสั่ง คสช. ผมก็ต้องถามท่านว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวนั้นคลุมถึงเรื่องค่าตอบแทน และค่าใช้จ่ายอื่นหรือไม่ หรือจริง ๆ มันเป็นหลักเกณฑ์ ๒ ฉบับที่มันไม่ได้เกี่ยวเนื่องกัน แล้วถ้าเขียนแบบนี้ปุ๊บ กลายเป็นว่าออกเฉพาะหลักเกณฑ์ว่าด้วยการคัดเลือกสมาชิก แต่หลักเกณฑ์ว่าด้วย ค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่นนั้นยังจำเป็นต้องมีหรือไม่ ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องเชิงเทคนิค กฎหมายนะครับ เพื่อถามเจตจำนงหรือสิ่งที่ท่านเขียนลงมานั้นท่านได้คิดวิเคราะห์ครอบคลุม ถึงประเด็นดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร ท่านประธานครับ ผมฝากนิดเดียวในกรอบเวลาที่มีอยู่ ครับว่า ผมต้องขอบพระคุณทางกรรมาธิการนะครับ ที่ท่านยังอ้างอิงกฎหมายเดิม คือมาตรา ๑๙ ซึ่งเขียนถึงการมีส่วนร่วมของหญิงและชาย และท่านยังเขียนไว้ในข้อสังเกตนะครับว่า กรณีของการจัดตั้งสภาที่ปรึกษาใหม่นั้น ต้องคำนึงถึงสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างหญิง ชาย และเยาวชน และท่านยังมี ๑ ข้อนะครับ อยู่ในข้อ ๖.๓ ที่บอกว่าให้คำนึงถึงสัดส่วน หรือความเท่าเทียมระหว่างเพศ และให้เพิ่มองค์ประกอบจากกลุ่มเปราะบางและ กลุ่มเยาวชน ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ถึงแม้ท่านไม่ได้เขียนในมาตรา ๕/๑ โดยตรง แต่ในเมื่อ มันเชื่อมกลับไปในมาตรา ๑๙ ของ พ.ร.บ. หลักและมันเชื่อมไปยังข้อสังเกต ก็อยากอภิปรายและให้เพื่อนพี่น้องสมาชิกได้เห็นถึงว่ากฎหมายฉบับนี้ต้องการเปิดพื้นที่ ในสภาที่ปรึกษาที่คำนึงถึงการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนะครับ กลุ่มเปราะบางต่าง ๆ อย่างแท้จริง ซึ่งก็ต้องฝากว่าหากเราพิจารณาเห็นด้วยในข้อสังเกตนั้นก็หวังว่าจะมีที่นั่งให้กับ สัดส่วนดังกล่าวต่าง ๆ นั้นอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเยาวชนหรือกับผู้ที่มีส่วน ที่เกี่ยวข้องในปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งแน่นอนครับว่าเราคงไม่สามารถพูดถึงผู้ใหญ่ ได้ทั้งหมด แต่เราอาจจำเป็นที่จะต้องพูดถึงในทุก ๆ กลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง และผม ถือโอกาสนี้ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของคุณรอนิง ดอเลาะ ซึ่งเคยมาให้ข้อมูล กับกรรมาธิการและเสียชีวิตไปจากการถูกลอบสังหาร ท่านเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเดินหน้า ผลักดันกฎหมายฉบับนี้ และจะนำสันติภาพคืนสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างแท้จริงครับ ขอบคุณครับ