สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๗

ชนธัญ แสงพุ่ม หารือเรื่องการยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 14/2559 และขอแนะนำ 5 ข้อในการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหา ชนธัญ แสงพุ่ม เสนอแก้ไข พ.ร.บ.สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยให้มีผู้แทนจากการเลือกตั้งประชาชนในพื้นที่ และเพิ่มสัดส่วนของกลุ่มเปราะบางและเยาวชนในการเป็นสภาที่ปรึกษา

นายชนธัญ แสงพุ่ม กรรมาธิการ

กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม ชนธัญ แสงพุ่ม เลขานุการในฐานะกรรมาธิการครับ ตามที่ทางท่านประธาน ได้นำเรียนข้อมูลเกี่ยวกับการยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ ๑๔/๒๕๕๙ ในระยะเวลาหลายเดือน ที่ผ่านมานะครับ ทางกรรมาธิการได้มีการเชิญส่วนราชการที่เกี่ยวข้องหลายภาคส่วน โดยเฉพาะในส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับภาคประชาชน ก็เพื่อที่จะรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปสู่การจัดทำข้อสังเกตที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ในการเพิ่มการแก้ไขปัญหา และพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดนะครับ ในข้อสังเกตส่วนที่ผม จะนำเสนอต่อไปนี้มีประมาณ ๕ ข้อ

ข้อแรก นายกรัฐมนตรีควรสนับสนุนให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัด ชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. จัดโครงสร้างองค์กร มอบหมายผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานที่ มีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการทำงานของประชาชน รวมทั้งการจัดสรรทรัพยากร ที่จำเป็นเพื่อสนับสนุนการทำงานของสภาที่ปรึกษา โดยคำนึงถึงความคล่องตัว ความเป็น อิสระทางความคิด และประสิทธิภาพการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ให้ ความสำคัญต่อกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยสูงสุด และให้สำนักงบประมาณ จัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการข้างต้นอย่างเพียงพอและเหมาะสม ซึ่งอำนาจของสภา ที่ปรึกษาที่ถูกงดใช้บังคับไปตามมาตรา ๒๓ ของพระราชบัญญัติการบริหารจังหวัดชายแดน ภาคใต้มีเป็นจำนวนมากนะครับ แล้วก็หลายข้อมีความเชื่อมโยงกับประชาชนอย่างสูง เช่น กรณีของการร้องเรียนแก้ไขปัญหาข้อเรียกร้องของประชาชน การทำข้อเสนอเพื่อให้ เลขาธิการ ศอ.บต. สั่งย้ายข้าราชการที่ประพฤติปฏิบัติตัวไม่เหมาะสมได้นะครับ รวมทั้ง การประเมินพระราชบัญญัติการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นรายปี ซึ่งถือว่าเป็นการ ทำงานของภาคประชาชนที่ตรวจสอบการทำงานของภาครัฐและมีกฎหมายรับรองนะครับ

ข้อ ๒ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรพิจารณาเสนอชื่อ สมาชิกสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามพระราชบัญญัติ การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามมาตรา ๑๙ (๙) ซึ่งเป็น สัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน ๕ คน โดยพิจารณาจากสัดส่วนนี้ว่าในการทำงานของ สภาที่ปรึกษานอกจากมาตรา ๑๙ (๑) ถึง (๘) ซึ่งมีภาคส่วนต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด ยังขาดภาคส่วนใด ๆ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้มองว่ายังมีกลุ่มอีกหลายกลุ่มที่ยังไม่ได้มีส่วนร่วม ในส่วนของการเข้ามาเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษา เช่น กรณีของกลุ่มเปราะบาง กรณีของกลุ่ม เด็กและเยาวชนและกลุ่มอื่น ๆ เช่น กลุ่มธุรกิจรุ่นใหม่นะครับ เพราะฉะนั้นในสัดส่วน ๕ คน ในสัดส่วนที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิก็น่าจะพิจารณาจากสัดส่วนที่ขาดหายไปเป็นส่วนแรกครับ แล้วก็ให้ความสำคัญเน้นย้ำ แม้ว่าพระราชบัญญัติจะได้กำหนดเรื่องของชายและหญิง เท่าเทียมกันนะครับ ในขั้นตอนการปฏิบัติก็อยากให้คำนึงถึงเรื่องของความเท่าเทียมกัน ในสัดส่วนของจำนวนชายและหญิงเพิ่มเติมลงไปด้วยครับ

ข้อ ๓ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรเร่งรัดจัดทำระเบียบ ที่จำเป็นและสำคัญต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสภาที่ปรึกษา ตามพระราชบัญญัติการบริหาร ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามมาตรา ๒๓ อย่างที่ผมนำเรียน หลายข้อเป็นการทำงานที่สำคัญ แต่หากมีการจัดทำระเบียบเพื่อเป็นการรองรับอำนาจ ของสภาที่ปรึกษาย่อมทำให้สภาที่ปรึกษามีความมั่นใจ และสามารถที่จะเชื่อมั่นในการ บริหารการทำงานของสภาที่ปรึกษาได้อย่างเต็มที่นะครับ

ข้อ ๔ นายกรัฐมนตรีควรสนับสนุนให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ กำหนด ให้มีผู้แทนสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีส่วนร่วมเป็น องค์ประกอบของคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ในทุกระดับ และเป็นกลไกสำคัญ ในการรับฟังเสียงสะท้อนและปรึกษาหารือสาธารณะ หรือ Public Consultation จากประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้สอดคล้องกับกระบวนการสร้างสันติภาพ อย่างเช่น ในปัจจุบันนี้ จะเห็นว่าในคณะพูดคุยเองก็มีสัดส่วนของข้าราชการเกือบทั้งหมดนะครับ ในขณะที่ ภาคประชาชนที่เป็นคนที่อยู่ในพื้นที่กลับไม่มีบทบาทและอำนาจและการมีส่วนร่วมในส่วนนี้ ดังนั้นหากสภาที่ปรึกษาได้กลับเข้ามาทำหน้าที่ และโดยที่สภาที่ปรึกษาเป็นผู้แทนที่มี ความเชื่อมโยงกับการทำงานกับประชาชน การทำงานในส่วนของการปรึกษาหารือสาธารณะ ประชาชนย่อมมีความไว้วางใจกับประชาชนด้วยกันเอง และสามารถให้ข้อมูลข้อเท็จจริง ที่ตรงประเด็นและเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ครับ แล้วก็ที่สำคัญที่สุดประชาชนในพื้นที่เป็นผู้ที่อยู่กับปัญหา ดังนั้น ข้อมูลต่าง ๆ ที่รัฐบาลหรือว่าคณะพูดคุยได้ดำเนินการกันก็ควรจะให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบ รับรู้และมีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นทุกส่วนนะครับ

ส่วนสุดท้ายเป็นเรื่องของการแก้ไขพระราชบัญญัติการแก้ไขปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามที่ทางท่านประธานได้นำเรียนให้ทางท่านประธานสภาทราบ เกี่ยวกับการเรียนเชิญผู้มีส่วนร่วมในการยกร่างกฎหมายนะครับ ซึ่งในคณะกรรมาธิการเอง ก็มีทางกรรมาธิการหลายท่านเป็นผู้มีส่วนร่วมอยู่นะครับ ดังนั้น ในข้อเสนอการปรับปรุง แก้ไขกฎหมาย ซึ่งมีผลใช้บังคับมาเกือบ ๑๔ ปี ก็มีทั้งหมด ๕ ประเด็นนะครับ

ข้อแรกคือการให้มีระบบราชการที่ให้อำนาจประชาชนต่อการกำหนดและ กำกับทิศทาง และนโยบายยุทธศาสตร์การบริหารจังหวัดและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้

ข้อ ๒ ให้มีสมาชิกสภาที่ปรึกษาการบริหาร และการพัฒนาจังหวัดชายแดน ภาคใต้ที่มาจากการเลือกตั้งครับ จากสัดส่วนเดิมมาจากการสรรหาและคัดเลือกกันเอง ประมาณ ๔๕ คน บวกกับผู้ทรงคุณวุฒิ ๕ คน ถ้ามีการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. ก็อยากให้มี ผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในพื้นที่นะครับ

ข้อ ๓ ให้สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีสัดส่วนที่คำนึงถึงความเท่าเทียมทางเพศ และให้เพิ่มองค์ประกอบ จากที่ผมนำเรียน (๑) ถึง (๙) ให้เพิ่มสัดส่วนของกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มเยาวชนเป็นกลุ่มสำคัญที่จะเพิ่มเติม ในการเป็นสภาที่ปรึกษาครับ

ข้อ ๔ ให้มีมาตราเฉพาะรองรับกระบวนการและผลลัพธ์ของการพูดคุย สันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าด้วยกลไกและแนวทางการเสริมสร้างสันติภาพจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ขอกราบเรียนท่านประธานครับ ขอบคุณครับ