จุลพงศ์ อยู่เกษ อภิปรายรายงานประจำปี 2566 ของศาลรัฐธรรมนูญ โดยตั้งข้อสังเกตถึงความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุบพรรคการเมือง โดยเฉพาะกรณีพรรคก้าวไกล พร้อมอ้างอิงหลักการของเวนิซคอมมิสชันที่เน้นความรุนแรงต่อระบอบประชาธิปไตยเป็นเกณฑ์สำคัญ ไม่ใช่การเสนอร่างกฎหมายอย่างสันติ รวมถึงตั้งคำถามถึงความเป็นธรรม ความโปร่งใส และจริยธรรมของตุลาการที่แสดงความเห็นในที่สาธารณะด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของสถาบันตุลาการและการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินในกิจกรรมที่ขาดความน่าเชื่อถือทางเนื้อหา
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนนะครับ วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายในรายงานประจำปี ๒๕๖๖ ของศาลรัฐธรรมนูญ โดยผมจะอภิปราย ใน ๒ เรื่อง
เรื่องแรก คือผลการดำเนินงานในเรื่องความร่วมมือระหว่างประเทศ คือการที่ศาลรัฐธรรมนูญจัดประชุมสมาคมศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันเทียบเท่า แห่งเอเชีย หรือตัวย่อว่า AACC ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญไทยเป็นเจ้าภาพ จัดขึ้นครั้งที่ ๖ เมื่อวันที่ ๑๘-๒๑ กันยายนที่ผ่านมา การประชุมครั้งนี้มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่งออกมา ให้สัมภาษณ์สื่อว่า จะเป็นการประชุมที่ต่างจากทุกครั้ง คือมีการเชิญขยายวงอีก ๔ กลุ่ม คือกลุ่ม Venice Commission ซึ่งมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนเดิมขยายความว่า กลุ่ม Venice Commission เป็นแม่แบบของตุลาการที่ให้อิสระ ยึดมั่นโดยหลักนิติธรรม ชื่อก็บอกแล้วนะครับว่า กลุ่มนี้อยู่ในทวีปยุโรป คือเมืองเวนิส ส่วนอีก ๓ กลุ่มที่รับเชิญ คือกลุ่มลาติน กลุ่มแอฟริกา และกลุ่มยูเรเซีย ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนเดียวกันบอกว่า “ไม่ใช่การประชุมแค่เอเชีย แต่เป็นการประชุมระดับโลก เป็นการประชุมใหญ่กว่าทุกครั้ง เขาตอบรับมา หมายความว่า เขาให้ความสำคัญกับประเทศไทย ไทยจะได้ประโยชน์ทำให้ขึ้นอยู่บนจอเรดาร์โลกอีกครั้ง” ฟังแล้วเหมือนเป็นการประชุมใหญ่โตระดับชาติใช่ไหมครับ แต่การจัดจะใหญ่โตแค่ไหน องค์การระดับชาติระดับนี้เขาดู Value หรือคุณค่าที่เจ้าภาพที่จะจัดยึดถืออยู่ด้วย ดูเนื้อหา ค่านิยม ไม่ใช่เอาแต่แค่เปลือก ที่ศาลรัฐธรรมนูญไปเชิญกลุ่ม Venice Commission มาประชุม ท่านทราบไหมครับว่าคุณค่าหรือหลักเกณฑ์ที่ Venice Commission เขามีอยู่ ๒๒ หน้านั้น เขายึดมั่นในหลักนิติธรรมเช่นใด หรือจะเอาแต่เท่ครับ ว่าไปเชิญองค์การ จากยุโรปมาประชุม โดยไม่มีความรู้พื้นฐานของคนที่เราไปเชิญนั้น ว่าเขามีความคิด ความอ่านเช่นไร ผมจะอภิปรายให้ฟังครับ กลุ่ม Venice Commission มีหลักเกณฑ์ ยึดถือปฏิบัติในหลักนิติธรรมหลายข้อ และหลักเกณฑ์ที่ยึดถือปฏิบัติอย่างหนึ่งที่ผมอยากขอ ยกตัวอย่างขึ้นมา คือเรื่องการยุบพรรคการเมือง หลักเกณฑ์เรื่องการยุบพรรคการเมือง ของ Venice Commission นั้นมีหลายประการครับ วางหลักเกณฑ์ไว้หลายเรื่อง แต่ผมอยากจะขอยกตัวอย่างขึ้นมา ๔ ประการให้ทราบ
ข้อยึดมั่นประการที่ ๑ คือเขามีหลักเกณฑ์ว่า การยุบพรรคการเมืองจะต้อง เกิดขึ้นอย่างมีความสมเหตุสมผลก็ต่อเมื่อพรรคการเมืองนั้นใช้ความรุนแรงในการล้มล้าง การปกครองระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ ต้องใช้ความรุนแรงนะครับ เช่น ใช้กำลัง อาวุธเข้าล้มล้างการปกครอง ไม่ใช่เพียงใช้กระดาษและปากกาในการเสนอร่างกฎหมาย
ข้อยึดมั่นประการที่ ๒ คือ Venice Commission ข้อเท็จจริงว่า การเสนอ ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยวิธีสันติ ไม่ใช่เหตุผลเพียงพอที่ใช้ในการยุบพรรคการเมือง ท่านประธานครับ การใช้เพียงกระดาษและปากกาในการเสนอร่างกฎหมายเป็นวิธีที่สันติ จึงไม่นำมาใช้อ้างในการยุบพรรคการเมืองตามแนวทางของ Venice Commission
ข้อยึดมั่นประการที่ ๓ ของเขาคือ พรรคการเมืองหนึ่งไม่ควรจะต้องรับผิดชอบ ในการกระทำของสมาชิก หรือบุคคลโดยไม่ได้รับมอบหมาย หรือมอบอำนาจจาก พรรคการเมืองนั้น เทียบเคียงกับกรรมการหรือผู้ถือหุ้นนะครับ คนเดียวทำผิดกฎหมาย เราคงไม่ต้องสั่งยกเลิกบริษัทนั้น
ข้อยึดมั่นประการที่ ๔ ของ Venice Commission เกี่ยวกับการยุบพรรคคือ การยุบพรรคการเมืองจะถูกตัดสินด้วยศาลรัฐธรรมนูญก็ต่อด้วยวิธีพิจารณาที่มี Due Process หรือกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย Openness ความโปร่งใสและ Fair Trial การดำเนิน กระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม
ท่านประธานครับ ตัวอย่างของกระบวนการพิจารณาที่เป็นธรรม ดูง่าย ๆ นะครับ ที่ผมขอยกขึ้นมาคือ มีการเปิดโอกาสให้จำเลยหรือผู้ถูกกล่าวหาได้ต่อสู้อย่างถึงที่สุดหรือไม่ หรือท่านไม่รู้ครับว่าเขามีค่านิยมและหลักเกณฑ์ที่ทำอย่างนี้ ถ้ารู้มาก่อนคงไม่ไปเชิญ เพราะหลักเกณฑ์ของเราไม่ตรงกับเขาสักข้อครับ อาจจะมีข้อโต้แย้งว่าการตัดสินก็เป็นไปตาม กฎหมาย เพราะกฎหมายเขียนไว้อย่างนี้ แต่ท่านประธานครับ นักกฎหมายที่ดีที่มีจิตสำนึก จะยึดหลักที่เหนือกว่ากฎหมายและแม้แต่เหนือกว่ารัฐธรรมนูญที่คนคิดว่าเป็นกฎหมาย สูงสุดแล้ว นั่นคือหลักนิติธรรม หลักนิติธรรมในกรณีนี้เราสามารถย้อนไปดูหลักเกณฑ์ ตัวอย่าง ๔ ข้อ ของ Venice Commission ที่ผมได้อภิปรายไปแล้ว การตัดสินคดี ยุบพรรคก้าวไกลจึงห่างไกลจากหลักเกณฑ์ของ Venice Commission กำหนดไว้ในเรื่อง ยุบพรรคการเมือง ท่านไปเชิญเขามาท่านไม่อายเขาหรือครับ ท่านประธานครับ เชิญเขามา เพราะหวังว่าการจัดประชุมครั้งนี้จะอยู่ในเรดาร์ของโลก แต่การยุบพรรคก้าวไกลกลับทำให้ ศาลรัฐธรรมนูญอยู่บนจอเรดาร์ของโลกแทนการประชุม
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ การพิจารณาผลงานประจำปีของหน่วยงานใด เราคงไม่พ้นจะต้องดูคนในหน่วยงานนั้นด้วย เพราะคำว่า ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นชื่อองค์กร ไม่ใช่ตัวบุคคล เราจะต้องดูเข้าไปถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและเจ้าหน้าที่ธุรการทั้งหมด หากเป็นองค์กรที่เกี่ยวกับการตัดสินคดีให้คุณให้โทษแก่เรา เราก็ต้องดูการครองตน การมีจริยธรรมของคนในองค์กรนั้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อเรามาดูมาตรฐานจริยธรรมของศาลรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๖ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายถึงตัวบุคคล ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม เป็นอิสระ เป็นกลาง และปราศจากอคติ ขยายความมากกว่านั้นนะครับ ในวงการยุติธรรม ลองไปดูประมวลจริยธรรมของตุลาการดูบ้าง หน้าที่สำคัญของผู้พิพากษาคือการประศาสน์ความยุติธรรมแก่ผู้มีอรรถคดี ซึ่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์ เที่ยงธรรม ถูกต้องตามกฎหมายและนิติประเพณี ทั้งจะต้องแสดง ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนด้วยว่า ตนได้ประพฤติเช่นนั้นโดยครบถ้วน เน้นนะครับ ปฏิบัติต่อสาธารณชน นิติประเพณีที่คุ้นกันนั้นก็คือการกระทำ เช่น การออกคำสั่งของตุลาการ ต้องทำเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมของทุกฝ่าย ท่านประธานที่เคารพครับ เรามาดูว่า คนในองค์กรศาลทำตามมาตรฐานจริยธรรมของตนเองไว้หรือไม่ และคนในองค์กร ที่ถือเสมือนว่าเป็นผู้พิพากษาได้ยึดถือแนวทางปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมของตุลาการ โดยไม่มีอคติหรือไม่ การบรรยายในที่สาธารณะที่เผยแพร่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คนหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีเนื้อหาเยาะเย้ย เสียดสี เต็มไปด้วยอคติ ทวงบุญคุณพรรคก้าวไกล หรือพรรคประชาชนในขณะนี้ พูดจบก็หัวเราะร่วนไปด้วย การบรรยายในสาธารณะที่มีเนื้อหาเยาะเย้ย เสียดสี เต็มไปด้วยอคติ หลังจากที่คดีที่ตัวเอง ตัดสินแล้วนั้น ผมขอตั้งคำถามไปยังตุลาการทั่วประเทศผ่านท่านประธานว่า ท่านฟังตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญคนนี้พูดแล้วท่านคิดอย่างไรครับ บูรพตุลาการหรือตุลาการในอดีต ที่เคยสั่งสอนตุลาการมาหลายชั่วคน เคยสั่งสอนตุลาการรุ่นต่อ ๆ มาให้เยาะเย้ย เสียดสี หรือทวงบุญคุณกับตัวความในคดีที่ตัวเองตัดสินหรือไม่ครับ ท่านมีอคติหรือไม่ที่กล่าวเช่นนั้น ท่านมั่นใจได้อย่างไรครับว่า การตัดสินคดีในอนาคตจะไม่มีอคติต่อโจทก์และจำเลย การที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่งออกมาพูดเสียดสีและทวงบุญคุณตัวความหลังการตัดสิน เช่นนี้ ทำให้สถาบันตุลาการสั่นคลอน จริยธรรมตุลาการจะถูกตั้งคำถามจากประชาชน และที่สำคัญแล้วต้องไม่ลืมคือ ตุลาการหรือศาลทำหน้าที่ตัดสินนั้นได้กระทำลงภายใต้ พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ นับวันเราจะเห็นคนบางกลุ่มที่คอยชี้ว่าคนนั้น ไม่มีจริยธรรม คนนี้ไม่มีจริยธรรม ได้แสดงความคิดเห็นออกมาต่อสาธารณะ แทนที่จะให้ คนนับถือและเชื่อมั่นในสถาบันที่ตัวเองสังกัด กลับทำลายสถาบันที่ตนเองสังกัด แล้วที่ท่าน รายงานสภาว่าจะจัดบรรยายอีกหลายหน การพูดเยาะเย้ย เสียดสีเช่นนี้ ท่านรับประกัน ได้ไหมครับว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนอื่นกล้าพอที่จะตักเตือนจริยธรรม กันเองหรือไม่ครับ หรือระดับจริยธรรมของท่านอยู่ในระดับเดียวกัน ซึ่งยิ่งจะทำให้ความจำเป็น ในการแก้ไขกฎหมาย เพื่อลดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญหรือยุบศาลนี้ทิ้งไปเลย ท่านประธาน ที่เคารพครับ สรุปแล้วผมเห็นว่าผลงานในรายงานศาลรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงไม่ใช่กระพี้ครับ แต่เป็นแค่เปลือกเท่านั้น เพราะไม่ได้สะท้อนถึงผลงานด้านการยึดมั่นในหลักนิติธรรม หรือจริยธรรมที่องค์กรพึงมี นอกจากรายงานนี้เป็นการจัด Event ที่ใช้งบประมาณ ของแผ่นดินเท่านั้น ขอบคุณครับท่านประธาน