ดอกเตอร์วิลาสินี แจงบทบาท Thai PBS ผลักดันสื่อสาธารณะสร้างสังคมเข้มแข็ง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๖ กันยายน ๒๕๖๗

ดอกเตอร์วิลาสินี พิพิธกุล ชี้แจงต่อสภาในนาม Thai PBS เรื่องการดำเนินงานด้านสื่อสาธารณะ โดยครอบคลุมประเด็นการรายงานข่าวเพื่อสร้างสังคมเข้มแข็งต่อภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมบทบาทองค์กรท้องถิ่น การจัดกิจกรรม Hackathon แก้ปัญหาปลาหมอคางดำที่ทะเลสาบสงขลา รวมถึงการผลักดันวาระ Soft Power ผ่านสื่อที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่น ส่วนด้านเนื้อหารายการ ได้ย้ำความต่อเนื่องในการส่งเสริมสุขภาพจิต ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ความรุนแรงในครอบครัว และการพัฒนา Thai PBS World พร้อมยืนยันการสนับนักรายการเกษตรในสื่อสาธารณะ ส่วนด้านการบริหาร ได้อธิบายความแตกต่างของตัวเลขในรายงานการเงิน ข้อจำกัดด้านบุคลากรและงบประมาณ รวมถึงการปรับโครงสร้างองค์กรสู่ระบบเครือข่ายเฉพาะทางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมชี้แจงบทบาทของช่อง ALTV ที่แม้เรตติ้งยังต่ำแต่มีความจำเป็นต่อการเรียนรู้ของเด็ก และอยู่ระหว่างพัฒนาเนื้อหาผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลคู่ขนานกับโทรทัศน์ ด้านการวัดเรตติ้ง ได้เปิดเผยว่าเปลี่ยนมาใช้ดัชนี PSI Ranking ที่ประหยัดงบและครอบคลุมช่องดิจิทัลทุกช่อง พร้อมพัฒนาเครื่องมือ Quality Rating ร่วมกับสถาบันวิชา

รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ทุกท่านนะคะ ดิฉัน วิลาสินี พิพิธกุล ขอตอบในนามของ Thai PBS นะคะ ทีมงาน Thai PBS ทุกคนที่ตอนนี้ก็เฝ้าฟังการอภิปรายครั้งนี้อยู่นะคะ ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกสภา ทั้ง ๑๓ ท่าน ดิฉันคิดว่าวันนี้เป็นการอภิปรายแบบกัลยาณมิตร แล้วก็เป็นการให้คำแนะนำ ที่มีประโยชน์มาก ๆ นะคะ ดิฉันจะตอบในบางประเด็นนะคะ ซึ่งมีทั้งหมดด้วยกัน ๖ ประเด็น แล้วก็จะมีการขอให้ท่านผู้ร่วมชี้แจงตรงนี้ได้ตอบเฉพาะในบางเรื่องนะคะ

ประเด็นแรก ซึ่งก็เป็นประเด็นที่หลาย ๆ ท่านให้คำแนะนำ รวมทั้งให้คำชื่นชมว่า Thai PBS ทำดีอยู่แล้ว แต่ให้ทำดีมากขึ้น ดิฉันก็ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมในบางเรื่องตรงข้อนี้นะคะ ยกตัวอย่างเรื่องของภัยพิบัติหรือสิ่งแวดล้อม จริง ๆ แล้ว Thai PBS ให้สัดส่วนกับเนื้อหา เรื่องนี้สูงมากนะคะ การสำรวจเรื่องสัดส่วนรายการในแต่ละครั้งนี้ ก็ต้องเรียนว่าสัดส่วนด้านนี้ เรียกว่ามีพื้นที่ในการนำเสนอค่อนข้างมากนะคะ เรียนว่าตอนนี้แผนการทำเรื่องรายงาน สิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติของ Thai PBS จะมุ่งไปที่เรื่องของ Resilience Society ขออนุญาต ใช้ภาษาอังกฤษนะคะ พูดง่าย ๆ ก็คือเน้นไปที่จุดของการเตรียมคนในสังคมไทยให้พร้อม รับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ แต่ไม่ใช่แค่พร้อมแบบตั้งรับ เป็นเรื่องของการสามารถประเมิน และบริหารความเสี่ยงบนฐานข้อมูลได้ด้วยตัวเอง ที่สำคัญกรรมการนโยบายก็ฝากย้ำมาว่า ต้องทำให้องค์กรท้องถิ่นมีพลังในการบริหารจัดการตัวเองได้ เพราะที่สุดแล้วเรื่องภัยพิบัติ มันเป็นเรื่องของการบริหารจัดการในพื้นที่ ดิฉันคิดว่าเราจะไปในทิศนั้น แล้วก็การมุ่งเป้า เรื่องของการสร้างสังคมที่รู้เท่าทัน ปรับตัวเร็ว ฟื้นฟูเร็ว น่าจะเป็นเป้าหมายใหญ่ต่อไป ที่จะทำต่อเนื่องค่ะ เรียนเพิ่มเติมว่าแม้แต่เรื่องภัยพิบัติน้ำท่วมที่เกิดขึ้นตอนนี้ โดยเฉพาะ การฟื้นฟูที่เชียงราย วันพรุ่งนี้ Thai PBS จะมีเวทีใหญ่ที่เชียงราย มีการหารือแบบมีส่วนร่วม มาก ๆ กับทุกภาคส่วนนะคะ ทั้งภาคราชการ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ เพื่อมาร่วมกัน หาทางออกว่า เราจะจัดการวิกฤติโคลนและขยะที่ดิฉันกล่าวไปแล้วตอนต้นอย่างไร ถ้าท่านสมาชิกสนใจก็อาจจะเข้าร่วมและติดตามได้นะคะ

เช่นเดียวกับอีกเรื่องหนึ่ง ขอยกตัวอย่างค่ะ เรื่องปลาหมอคางดำ ถึงแม้อย่างที่บอกนะคะ มีรายงานออกมาแล้วจากท่านอนุกรรมาธิการ วันนี้ที่เรา กำลังประชุมกันอยู่นี้และวันพรุ่งนี้ ๒ วัน Thai PBS จับมือกับภาควิชาการ ภาคสังคม และกรมประมง จัดกิจกรรมที่เราเรียกว่า Hackathon เราใช้ชื่อว่า Hack วิกฤติปลาหมอคางดำ : แลเลสาบสงขลา จัดที่สถาบันทักษิณคดีศึกษา ตอนนี้เลยค่ะ เพื่อจะร่วมกันเสนอนวัตกรรม และโครงการที่เป็นไปได้ ว่าเราจะมาช่วยกันพัฒนาทั้งความรู้และอื่น ๆ เรื่องของวิกฤติ แบบปลาหมอคางดำไปได้อย่างไร คือมองไปข้างหน้าแล้วนะคะ และเหตุที่ไปเลือกจัดที่ ทะเลสาบสงขลา เพราะว่าเป็นพื้นที่สุดท้ายที่พบการระบาดของปลาหมอคางดำที่ไกลที่สุด จากจุดแรกที่พบที่จังหวัดสมุทรสงคราม อันนี้เป็นตัวอย่างที่ดิฉันอยากเสริมขึ้นมาค่ะว่า งานแบบ Thai PBS นั้นไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่สถานการณ์การรายงานข่าวใครพูดอะไร แต่พยายามเป็นตัวกลางที่ไปเปิดพื้นที่ชวนทุกฝ่ายมาร่วมกันหาทางออกอย่างที่เรียนไปแล้ว นะคะ

ประเด็นที่ ๒ ที่ทุกท่านชื่นชมและย้ำเรื่องของวัฒนธรรม เรื่องของ Soft Power ปี ๒๕๖๗ นี้ที่กำลังดำเนินการอยู่ เราประกาศเรื่อง Soft Power เป็น Core Agenda หรือวาระหลักขององค์กร โดยเราใช้ชื่อเรียกภาษาไทยว่า สะพานเชื่อมทุนทางวัฒนธรรม เพราะเราเชื่อว่าเรื่องนี้มันต้องมีสื่อที่ไปช่วยกันยกระดับศักยภาพ ความภาคภูมิใจ ของวัฒนธรรมในพื้นที่ วัฒนธรรมชนเผ่าและของทุกกลุ่มให้ได้มีโอกาสเชื่อมต่อกับโอกาส ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้นไปก็ตาม ซึ่ง Thai PBS ใช้ทุกสรรพกำลัง ในองค์กรในการผลักดันเรื่องนี้นะคะ แล้วก็คงจะทำต่อไปในมิตินี้แน่นอน แล้วก็ยินดี ที่จะเชื่อมกับคณะกรรมการ แล้วก็ทุกภาคส่วนค่ะ

เรื่องสุขภาพจิตอย่างที่ท่านได้กล่าวขอบคุณว่า Thai PBS ทำ เรายังทำต่อ ปีหน้าก็ยังไม่หยุดค่ะ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ Thai PBS ไม่ได้ทำเรื่องสุขภาพจิต เพียงแค่การทำรายการ สร้างแรงบันดาลใจหรือให้ทักษะ จริง ๆ เราจัดกิจกรรม Hackathon เหมือนกันค่ะ จัดไปแล้ว คือชวนคนมาออกแบบกันว่าเราจะ Hack ใจกันได้อย่างไร และตอนนี้เรากำลังทำกิจกรรมที่ดึงหลายหน่วยงานมาค่ะ เราใช้ชื่อโครงการว่า Happyland แดน (เคย) สุขใจ คือตั้งคำถามว่าเราจะนำแดนสุขใจของประเทศไทยที่ทุกคนเคยอยู่กัน อย่างมีความสุขกลับคืนมาได้อย่างไร เป็นการจัดกิจกรรมแบบบวก ๆ ได้คำแนะนำที่ดีมากนะคะ อันนี้เป็น ๓-๔ ตัวอย่าง ดิฉันขออนุญาตกล่าวตรงนี้นะคะ

เรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เราก็ทำมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเช่นเรื่องของ จากรากสู่เรา รากสุวรรณภูมิอะไรต่าง ๆ ที่ทำให้คนสืบค้นรากเหง้าตัวเอง จะทำต่อเนื่อง แน่นอนนะคะ เรื่องความรุนแรงในครอบครัว ดิฉันคิดว่าเป็นประเด็นที่ดีแล้วก็จะขอรับไว้ ในการดูประเด็นนี้ให้เข้มข้นมากขึ้น

ประเด็นเรื่องแนะนำให้ Thai PBS World ซึ่งมีอยู่แล้วยกระดับตัวเอง เป็นเหมือนพื้นที่ในการนำไทยไปสู่โลกแล้วก็ทำในเรื่องของวัฒนธรรม เรื่องภาพลักษณ์ ประเทศด้วย ดิฉันคิดว่า Thai PBS World ได้ทำอยู่บ้างแล้ว แต่น่าจะนำเรื่องนี้ไปพิจารณา เพิ่มเติมมากขึ้นค่ะ อันนี้เป็นภาพรวม ๆ ดิฉันขอสรุปในเบื้องต้น

อีกเรื่องหนึ่งคือรายการเกษตรนะคะ เรียนว่าถึงแม้จะอยู่ในผังที่ท่าน สส. ได้กรุณากล่าวถึงนะคะ เรายังมีรายการเกษตรแทรกอยู่ในหลาย ๆ ช่วงเวลาค่ะ เช่น รายการ จับตารอบทิศ รายการทุกทิศทั่วไทย แต่จะขอรับข้อเสนอแนะของท่านไว้นะคะว่า ควรจะจัด ผังรายการกลุ่มเกษตรตรงไหนอีกบ้างค่ะ นั่นคือประเด็นแรกที่ขอพูดถึงนะคะ

ประเด็นที่ ๒ เรื่องบุคลากรที่มีท่าน สส. กรุณาถาม ดิฉันต้องย้ำอย่างนี้ค่ะว่า ตัวเลขที่ท่านถามว่าทำไมไม่ตรงกันระหว่างตัวเลขในรายงานผู้สอบบัญชีกับตัวเลข ที่อยู่ในรายงานประจำปี ๒๕๖๖ นั้น ต่างกันอยู่ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์เศษ ตรงนี้เป็นค่าใช้จ่าย ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร แล้วก็เงินที่เป็นผลประโยชน์ของพนักงาน ซึ่งเราแยกเอาไว้ อีกหมวดย่อยหนึ่ง แต่ถ้ารวมกันแล้วก็เป็นอย่างที่ท่านคำนวณออกมา แต่อยากย้ำตรงนี้ค่ะว่า ไม่ว่า Thai PBS จะขยายบริการหรือพัฒนางานในรูปแบบอื่น ๆ ต่อไปมากขึ้น แต่หลักการ ที่พวกเราทุกคนตระหนักกันดีและยอมรับว่าเป็นความกดดันและความท้าทาย ของการบริหารอย่างยิ่งก็คือเราไม่ได้สามารถจะเพิ่มจำนวนบุคลากรได้มากไปกว่านี้ เราพยายามจะดูแลรักษา แล้วก็เสริมศักยภาพบุคลากรของเราให้เขาอยู่ได้อย่างมีความสุข และทำงานได้อย่างเต็มที่นะคะ ที่สำคัญเงินเดือนบุคลากรในแต่ละปีนั้นเพิ่มขึ้นแค่ประมาณ ๑.๘ เปอร์เซ็นต์ เทียบเงินเดือนบุคลากรปีต่อปี ซึ่งถือว่าต่ำมากถ้าเทียบกับเงินเดือนด้านนี้ ในหน่วยงานทั่วไปนะคะ อันนี้ต้องขอบคุณพนักงาน Thai PBS จริง ๆ ที่เข้าใจและร่วมรับ ความท้าทายนี้ไปกับผู้บริหารนะคะ ดังนั้นมันก็เลยมาถึงคำถามเรื่องโครงสร้างที่ท่านถามว่า ทำไมโครงสร้างมันเริ่มออกแนวระนาบมากขึ้น จะมีผู้บริหารเพิ่มขึ้นหรือเปล่า ดิฉันเรียนว่า มันเป็นการจัดองค์กรให้มีความคล่องตัว เรามองว่าในอนาคตทีมงานต่าง ๆ ของ Thai PBS ควรจะมีรูปแบบเป็น Cluster เพื่อทำให้เขาคล่องตัวทำงานได้เร็วขึ้น แล้วก็มีความพร้อม มากขึ้นในการตอบรับกับสถานการณ์ปัญหาต่าง ๆ อาจจะเป็นทีมเฉพาะที่เชี่ยวชาญ ในแต่ละประเด็น ทีมวัฒนธรรม ทีมนโยบายสังคม ทีมเรื่องเด็กอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นต้นนะคะ ก็เรียนว่าเป็นแนวการจัดโครงสร้างเพื่อเสริมศักยภาพคนทำงานให้เติบโตและแข็งแรงขึ้น แล้วก็จะพยายามดูแลงบประมาณส่วนนี้ไม่ให้มากเกินไปค่ะ

ประเด็นที่ ๓ มีท่านแสดงความเป็นห่วงเรื่อง ALTV ที่เป็นช่องทีวีอยู่ตอนนี้ว่า จะเอาอย่างไรต่อไป ดิฉันขอตอบสั้น ๆ นะคะว่า ถึงแม้ช่องนี้จะมีคนดูไม่มาก แต่อย่างที่เรียน มันเป็นภารกิจของสื่อสาธารณะที่ใช้ภาษีประชาชนที่ต้องทำและตอบสนองเนื้อหาเรื่องการเรียนรู้ ของเด็กนะคะ แต่อยากเรียนว่าถึงคนดูไม่เยอะแต่เป็นช่องทีวีที่อัตราส่วนการเติบโต ของ Rating สูงนะคะ คืออย่างที่บอก อย่างการวัดล่าสุดก็คือจำนวน Rating โตขึ้น ๘ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ภาพรวมของอุตสาหกรรมสื่อทีวีนั้นจำนวนคนดูและ Rating ลดลง ๒๒ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นการสะท้อนว่าคนเริ่มหันกลับมาสนใจสื่อเฉพาะทางมากขึ้น ดิฉันเชื่อว่าถ้า ALTV วางแผนให้ดีต่อไปเราก็น่าจะมีคนดูเข้ามามากขึ้นนะคะ ดิฉันเรียนว่า สิ่งที่เราเตรียมตัวอยู่ตอนนี้คือใบอนุญาตถาวรของ ALTV จะสิ้นสุดในปี ๒๕๗๓ นะคะ สิ่งที่ตอนนี้ฝ่ายนโยบายและฝ่ายบริหารเตรียมแล้วก็คือเตรียมทำการศึกษาค่ะ เพื่อประเมินว่า เราจะบริหารช่องนี้อย่างไรนะคะ แล้วจริง ๆ ระหว่างนี้เราก็มีการ Explore ความเป็นไปได้ หรือแม้แต่ทดลองทำงานรูปแบบใหม่ ๆ เช่น ผลิตเนื้อหาการเรียนรู้ในรูปแบบ Microsite ที่อยู่ในเว็บไซต์อยู่ในพื้นที่ Social Media ต่าง ๆ ของ Thai PBS เพื่อเป็นเรื่องเฉพาะ เช่น ความรู้เรื่องคณิตศาสตร์ เรื่องวิทยาศาสตร์ เพื่อทำให้พ่อแม่ ครู แล้วก็เด็ก ๆ ได้เข้ามาเรียนรู้ ได้เร็วขึ้น แล้วก็จับมือกับหลักสูตรที่เราเรียกว่ากลุ่ม Education Tech เพิ่มมากขึ้น อันนี้ ก็เป็นการเตรียมพร้อมตัวเองนะคะ แต่อย่างไรเสียยืนยันว่าเราจะบริหารงบประมาณ ของ ALTV ให้อยู่ภายใต้เพดานที่ท่าน สส. ก็พูดมานี่ละคะว่าดูเหมือนเพดานจะจำกัด ก็จะบริหารให้ได้นะคะ

ประเด็นถัดไปที่มีท่านถามเรื่อง PSI Ranking ต้องเรียนว่าการใช้ PSI Ranking นี้ เป็นเครื่องมือที่เรามีอยู่ตอนนี้ เพราะว่า Thai PBS ไม่ได้ใช้เครื่องมือวัด Rating เหมือนที่ กสทช. หรือทีวีช่องอื่นใช้ แต่เทียบเคียงกันแล้วอยู่ในระดับเท่ากันและใกล้เคียงกันมาก สามารถใช้ประกอบกันไปได้ PSI Rating เป็นเครื่องมือการวัดแบบกึ่ง Real Time วัดได้ในทุก ๆ ๑๐ นาที แล้วก็เก็บข้อมูลเฉลี่ยต่อวันที่ประมาณเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ เครื่อง ไม่นับซ้ำต่อวันนะคะ และที่สำคัญเป็นเครื่องมือวัดการรับชมที่สะท้อนพฤติกรรมจริง อย่างที่บอก กึ่ง Real Time จริง ครอบคลุมโทรทัศน์ดิจิทัลทุกช่องแล้วก็แสดงผลแบบพื้นที่ได้ด้วย อันนี้ก็เป็นข้อดีที่ทำไม Thai PBS ใช้เครื่องมือนี้ และที่สำคัญงบประมาณต่ำกว่าอีกเครื่องมือหนึ่ง กว่าเท่าตัว อันนี้ก็เป็นการบริหารจัดการงบประมาณภาษีประชาชนให้ประหยัดนะคะ และการรับชม ตอนนี้ต้องบอกว่าตัวเลขของ กสทช. เองคนไทยยังดูทีวีผ่านดาวเทียม อยู่ที่เกือบ ๔๘ เปอร์เซ็นต์ ดูผ่านโทรทัศน์ภาคพื้นดินที่เป็นกล่องดิจิทัลของ กสทช. อยู่ประมาณ ๓๘ เปอร์เซ็นต์นะคะ แต่แน่นอนค่ะ ถึงแม้เราจะรู้ว่าเรามีข้อจำกัดตรงที่ไม่ได้ใช้ Rating ตรงนี้นะคะ Thai PBS ก็พัฒนาเครื่องมือวัด Rating ที่เรียกว่า Quality Rating ร่วมกับสถาบันวิชาการหลายแห่ง เพื่อที่จะเอาเครื่องมือนี้มาเสริมเข้าไปและสามารถสะท้อน และประเมินผลการทำงานได้ อันนี้เป็นภาพรวมนะคะ

ถัดไปประเด็นที่หลายท่านฝากเรื่องของความเป็นกลางนะคะ ก่อนอื่น ดิฉันต้องขอบคุณที่ทุกท่านก็ยังเห็นว่า Thai PBS ยึดมั่นในเรื่องนี้และเป็นกลางนะคะ และจริง ๆ แล้ว ผลประเมินทุก ๆ ปีของ Thai PBS ก็ค่อนข้างสะท้อนและตอบรับเรื่องนี้ว่า เราเป็นสื่อที่นำเสนอแบบตรงไปตรงมานะคะ แต่สิ่งที่ท่านฝากไว้ดิฉันจะกลับไปเน้นย้ำกับ กองบรรณาธิการข่าวมากขึ้น และต้องขอบคุณที่ท่านบอกว่ายินดีรับเชิญ Thai PBS ไปร่วมออกนะคะ จริง ๆ แล้วขออนุญาตเรียนนิดหนึ่งนะคะว่า ไม่ว่าท่านใดจะออกมา แจงข่าวหรือชี้แจงหลังจากนั้น Thai PBS ก็มีการติดตามนำเสนอตลอดนะคะ ข่าวของ ท่าน สส. ที่ท่านได้พูดนั้นก็มีข่าวออกในวันรุ่งขึ้นค่ะ อันนี้เป็นการยกตัวอย่างนะคะ แต่โดยสรุปค่ะ เรื่องนี้เรามีอนุกรรมการพิจารณารับเรื่องร้องเรียนที่จะเป็นอีกช่องทางหนึ่ง ในการสอบสวนหรือในการพิจารณาการทำหน้าที่ของ Thai PBS ดิฉันคิดว่าอันนี้ก็เป็นกลไก ที่จะช่วยทำให้เรามั่นใจในเรื่องนี้มากขึ้นนะคะ

ขออีกนิดเดียวนะคะเรื่องงานวิจัย เรามีงานวิจัยแบบ Content Analysis ที่ติดตามทุก ๆ ครั้งที่ Thai PBS ทำประเด็นใหญ่ ๆ อันนี้งานวิจัยก็ไม่ได้หลอกอยู่แล้วนะคะ ยกตัวอย่างเรื่องเลือกตั้งที่ผ่านมานะคะ ปี ๒๕๖๖ ก็ยืนยันว่า Thai PBS เป็นสื่อเดียว ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะพรรคเล็ก และที่สำคัญก็คือมีข้อมูล มีเสียง มีแหล่งข่าวจากทุกภาคส่วนค่อนข้างครบถ้วนที่สุด และครอบคลุมพื้นที่มากที่สุดนะคะ แต่ก็จะขอรับข้อเสนอของทุกท่านไว้ค่ะ อีก ๓ ประเด็นสั้น ๆ ดิฉันจะขอให้ คุณอนุพงษ์ ช่วยตอบเรื่องของการบริหารจัดการ MUX ที่กำลังจะหมดอายุในปี ๒๕๗๑ และปี ๒๕๗๒ แล้วก็ขอให้คุณกนกพร ผู้อำนวยการสื่อดิจิทัล ตอบเรื่อง VIPA แล้วสุดท้ายเป็นคุณสุวรรณา ที่จะตอบชี้แจงเรื่องของรายงานการสอบบัญชีของ สตง. แล้วก็จะขอจบด้วยการขอเรียน ท่านอาจารย์อนุสรณ์ ธรรมใจ กรรมการนโยบาย เป็นผู้กล่าวสรุปค่ะ ขอบพระคุณค่ะ