โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ชี้แจงถึงกระบวนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ใช้เวลานานถึง 8 เดือนจากการประชุม 36 ครั้ง พร้อมบูรณาการข้อเสนอจาก 5 ร่างกฎหมายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความเหมาะสมก่อนเสนอเข้าสู่สภา โดยย้ำความจำเป็นในการให้ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรดูแลกฎหมายคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 10 ปี โดยไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย และยืนยันการใช้คำว่า "สภา" แทน "สมัชชา" ว่าสอดคล้องกับบทบาทของศูนย์ ไม่เกิดความซ้ำซ้อน และส่งเสริมการคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์อย่างมีประสิทธิภาพ
ขอบคุณครับ เรียนท่าน ประธานสภา ผม โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ อดีตเป็นผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ก็เป็นกรรมาธิการที่ได้ช่วยดูในกระบวนการที่มีการปรับแก้ร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งมีการเสนอร่างเข้ามาถึง ๕ ฉบับด้วยกัน การที่มีร่างถึง ๕ ฉบับนี้ ก็จำเป็นที่จะต้องนำเอาความเห็นในทุก ๆ ร่างมาบูรณาการ แล้วก็พิจารณาประกอบกัน เพื่อที่จะปรับแก้ ก็เป็นสาเหตุว่ามีการปรับแก้มาก เนื่องจากร่างต่าง ๆ ก็มาจากพื้นฐาน วิธีคิด และการออกแบบที่แตกต่างกัน แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นในกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ก็ได้ใช้เวลาอยู่ค่อนข้างมากนะครับ ร่างฉบับนี้พิจารณาต่อเนื่องกันมามีการประชุมถึง ๓๖ ครั้ง แล้วมีการใช้เวลาถึงประมาณ ๘ เดือน ในการค่อย ๆ นำเอาความเห็นที่แตกต่างกัน มาถักทอร้อยกันเป็นพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งในกระบวนการพิจารณาก็มีการนำเอา หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจำนวนมากเข้ามาช่วยให้ความเห็น แล้วก็ช่วยมองถึง ความเหมาะสม ผมอยากจะขอเรียนชี้แจง ๓ ประเด็น ที่ท่านชลน่าน ขออภัยที่เอ่ยนามครับ ที่ท่านได้สอบถามมา
ประการที่ ๑ ก็คือว่า เรื่องของการปรับที่จะให้ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เป็นผู้ดูแลกฎหมายฉบับนี้ เป็นการพิจารณาที่มีการถกเถียงกันอยู่ พอสมควร แต่ว่าเนื่องจากภารกิจที่มีการดำเนินการอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็น การประชุมคณะกรรมการต่าง ๆ หรือว่าการจัดประชุมสภากลุ่มชาติพันธุ์ เป็นภารกิจ ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลา ๑๐ ปี นับตั้งแต่ มีมติ ครม. เรื่องเกี่ยวกับการให้การคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การ มหาชน) ก็เป็นเลขานุการของคณะกรรมการหลายชุดในการแก้ปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง-ชาวเล หรือในกรณีอื่นใดก็ตามนะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนที่มีการดำเนินการนี่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้ดำเนินการอยู่แล้ว เพียงแต่การมีกฎหมายฉบับนี้ก็จะทำให้การดำเนินการของศูนย์ มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) มีกฎหมายรองรับ แล้วก็มีกระบวนการและขั้นตอน ที่ชัดเจนขึ้น ในส่วนของบทบาทของศูนย์ว่า กฎหมายรองรับการดำเนินการที่จะมาเป็น เลขานุการหรือเปล่า คณะกรรมาธิการก็ไม่ได้นิ่งนอนใจนะครับ ได้เชิญทางผู้แทนจาก ก.พ.ร. เข้ามาชี้แจง ซึ่งท่านก็ได้ชี้แจงให้เห็นว่า องค์การมหาชนจำนวนหนึ่งก็ได้ทำหน้าที่ คล้ายคลึงกันในแบบนี้ ไม่มีกฎหมายที่จะเป็นข้อห้ามที่เอามาดำเนินการ แล้วก็สนับสนุน ให้องค์การมหาชน ซึ่งส่วนใหญ่ที่ทำงานกันก็ยังไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนในระดับนโยบายได้ ในศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ดำเนินการเรื่องนี้ ทาง ก.พ.ร. จึงให้การสนับสนุน เพื่อที่จะให้เราดำเนินการ ในขณะเดียวกันก็มีการประเมินเรื่องค่าใช้จ่าย อยากจะเรียนว่า ที่ได้มีการพูดถึงเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มเติมมากขึ้น ผมอยากจะเรียนว่ากิจกรรมเหล่านี้ ส่วนหนึ่งก็มีการดำเนินการอยู่แล้ว เช่น การประชุมสภากลุ่มชาติพันธุ์ ณ ปัจจุบันนี้ก็มี การประชุมเป็นประจำทุกปีอยู่แล้วนะครับ ด้วยงบประมาณในส่วนหนึ่งซึ่งศูนย์สนับสนุนให้ไป อีกส่วนหนึ่งก็แสวงหาการสนับสนุนจากแหล่งต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเรื่องค่าใช้จ่ายในทาง ก.พ.ร. เมื่อเราเริ่มดำเนินการเรื่องนี้ ก็มีการเรียกไปชี้แจงว่า จะมีการใช้ค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น หรือไม่ หรือทางผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็คอยทักท้วงไว้ว่า การตั้งให้มี คณะกรรมการหลายชุดเกินความจำเป็น ก็ไม่ควรจะให้มีอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้ก็เลยมีการปรับ แล้วก็ลดเพื่อไม่ให้มีภาระมากจนเกินไปนะครับ
ในประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะเรียนชี้แจงก็คือว่า การใช้คำว่า สภา มาแทนคำว่า สมัชชา ซึ่งเป็นร่างเดิมนะครับ ก็มีการอภิปรายกันในลักษณะที่หลากหลาย แล้วก็มีข้อสรุป คล้ายคลึงกันว่า สมัชชานี่อาจจะเป็นกลไกหรือกระบวนการซึ่งสภาจะใช้ในการทำงาน ต่อเนื่องไปในอนาคต แล้วสภาเองก็ไม่ได้ต้องการที่จะให้มันเหมือนกับสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่ามองไปว่ามันจะเป็นลักษณะเดียวกับสภาองค์กรของผู้บริโภค หรือว่าสภาสังคม สงเคราะห์แห่งประเทศไทย หรือว่าสภาซึ่งเป็นที่ที่ผู้คนมาแลกเปลี่ยน เสนอแนะ ให้ความคิดเห็น หรือช่วยกันหาแนวทางในการดำเนินงาน เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิต กลุ่มชาติพันธุ์ ส่วนเรื่องสิทธินั้นก็ไม่ได้มีสิทธิมากไปกว่าระบบปกติที่เป็นกรรมการชุดต่าง ๆ ที่ทางราชการดำเนินการ ก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อเป็นสภาแล้วก็จะมีสิทธิเหมือนกับเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีสิทธิในด้านต่าง ๆ แตกต่างออกไปจากกรรมการปกติ ที่หน่วยราชการหรือกฎหมายต่าง ๆ ให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติ เพราะฉะนั้นในแง่นี้ ก็อยากจะเรียนว่า ทั้งตัวการออกแบบ กลไกการทำงานก็ได้คำนึงถึงความเป็นไปได้ ไม่เป็นภาระมากจนเกินไป ทั้งภาระในเรื่องภาระงาน แล้วก็ภาระเรื่องงบประมาณ รวมทั้ง สอดคล้องกับบทบาทของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ซึ่งได้ดำเนินการ ในเรื่องนี้มามากกว่า ๑๐ ปีแล้วนะครับ แล้วก็ได้ช่วยแก้ปัญหาของพี่น้องชาติพันธุ์ในลักษณะ ที่อะลุ่มอล่วยต่อกันมาได้เป็นอย่างดี ส่วนในเรื่องของกลไกต่าง ๆ ก็ได้มีการพิจารณาว่า เป็นกลไกที่สามารถดำเนินการได้ ไม่เป็นภาระมากจนเกินไป แล้วก็สามารถที่จะนำไปสู่ การส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ได้ โดยไม่เป็นปัญหาในการปฏิบัติ กลไกต่าง ๆ ได้รับการออกแบบ มีการหารือกับหน่วยงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ เชิญมาเพื่อร่วมกันชี้แจงและหาทางออก ก็คิดว่าถ้าหากว่าเป็นไปได้ร่างฉบับนี้ที่ได้ลงแรงทำกันมา ก็ตั้งใจทำกันมาอย่างรอบคอบครับ แล้วก็ได้พิจารณาถึงแง่มุมมิติต่าง ๆ อย่างครบถ้วน ถ้าหากว่าสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ จะได้พิจารณาในเรื่องนี้ตามที่คณะกรรมาธิการได้ยกร่างมาก็น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีครับ ที่เราจะสร้างกฎหมายขึ้นมา เพื่อที่จะโอบรับนับรวมพี่น้องชาติพันธุ์ทั้งหลายให้มีความรู้สึกว่า เราใส่ใจกับสิทธิและวิถีชีวิต ซึ่งกำลังถูกคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นทุกทีครับ ขอบคุณครับ