ศักดิ์ดา ชี้แจงบทบาทชนเผ่าพื้นเมือง ยันจำเป็นต้องมีกฎหมายรับรองสิทธิ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๕ กันยายน ๒๕๖๗

ศักดิ์ดา แสนมี่ ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับความหลากหลายและบทบาทของชนเผ่าพื้นเมืองที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาและปกป้องประเทศมาโดยตลอด พร้อมผลักดันให้มีการรับรองสิทธิและนิยามความเป็นชนเผ่าพื้นเมืองในกฎหมายอย่างชัดเจน เพื่อคุ้มครองวิถีชีวิต วัฒนธรรม และส่งเสริมความมั่นคงของการปกครองโดยไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง

นายศักดิ์ดา แสนมี่ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ศักดิ์ดา แสนมี่ กรรมาธิการ ในสัดส่วนภาคประชาชนที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองนะครับ ก่อนอื่นต้องขอบคุณทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ ที่พยายามอธิบายให้เห็นถึง ความหลากหลายของสังคมไทย แต่อย่างไรก็ตามวันนี้ผมอาจจะขออนุญาตขอชี้แจงข้อมูล ที่เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมืองให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบร่วมกันว่า ในอดีตที่ผ่านมา เราเองก็คงจะคุ้นเคยการเรียกชื่อกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมที่มีความแตกต่างจากความเป็น วัฒนธรรมแบบเดียว อาจจะวัฒนธรรมแบบไทยที่เราบอกว่า วัฒนธรรมภาคกลาง ซึ่งตรงนี้ อาจจะถูกเรียกว่า เป็นชาวเขา ชาวไทยภูเขา อันนี้ทางภาคเหนือ หรือว่าจะเป็นชาวเลทางภาคใต้ หรือชาวอุบลทางภาคอีสาน ถ้าเราจะดูว่าคนเหล่านี้เราจะเห็นว่า มีความหลากหลาย ซึ่งจนในที่สุดเมื่อเราเห็นความหลากหลายเหล่านี้ มันเป็นเรื่องของความสวยงาม แล้วก็ เป็นความหลากหลายบนวิถีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย เช่นกัน ในที่สุดเราก็มีการยอมรับเรื่องของการระบุตนเองว่า เป็นชนเผ่าพื้นเมือง เมื่อมี การรวมตัวกัน การรวมตัวกันนี่ผมคิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่อยากให้เห็นว่า เพื่อจะต้องการให้เข้ามา มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของตัวเอง รวมไปถึงเรื่องของการสนับสนุนในการขับเคลื่อน นโยบายของรัฐที่จะไปสู่การแก้ปัญหาให้ตรงจุดนะครับ ทีนี้ชนเผ่าพื้นเมืองก็เลยเป็นสิ่งที่เราไม่ได้จินตนาการว่า เราอยากเป็น แต่เป็นตัวตนของเรา ประมาณ ๒๐ ปีแล้วนะครับ จนถึงปี ๒๕๕๐ เองเราก็มีการจัดตั้งเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมือง ประเทศไทย อันนี้มันจะสะท้อนถึงว่า ในประเทศไทยมีกลุ่มที่ดั้งเดิมติดแผ่นดินหลากหลาย ถ้าเราระบุเป็นชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ จะเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นทางภาคใต้เลยนะครับ พี่น้องมานิ พี่น้องมอแกน อุรักลาโว้ยทั้งหลายที่อยู่ภาคใต้ รวมทั้งมีประวัติศาสตร์ในการอธิบายตัวตน ของตัวเองที่ติดแผ่นดินมายาวนานหลายร้อยปี ในส่วนที่เป็นทางภาคกลาง ตะวันออก ตะวันตก นี่ก็มีมากมาย รวมทั้งพี่น้องไทยทรงดำ อาจจะมีประวัติศาสตร์หลายร้อยปีแล้ว เป็นพี่น้อง มอญ ชอง อย่างนี้เป็นต้น หรือว่าทางภาคอีสานเราก็จะมีหลากหลายมาก พี่น้องกูย พี่น้อง กะเลิง รวมไปถึงญัฮกุร ถ้าเป็นทางภาคเหนือก็มีมากมายที่หลายท่านได้เกริ่นได้กล่าวถึงครับ เรื่องของที่เราเรียกว่า เป็นกะเหรี่ยงมละบริ หรือพี่น้องลัวะ กลุ่มเหล่านี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ประเทศไทยมีกลุ่มที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองติดแผ่นดินจริง ๆ มีความหลากหลายทางกลุ่ม ชื่อเรียกในกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ทั้งหมดเราเป็นชนเผ่าพลเมืองด้วยกันนะครับ

ข้อเท็จจริงที่ ๒ ผมอยากจะเรียนว่า การเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ที่จริงแล้ว การเป็นส่วนหนึ่งมันเป็นอยู่แล้วตั้งแต่ประวัติศาสตร์ แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งในลักษณะของการ เป็นส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศชาติว่า ไม่ว่าจะเป็นถ้าเราไปดูประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัย อยุธยาก็จะมีกล่าวถึงพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่มที่ร่วมรบกับทหาร เป็นทหารด้วยนะครับ ร่วมรบในสงครามต่าง ๆ ที่เราปกป้องผืนแผ่นดิน ไปจนถึงการเป็นกลุ่มบุคคลที่ยืนยันตัวตนว่า เป็นคนไทยเพื่อที่จะปกป้องผืนแผ่นดินไทย ไม่ว่าจะอยู่ตามเกาะแก่ง หรือว่าจะเป็นชายแดน ทั้งหลาย สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เห็นข้อเท็จจริงว่า ชนเผ่าพื้นเมือง ได้มีตัวตนจริง ๆ อยู่ในผืนแผ่นดินไทย แล้วก็อยู่ในพื้นที่ที่เราจะสามารถช่วยยืนยันความเป็น ตัวตนได้อย่างชัดเจนนะครับ จนทำให้เราทุกวันนี้เป็นส่วนหนึ่งหรือว่าทำให้ประเทศไทยเรา มีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่เรียกตัวเองว่า เป็นชนเผ่าพื้นเมือง อยู่นะครับ

ในข้อเท็จจริงที่ ๓ ที่ผมอยากจะพูดถึงในกฎหมายที่หลายท่านได้พูดถึงว่า ในร่างกฎหมายฉบับนี้เองเหตุที่เรามีนิยาม ชนเผ่าพื้นเมือง ด้วยเหตุความจำเป็น เนื่องจากว่า ชนเผ่าพื้นเมือง เป็น Subset ในแง่ความหมายของกลุ่มชาติพันธุ์ตามที่นิยามไว้ ซึ่งเป็นไปตาม ความเห็นของคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ อันนี้ก็เป็นตัวอธิบายว่า เมื่อเราเป็นส่วนหนึ่ง แต่เนื่องจากว่าถ้าเราไม่มีคำนิยามเฉพาะประเด็นชนเผ่าพื้นเมือง อาจจะทำให้การใช้กฎหมาย ที่จะไปทำหน้าที่ในการคุ้มครองส่งเสริมสิทธิ ก็ไม่สามารถที่จะทำได้ชัดเจน ก็เลยมีการกำหนด บทนิยาม การกำหนดบทนิยามไม่ได้หมายถึงว่า จะไม่ได้เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในความหมาย ของในร่างกฎหมายฉบับนี้นะครับ อันนี้จะเป็น ๒-๓ ข้อเท็จจริง ที่อยากจะเรียนให้ทุกท่าน ได้รับทราบ

ทีนี้ในประเด็นเรื่องของความจำเป็นผมคิดว่า นอกจากสิ่งเหล่านี้เราจะเห็น ความจำเป็นหลายประการนะครับ

ความจำเป็นแรก ในเรื่องของกฎหมายนี้เราจะรับรองสิทธิทางวัฒนธรรม ถ้าเราไม่กำหนดความเป็นตัวตนของชนเผ่าพื้นเมืองแล้ว การที่จะส่งเสริมคุ้มครองให้เขา สามารถดำรงวิถีวัฒนธรรมตัวเองได้ ก็จะขาดพลัง ขาดการมีความสำคัญในเรื่องของการ รับรองสิทธิทางวัฒนธรรมที่สำคัญนะครับ

ความจำเป็นที่ ๒ เพื่อจะให้เกิดการยอมรับว่า ในประเทศไทยมีความหลากหลาย กลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งในส่วนนี้ก็จะเป็นชนเผ่าพื้นเมือง แสดงถึงว่ากฎหมายนี้ได้มีความพยายาม ที่จะโอบรัดกลุ่มทุกกลุ่มของคนที่อยู่ในประเทศไทยที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ที่เรียกตัวเองว่า เป็นชนเผ่าพื้นเมืองเข้ามาอยู่เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมาย หมายความว่ากฎหมายจะทำหน้าที่ ในการปกป้องคุ้มครองด้วยนะครับ

ความจำเป็นที่ ๓ สิ่งที่เราบัญญัติไว้ในกฎหมาย เมื่อกฎหมายนี้ถูกบังคับใช้ เราเชื่อว่า จะเป็นหลักประกันที่สำคัญที่สามารถที่จะทำให้นิยามนี้ มันมีชีวิตจริง ๆ หมายความว่า จะสามารถที่จะนำไปสู่การมีกลไก กระบวนการคุ้มครองสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองที่เป็นของจริง ไม่ใช่เป็นไปตามที่หลายท่านกังวลว่า เราพยายามสถาปนาหรือว่ากำหนดความเป็น ชนเผ่าพื้นเมืองในอนาคต ที่จริงแล้วเราเป็นเราอยู่นะครับแล้วที่เป็นอยู่ ก็เป็นสิ่งที่อยากจะเรียน เพิ่มเติมให้กับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้รับทราบ ณ ขณะนี้นะครับ

นอกจากนี้ผมคิดว่า หลายส่วนเองที่จะมีข้อกังวล แล้วก็ข้อห่วงใยไม่ว่าจะเป็น เรื่องของความมั่นคง ความยากลำบากในการปกครอง หรือแม้กระทั่งเรื่องที่เกรงว่าจะเกิด ความแตกแยก ที่จริงแล้วถ้าท่านได้ศึกษาในรายละเอียดของกฎหมายฉบับนี้ สิ่งที่ระบุไว้ เมื่อท่านมีความเข้าใจกลุ่มชาติพันธุ์ แล้วก็เข้าใจกลุ่มชาติพันธุ์รวมไปถึงผู้ที่ระบุตนเองว่า เป็นชนเผ่าพื้นเมือง แล้วเราจะเห็นว่า กฎหมายนี้จะทำหน้าที่ในการคุ้มครองให้กลุ่มเหล่านี้ ได้ยังดำรงวิถีตนเองได้ในบริบทของสังคมไทยโดยตรง อันนี้ก็จะเป็นส่วนที่ผมอยากจะเรียน เพิ่มเติมในที่ประชุม ขอบคุณครับ