เทอดชาติ ชัยพงษ์ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการแยกกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง และเรียกร้องการสิทธิเท่าเทียมกันของคนไทยทุกกลุ่ม โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 3 ในร่างพระราชบัญญัติ เพื่อให้ความเสมอภาคและโอกาสที่เท่าเทียมกันของคนไทยทุกคนในประเทศ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เทอดชาติ ชัยพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขต ๕ พรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .... ที่คณะกรรมาธิการนำเสนอต่อที่ประชุมสภาแห่งนี้ มีประเด็นสำคัญที่สุดที่เป็นเรื่องที่ต้อง คำนึง ก็คือ เป็นการสร้างความสงบสุขและไม่ถูกรบกวนของกลุ่มชาติพันธุ์ เพราะฉะนั้นคำว่า กลุ่มชาติพันธุ์ ในมาตรา ๓ ที่มีการอภิปรายกันอยู่และมีการแก้ไข เราจะเห็นว่า คำว่า มาตรา ๓ จะพูดใน ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มชาติพันธุ์ กับ กลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง ท่านประธานครับ คนไทย เป็นหนึ่งเดียวภายใต้พระบรมโพธิสมภาร ผมเกิดมาผมก็เป็นคนไทยแล้ว เขาเรียกผมว่า คนเมือง คนเมียง คนพื้นเมือง คนพื้นราบ คนไทยลื้อ คนไทยลัวะ ก็แล้วแต่ ผมก็ถือว่าตัวเอง เป็นหนึ่งชาติพันธุ์เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นประเทศไทยมีความหลากหลายทางภาษา และวัฒนธรรม โดยมีกลุ่มที่มีเอกลักษณ์ถึงกว่า ๗๐ กลุ่ม เช่น ตระกูลไทย ๒๔ กลุ่ม ตระกูล Austroasiatic ๒๓ กลุ่ม ตระกูล Austronesian ๓ กลุ่ม ตระกูลจีน-ทิเบต ๒๑ กลุ่ม และตระกูล Hmong–Mien ๒ กลุ่ม ภาษาที่เราใช้ร่วมกันคือ ภาษาราชการ ผมเกิดมานี่ผมไม่เคย มีความรู้สึกว่าจะมีความแปลกแยก หรือมีความแตกต่างระหว่างคนกลุ่มต่าง ๆ ที่อยู่ ในประเทศไทย ผมไม่ได้มีความรู้สึกแบบนั้นเลยในชีวิต วันนี้เรามีพระราชบัญญัตินี้เกิดขึ้น เพื่อที่จะให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในประเทศไทย แล้วใครละครับ คือ กลุ่มชาติพันธุ์ ใครไม่ใช่ กลุ่มชาติพันธุ์ เพราะฉะนั้นวันนี้เราคงเข้าใจเสียใหม่ครับ เราตีความกลุ่มชาติพันธุ์ คือ กลุ่มที่มาอาศัยในประเทศไทยภายหลังที่อยู่บนเขา บนดอย และเราเรียกว่า กลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งจริง ๆ ตามที่ผมได้เรียนไปแล้วว่า เรามีถึง ๗๐ กลุ่ม ทั้งหมดนี้คือกลุ่มชาติพันธุ์ เราอย่าไปแยก อย่างนั้น ถ้าเราแยกความคิดอย่างนั้น ตามความเข้าใจเป็นสิ่งที่น่าห่วงครับ
ประการแรกคือ จะเป็นการเน้นย้ำความแตกต่าง กฎหมายจะสร้างความแตกต่าง ของคนในชาติ เป็นเรื่องอันตรายครับ เรามีประชากรถึง ๗๐ กว่ากลุ่ม ที่อยู่ด้วยกันให้อยู่ด้วยกัน เป็นกลุ่มเดียวกันเถอะ อย่าไปคิดแยกเลยว่ากลุ่มใคร กลุ่มนั้น กลุ่มนี้
ประการที่ ๒ อาจจะเกิดความขัดแย้งด้านทรัพยากร และผลประโยชน์ ในการให้สิทธิพิเศษ หรือคุ้มครองบางกลุ่ม บางชนเผ่าอะไรต่าง ๆ ผมว่ามันเป็นเรื่องของ คนไทยทั้งมวล เราก็ต้องมีสิทธิเหมือน ๆ กันทั้งหมด
ประเด็นต่อไปคือ เรื่องการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากร การให้ ความสำคัญกับการคุ้มครองส่งเสริม ถ้าชาติพันธุ์เป็นความคิดอีกแบบหนึ่งจะทำให้เกิด ความเหลื่อมล้ำ เหลื่อมล้ำได้เกิดขึ้นและการดูแลแตกต่างกันไป
ประการที่ ๔ จะเป็นความรู้สึกแยกออกจากกลุ่มประชากรหลักว่า นี่คือไม่ใช่ ประชาชนพื้นฐานของประเทศ ขณะที่เรามีภาษาราชการเดียวกันคือ ภาษาไทยกลาง มันจะเกิดความรู้สึกแบบนั้น
ประการที่ ๕ คือ จะรู้สึกว่ามีการเลือกปฏิบัติจากกลุ่มประชากรอื่น ทำให้เกิด สิทธิพิเศษและคนที่เสียสิทธิพิเศษเหล่านั้น ได้รับปฏิบัติที่ไม่เหมือนกันในความเป็นคนไทย
นี่คือสิ่งที่น่าเป็นห่วงและกังวล เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ในมาตรา ๓ ที่เราได้มีการแก้ไข คำว่า ชนเผ่าพื้นเมือง ไม่ควรมีในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ มีกลุ่มเดียว กลุ่มชาติพันธุ์คนไทย เราเป็นคนไทยทั้งหมด ไม่ว่าไทยกลุ่มไหนก็ตาม เราอย่าไปคิด ความรู้สึกแบบนั้น เป็นความรู้สึกที่แปลกแยกว่า ไม่ได้รับความดูแล ไม่ได้รับการเอาใจใส่ ซึ่งมันไม่ใช่ นี่คือประเทศไทย เพราะฉะนั้นในมาตรา ๓ มีนิยามคำเดียวคือคำว่า กลุ่มชาติพันธุ์ ก็จบแล้ว เพราะฉะนั้นคำว่า ทั้งนี้ ให้หมายความรวมถึงกลุ่มที่ระบุตนเองว่าเป็นชนเผ่า พื้นเมืองด้วย ตัดทิ้งไปเลย แล้วนิยามคำว่า ชนเผ่าพื้นเมือง ก็ตัดทิ้งไปเลยครับ นี่คือความห่วงใยข้อกังวล และนี่คือคนไทยที่เรามีความรู้สึกเป็นไทยเหมือนกัน ภายใต้ พระบรมโพธิสมภารของในหลวง แล้วเราก็อยู่กันอย่างสงบสุข และสันติสุข เราจะต้อง ให้ความเสมอภาค โอกาสที่เท่าเทียมกันของคนไทยทุกคนในประเทศ ไม่เว้นว่าเป็นกลุ่มไหน ชาติไหน ไม่มีหรอกครับ คนอยู่ในประเทศไทยนั้นมีความสงบสุข มีความเป็นสุข มีวิถีชีวิตที่ดี มีความรู้สึกดี เพราะเราอยู่แบบคนไทย เรามีศาสนาประจำชาติ ศาสนาพุทธที่มีความเมตตา มีความรู้สึกความเอื้ออาทร ความรักต่อกัน ทั้งเรื่องของความเมตตา กรุณา มุทิตาจิตที่ดี ต่อกัน นี่คือความเป็นคนไทย เพราะฉะนั้นในมาตรา ๓ นี้ท่านประธานครับ ผมขอให้คงคำว่า กลุ่มชาติพันธุ์ แต่ขอตัดว่า ชนเผ่าพื้นเมือง ออกไป ขอบคุณครับ