ธิษะณา สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ยันความเท่าเทียมทุกกลุ่ม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๕ กันยายน ๒๕๖๗

ธิษะณา ชุณหะวัณ อภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการคุ้มครองสิทธิของชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ ศาสนา และภาษา ตามหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้รัฐสร้างกลไกเพื่อค้ำประกันความเท่าเทียม ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และสิทธิในการกำหนดตนเองในรูปแบบการปกครองตนเองภายใน โดยไม่จำเป็นต้องแยกดินแดน

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สส. แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน สาทร และราชเทวี พรรคประชาชน วันนี้ดิฉันขออภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครอง สิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง พร้อมกับให้มีการช่วยสร้างกลไกคุ้มครองสิทธิต่าง ๆ สำหรับ ชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงชนเผ่าพื้นเมืองที่อยู่ในประเทศไทย เมื่อพูดถึงสิทธิ ที่คนส่วนใหญ่มีค่ะ คำถามหนึ่งที่สำคัญและหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้นก็คือ คนส่วนน้อย หรือ Minority ไม่ว่าจะเป็นชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมืองที่มีวัฒนธรรมที่แตกต่าง ภาษาที่แตกต่าง ศาสนาที่แตกต่าง ก็ควรจะมีสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกับคนส่วนมากในประเทศนี้ ไม่ว่าจะเป็น สิทธิในการพัฒนาด้านความรู้พื้นเมือง การเข้าถึงบริการสาธารณสุขฟรีและถ้วนหน้า สิทธิ ในที่ดินทำกิน และในทรัพยากรธรรมชาติ ความเท่าเทียมไม่เลือกปฏิบัติต่อหน้ากฎหมาย รวมไปถึงสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง บิดาแห่งประชาธิปไตย โธมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) ได้กล่าวไว้ในวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๓๑๙ ว่า เราถือว่าความจริงเหล่านี้ เป็นประจักษ์ชัดในตนเองว่า มนุษย์ทุกคนถูกสร้างขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน พวกเขาได้รับสิทธิ จากผู้สร้างของเขาด้วยสิทธิบางประการที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ ในบรรดาสิทธิเหล่านั้นได้แก่ ชีวิต เสรีภาพ และการแสวงหาความสุข แต่ขณะนั้นขณะที่ โธมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) ได้กล่าวประโยคนี้ คนผิวสีหรือสตรีก็ยังไม่มีสิทธิในการเลือกตั้งค่ะ มีแต่ คนผิวขาวที่เป็นผู้ชายเท่านั้น และมีที่ดินเป็นของตนเองจึงจะมีสิทธิเลือกตั้งค่ะ หมายความว่า ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือประกาศอิสรภาพแล้วว่า มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน แต่ในเชิงปฏิบัติก็ยังไม่ได้เท่าเทียมกันอย่างแท้จริง แต่การแก้ไข กฎหมายค่ะท่านประธาน ก็เป็นจุดเริ่มต้นในการที่เป็นพิมพ์เขียวในการเปลี่ยนแปลง ของสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมืองในอนาคต ให้เป็นสังคมที่มุ่งหน้าเข้าสู่สังคม คนเท่ากัน ไม่ว่าท่านจะมีเชื้อชาติ สัญชาติ เพศสภาพ สถานะทางเศรษฐกิจ หรือสีผิว เป็นอย่างไร ท่านประธานคะ ความพยายามที่จะกำหนดหรือบังคับให้สังคมมีวัฒนธรรม อัตลักษณ์เดียวในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา เพศสภาพ และเป็นพหุวัฒนธรรม ไม่ควรจะต้องแลกมาด้วยสิทธิของชนกลุ่มน้อย หรือสิทธิของ ชนเผ่าพื้นเมือง ไม่ว่าสิทธินั้นจะเป็นรูปแบบการเมือง เศรษฐกิจ หรือวัฒนธรรมก็ตามค่ะ ท่านประธานคะ ตามกฎหมายมหาชนระหว่างประเทศได้ระบุไว้ในกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ. ๑๙๙๖ : ICCPR ที่ประเทศไทย ได้ลงสัตยาบันไปแล้ว ในวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๓๙ ระบุไว้ตามมาตรา ๒๗ ชัดเจน ในรัฐเหล่านั้น ซึ่งมีชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ ศาสนา หรือภาษา เป็นบุคคลที่ชนกลุ่มน้อยดังกล่าว จะต้อง ไม่ถูกปฏิเสธสิทธิในชุมชนร่วมกับสมาชิกคนอื่น ๆ ในกลุ่มของตน ที่ใช้วัฒนธรรมของตนเองได้ อย่างเต็มที่ค่ะท่านประธาน ที่จะยอมรับการประกอบศาสนกิจของตน หรือใช้ภาษาของตนเอง และนอกจากนั้นความเห็นทั่วไปของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนที่ ๒๓ สิทธิของชนกลุ่มน้อย ได้บ่งชี้ว่า สิทธินี้ได้รับการยอมรับ และไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่ได้รับสิทธิในการยอมรับว่า เป็นประชาชน เพื่อวัตถุประสงค์ของสิทธิในการกำหนดตนเองที่เป็นสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็กล่าวว่าเป็นเผ่าไทย แล้วก็ไม่อยากใช้คำว่า ชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งอันนี้ดิฉัน ก็ต้องขออนุญาตเห็นต่าง ไม่อยากใช้คำว่า ชนเผ่าพื้นเมือง แต่บุคคลเหล่านี้เกิดและเติบโต มาในแผ่นดินไทยตั้งแต่บรรพบุรุษ ซึ่งก็เข้าองค์ประกอบของการเป็นชนเผ่าพื้นเมือง เนื่องจากมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แตกต่างจากกลุ่มคนส่วนมาก เพราะฉะนั้นพวกเขา ควรจะมีสิทธิในการกำหนดตนเอง หรือ Right To Self-Determination ท่านเข้าใจผิด หรือเปล่าคะว่า การกำหนดตนเองต้องเป็นการแบ่งแยกดินแดนเพียงอย่างเดียว แต่สิทธิ การกำหนดตัวเองมี ๒ รูปแบบ ๑. คือการแบ่งแยกออกไป หรือ External Self-Determination ซึ่งเป็นกรณีที่เป็นไปได้ยากมาก ๆ ค่ะ และไม่ได้รองรับในทุกกลุ่มนะคะ ๒. ก็คือการกำหนด ตนเองโดยมีอิสรภาพในการตัดสินใจของตนเองภายใน หรือที่เขาเรียกว่า Self-Autonomy ตัวอย่างเช่น ไอร์แลนด์ อยู่ในฟินแลนด์ เป็นต้น สิทธิเหล่านี้ไม่ได้จำกัดไว้เฉพาะพลเมือง ยกเว้นในกรณีสิทธิเฉพาะ หรือสิทธิในการลงคะแนน ภายใต้มาตรา ๒๕ ในขณะที่สิทธิ ที่ได้รับการยอมรับภายใต้มาตรา ๒๗ ของ ICCPR ก็ถือเป็นสิทธิของสมาชิกของชุมชน ชาติพันธุ์ ศาสนา และชนกลุ่มน้อยในการรักษาวัฒนธรรมของตน และเป็นพันธกรณีของรัฐ ในการดำเนินมาตรการ เพื่อรับประกันการคุ้มครองวัฒนธรรมเหล่านี้ค่ะท่านประธาน ดิฉันขออนุญาตเปรียบเทียบสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง หรือกลุ่มชาติพันธุ์ในต่างประเทศ ยกตัวอย่าง เช่น ประเทศนิวซีแลนด์ จากการสำรวจสำมะโนประชากรปี ๒๕๖๖ ชุมชน ชาติพันธุ์หลักประกอบด้วย ประชาชนชนเผ่าพื้นเมืองเมารี มี ๕๐๐,๐๐๐ กว่าคน หรือนับเป็นร้อยละ ๑๔.๙ และชาวหมู่เกาะแปซิฟิก ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน หรือว่าประมาณ ๗ เปอร์เซ็นต์ ชาวซามัว เป็นกลุ่มแปซิฟิกที่ใหญ่ที่สุด โดยคิดเป็นร้อยละ ๔๘.๗ ของชาวนิวซีแลนด์ ในแปซิฟิก รองลงมาคือ กลุ่มเมารีในเกาะคุกเป็นร้อยละ ๒๐ ตองกา ร้อยละ ๒๐ และในนีอูเอ ร้อยละ ๘.๑ คาดว่ามาจากโพลินีเซียนตะวันออก ในศตวรรษที่ ๑๓ ปัจจุบันชาวเมารี มีสัดส่วนประมาณร้อยละ ๑๔.๙ ของประชากร ในนิวซีแลนด์ปัจจุบัน ส่วนชาวนิวซีแลนด์เชื้อสายเมารี ๑ ใน ๗ ของชาวเมารี เป็นกลุ่ม ชาติพันธุ์ที่ใหญ่อันดับ ๒ ของประเทศนิวซีแลนด์ค่ะท่านประธาน มีชุมชนแปซิฟิกที่ต่างกัน มากกว่า ๒๒ แห่ง ในประเทศนิวซีแลนด์ แม้ว่าชาวซามัวจะเป็นชุมชนในมหาสมุทรแปซิฟิก ที่ใหญ่ที่สุด แต่ก็ยังมีชาวเกาะคุก ฟีจี นีวเว โตเกเลา และตองกาจำนวนมากเช่นเดียวกัน โดยมีจำนวนน้อยกว่าคิริบาส หมู่เกาะเล็ก ๆ และไมโครนีเชีย ปาปัวนิวกินี หมู่เกาะโซโลมอน ตูวาลู วานูอาตู เนื่องจากมีอัตราการเกิดที่สูง แล้วก็คาดว่าประชากรในแปซิฟิกจะมีจำนวน ถึงร้อยละ ๑๐ ภายในปีถัดไป เพิ่มจากประชากร ๖.๕ ต่อประชากรนะคะ และพระราชบัญญัติสิทธิแห่งชนกลุ่มน้อยของนิวซีแลนด์ บัญญัติขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ก็นานมาแล้วที่เขามีสิทธิในขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีสิทธิ บุคคลที่เป็นชนกลุ่มน้อย ทางชาติพันธุ์ ศาสนา หรือภาษา ในนิวซีแลนด์จะต้องไม่ถูกปฏิเสธสิทธิในชุมชนร่วมกับ สมาชิกรายอื่นของชุมชนกลุ่มน้อย ในการเพลิดเพลินไปกับวัฒนธรรม การยอมรับ การปฏิบัติตามศาสนา หรือใช้ภาษาของชนกลุ่มน้อยนั้น ท่านประธานทราบไหมคะว่า ในประเทศของชนเผ่าพื้นเมือง มีสิทธิในที่ดินทำกิน สิทธิในที่อยู่อาศัย ซึ่งตรงกันข้าม กับประเทศเราค่ะ ที่ชนเผ่าพื้นเมือง หรือกลุ่มชาติพันธุ์ถูกละเมิดอย่างร้ายแรงในที่ดินทำกิน และที่ดินอยู่อาศัย โดยนโยบายทวงคืนผืนป่าของ คสช. ถูกแจ้งข้อหาบุกรุกป่า จากข้อมูล ของมูลนิธิ iLaw ความขัดแย้งของการจัดทรัพยากรที่ดินระหว่างรัฐและประชาชนเป็นปัญหา ที่ดำเนินการมาอย่างยาวนาน อันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลแต่ละยุคสมัย ที่ฝ่ายรัฐจะต้องเพิ่มพื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์ ส่วนฝ่ายประชาชนก็ต้องการที่ดินทำการเกษตร และอยู่อาศัย คำนิยามว่า ป่า พบครั้งแรกในปี ๒๔๘๔ พ.ร.บ. ป่าไม้ ซึ่งกำหนดนิยามไว้ว่า ป่า ซึ่งก็คือ ที่ดินที่ยังไม่ได้มีบุคคลเข้ามาตามกฎหมายที่ดิน ที่ผ่านมาใจความสำคัญของ ความขัดแย้งก็คือ การที่รัฐอ้างกฎหมายเข้าแย่งชิงที่ดินจากประชาชน แล้วเอาไปแจกจ่าย ให้กับนายทุนค่ะท่านประธาน โดยเห็นแก่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของนายทุนใหญ่ เป็นหลักค่ะ นอกจากนั้นการละเมิดสิทธิในที่ดินทำกินของพี่น้องชาวชาติพันธุ์มีมาอย่างต่อเนื่อง และร้ายแรงขึ้นเรื่อย ๆ อยากลำดับเหตุการณ์ เรื่อง บางกลอยบนใจแผ่นดิน กรณีที่ไม่พูดถึง ไม่ได้ก็คือ ในยุคที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ได้ผลักดัน ชาวบ้านบริเวณใจแผ่นดินออกไปจากพื้นที่ เนื่องจากชาวบ้านถูกย้ายออกไป แล้วก็ไม่มีที่ดิน ทำกินเพียงพอ แล้วก็มียุทธการตะนาวศรี เกิดกรณีเผาบ้านเรือนชาวกะเหรี่ยงถึง ๙๘ หลัง ทำให้กลายเป็นปฏิบัติการของรัฐที่ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มชาติพันธุ์ โดยในปี ๒๕๖๑ ก็มีการแก้ไขพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติฉบับใหม่ ยกที่ดินเพิ่มเติมให้กับชาวบ้าน บางส่วน ระหว่างนั้นรัฐได้นำโครงการหมู่บ้านปิดทองหลังพระขึ้นไปด้านบน และปี ๒๕๖๑ ศาลปกครองสูงสุด สั่งชดใช้สินไหมทดแทนให้กับปู่คออี้ และชาวบ้านบางกลอย ซึ่งถูกเผา บ้านเรือน และชี้ว่าการกระทำของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นการใช้ อำนาจโดยมิชอบ ปี ๒๕๖๔ ชาวบ้านบางกลอยทั้งหมด ๓๗ ครอบครัว กลับขึ้นไปถิ่นฐานเดิม แล้วก็ปี ๒๕๖๔ เดือนมีนาคม ถูกแจ้งข้อหาดำเนินคดี ทั้ง ๓๐ คน ในข้อหาบุกรุกป่าค่ะ และกรณีที่ดิฉันจำเป็นที่จะต้องพูดถึง แล้วไม่สามารถที่จะไม่พูดถึงได้ ก็คือกรณีการหาย สาบสูญอย่างไร้ร่องรอยของคุณบิลลี่ พอละจี ซึ่งควรจะเป็นอุทาหรณ์ให้แก่สังคมไทย ที่ลิดรอนสิทธิของพี่น้องชาวชาติพันธุ์ที่อยู่ในประเทศไทยมาตั้งแต่บรรพบุรุษ อ้างอิง จากสำนักข่าว BBC นายพอละจี รักจงเจริญ รู้จักกันในนามบิลลี่ค่ะ เป็นชาวกะเหรี่ยง มีอาชีพ