แพทย์หญิงจิราภรณ์ แจงผลกระทบความรุนแรงต่อพัฒนาการเด็ก-สุขภาพจิต

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๕ กันยายน ๒๕๖๗

แพทย์หญิงจิราภรณ์ อรุณากูร ชี้แจงด้วยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ถึงผลกระทบเชิงลบของการใช้ความรุนแรงในการเลี้ยงดูเด็ก และผลักดันให้มีการส่งเสริมการเลี้ยงดูเชิงบวกแทนการลงโทษ เพื่อสร้างสังคมที่ไม่ใช้ความรุนแรงกับเด็ก.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงจิราภรณ์ อรุณากูร กรรมาธิการ

สวัสดี ท่านประธานและท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านนะคะ ดิฉัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจิราภรณ์ อรุณากูร เป็นกรรมาธิการในกฎหมายนี้ ก็ดีใจที่ได้มาฟังแล้วก็ยังพบว่า หลาย ๆ ท่านก็อาจจะยังมีความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของการที่เราจะกำหนดตัวบทกฎหมาย ที่จะเข้าไปทำงานกับครอบครัว ทีนี้สิ่งสำคัญมาก ๆ หมอคิดว่า เราอาจจะโตมากับความเชื่อ แล้วก็ค่านิยมแบบหนึ่ง คำว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี ก็เป็นสิ่งที่ฝังอยู่กับการเลี้ยงดูของคนไทย อย่างมาก ในฐานะของนักวิทยาศาสตร์ ในฐานะของแพทย์ก็อยากจะเรียนชี้แจงในด้านของ องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ในปัจจุบันนี้เรามีการทำงานที่เกี่ยวกับการวิจัยต่าง ๆ ที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องของการทำงานของสมองของมนุษย์ แล้วก็พบว่าเด็ก ๆ ที่เติบโตมา กับการเลี้ยงดูด้วยความรุนแรง ส่งผลกระทบเชิงลบกับตัวเด็กมาก ๆ โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า เป็น Adverse Childhood Experience หรือ ACE ถ้าไปดูตามงานวิจัยก็จะพบว่า เด็กที่เติบโต มากับความรุนแรง ก็จะมีปัญหาที่ทำให้เด็กปิดกั้นสมองส่วนการเรียนรู้ แต่ว่าไปเชื่อมโยง กับสมองส่วนการเอาตัวรอด และที่สมองส่วนการเอาตัวรอดทำงาน ก็จะทำให้เด็ก แค่แก้ปัญหาด้วยการเอาตัวรอด ก็คืออาจจะใช้ความรุนแรงตอบโต้กลับ เราก็เจอว่าเด็ก ที่เติบโตมากับความรุนแรงหลายคนก็มีปัญหาของการใช้ความรุนแรงในอนาคตนะคะ ในบ้านกาญจนาภิเษกที่เป็นสถานที่กักกันเด็กเยาวชนที่กระทำความผิด ได้มีการทำงาน กับครอบครัว ก็พบว่าเด็กส่วนใหญ่ของบ้านกาญจนาภิเษกเกือบทั้งหมด เติบโตมากับ ครอบครัวที่ใช้ความรุนแรง ทำให้โตมาและต่อมาเขาก็เป็นอาชญากรก่อคดีต่าง ๆ นะคะ นอกจากเรื่องของความรุนแรงเราพบว่า เมื่อสมองได้ทำงานกับสมองกันเอาตัวรอดเท่านั้น ก็พบว่าเด็กจำนวนหนึ่งก็จะใช้วิธีการหลีกหนี นอกจากการสู้กลับก็ใช้วิธีการหลีกหนีในการ ที่จะปกปิดความผิด โกหก แล้วก็หลีกหนีการมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ เด็กจำนวนหนึ่ง ก็พัฒนาเรื่องของความวิตกกังวล ความหวาดกลัว ที่สำคัญมาก ๆ ก็คือเวลาที่เราถูกกระทำ ความรุนแรง สิ่งที่ทำให้เกิดความบั่นทอนก็คือ เรื่องของตัวตน เราจะไม่แน่ใจว่าตัวเรา เป็นคนที่เป็นที่รัก ตัวเราเป็นคนที่มีความหมาย เด็กเหล่านี้ก็จะเติบโตมากับการที่มีเด็กที่เป็น Self-Esteem ที่ต่ำ มีความรู้สึกดี หรือความรักตัวเองที่ต่ำลงนะคะ ซึ่งพวกนี้ก็จะนำมาซึ่ง โรคทางจิตเวช ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโรคซึมเศร้า วิตกกังวล ซึ่งสิ่งเหล่านี้วิทยาศาสตร์สมอง ก็ได้เรียนรู้มาระยะ ๒๐-๓๐ ปีนี้นะคะ เรื่องของการเลี้ยงดูเด็กเชิงบวก การไม่ใช้ความรุนแรง การใช้วิธีการช่วยคิด ช่วยสอน ช่วยการแก้ปัญหา จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่าการสร้าง บทลงโทษเฉย ๆ เวลาที่เราบอกว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี พ่อแม่ก็จะคิดถึงแค่การแก้ปัญหาว่า เวลาลูกทำผิดก็จะจบลงด้วยการทำโทษ แต่จริง ๆ แล้วเวลาที่เด็กทำผิดสิ่งสำคัญมาก ๆ คือ การมองหาว่า สาเหตุที่เขาทำผิดคืออะไร และเข้าไปแก้ไขสิ่งเหล่านั้น เข้าไปดูว่าทักษะอะไร ที่ทำให้เด็กทำสิ่งเหล่านั้นได้ดีขึ้น หรือไม่ทำสิ่งที่ไม่ควรทำ การลงโทษอาจจะนำมาซึ่ง ความหวาดกลัว แต่มันไม่ใช่การสร้างการเรียนรู้ที่แท้จริงของเด็ก อันนี้หมอก็อยากจะขอ ฝากไว้ในฐานะนักวิชาการว่า ในยุคนี้แล้วเราน่าจะเลิกถกเถียงกันเรื่องของการที่ว่า ถูกตี ก็ดีมาได้นะคะ เพราะว่าจริง ๆ การดีขึ้นมาของเด็กคนหนึ่ง หรือการที่เราเติบโตมาแบบที่เรา ได้ดี มันอาจจะไม่ได้เป็นองค์ประกอบของการถูกตี แต่อาจจะเป็นจากการที่เรารับรู้ว่า พ่อแม่ มีความรักให้เรา มาจากการอบรมสั่งสอน มาจากการพัฒนาศักยภาพของตัวเรา เวลาที่พ่อแม่ พูดว่า ถูกตีก็ดีมาได้ หมอก็จะชอบพูดกลับไปว่า จริง ๆ อาจจะดีกว่านี้อีกถ้าไม่โดนตีนะคะ เพราะว่าการตีสร้างผลที่มันก็ส่งผลกระทบเชิงลบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความมั่นคง ในความสัมพันธ์ ความมั่นคงทางจิตใจ การเชื่อว่าเราอาจจะไม่ดีพอ การเติบโตมากับการเชื่อว่า อำนาจหรือความรุนแรงเป็นสิ่งที่เราจะใช้จัดการคนอื่น เพราะฉะนั้นเด็กจำนวนหนึ่งก็เจอว่า เป็นเด็กที่พัฒนาในเรื่องของความก้าวร้าวรุนแรงเมื่อเขาโตขึ้น สิ่งสำคัญก็คือว่า หมอคิดว่า สิ่งที่เราควรจะสร้าง หมอเข้าใจดีว่าพ่อแม่ไม่มีใครอยากที่จะตีลูก เขาแค่ไม่รู้ว่าทำอย่างอื่น ได้ด้วยหรือถ้าไม่ตี พ่อแม่ทุกคนรักลูก เมื่อสักครู่ สส. หลายท่านก็พูดว่า เวลาตีลูกเรา ก็เจ็บไปด้วยนะคะ แต่หมอคิดว่าหลายครั้งพ่อแม่ก็ไม่รู้ว่า นอกจากการตีเรามีวิธีการอื่น ในการฝึกเด็กหรือเปล่า แต่หมอคิดว่าการที่เรามีกฎหมายที่เราให้ความสำคัญในเรื่องเดียวกัน ส่งเสียงในเรื่องเดียวกันว่า ความรุนแรงกับเด็กมันไม่เป็นประโยชน์ เราจะเริ่มมีสังคม ที่จะขยับขยายว่า แล้ววิธีการอะไรล่ะที่จะทำให้การเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่ง เด็กเติบโตขึ้นมาได้ โดยที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรง ซึ่งจริง ๆ จะมีการฝึกวินัยเชิงบวกเยอะแยะมาก ๆ ที่ไม่ต้อง จบลงด้วยการทำโทษ หรือการใช้ความรุนแรง หรือการใช้การตี หรือการใช้อำนาจเข้าไป บังคับ ข่มขู่ ทำให้รู้สึกแย่ ลดทอนตัวตน ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเด็ก หมอเชื่อว่า สิ่งสำคัญก็คือการที่เราจะช่วยกันส่ง Message ในฐานะของคนที่มีอำนาจในการสร้าง กฎหมายว่า การกระทำความรุนแรงกับเด็กไม่ได้เกิดผลดี แล้วเราจะทำให้พ่อแม่ แล้วก็สังคม ค่อย ๆ ขยับขยายหาวิธีการที่จะช่วยทำให้เรามีวิธี ซึ่งอันนี้ในคณะกรรมาธิการเราก็คุยกันว่า กฎหมายนี้อาจจะไม่ได้สร้าง หรือเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมหรอก แต่กฎหมายจะเป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้สังคมมีความรับรู้สิ่งเดียวร่วมกันว่า ความรุนแรงนั้นไม่ได้สร้างคน ความรุนแรงไม่ได้ สร้างผลดีกับเด็ก และการไม่ตีไม่เท่ากับไม่สั่งสอน การที่เราช่วยฝึกทักษะต่าง ๆ ทำให้เขา ทำอะไรได้ดีขึ้น จัดการตัวเองได้ดีขึ้น ควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น ทำสิ่งที่ควรทำได้ดีขึ้น จริง ๆ มัน ไม่ต้องใช้การลงโทษ หรือใช้ความรุนแรงเลย ซึ่งสิ่งเหล่านี้หมอคิดว่า เป็นหน้าที่สำคัญที่คน ทำงานในเรื่องของการกำหนดมาตรฐานกับประเทศจะช่วยกันส่งเสียงกับสิ่งเหล่านี้นะคะ ก็น่าจะประมาณนี้ที่อยากจะฝากไว้ค่ะ