พิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ แสดงความเห็นคัดค้านร่างแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งมาตรา 1567 โดยชี้ว่าการแก้ไขดังกล่าวไม่เหมาะสมและอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว พร้อมเสนอให้ปรับปรุงบทบัญญัติการคุ้มครองเด็กในพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 แทนเพื่อความชัดเจนและสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ รวมถึงย้ำความสำคัญของกลไก UPR ในการผลักดันมาตรฐานสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันต้องขอเวลาประมาณ ๘ นาที เพราะดิฉันได้นำเสนอ ตามที่เพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ได้พูดถึง วันนี้ดิฉันขอเสนอความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เหตุผลของการแก้ไข กฎหมาย คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๖๗ (๒) กำหนดให้ผู้ใช้อำนาจ ปกครอง มีสิทธิที่จะทำโทษบุตรตามสมควร เพื่อว่ากล่าวสั่งสอน ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เปิดช่อง ให้ผู้ใช้อำนาจปกครองสามารถลงโทษบุตรได้อย่างไม่จำกัดวิธีการ จนหลายครั้งนำไปสู่ การกระทำที่รุนแรง การกระทำทารุณกรรม และการทำร้ายร่างกาย ส่งผลต่อสภาพร่างกาย จิตใจและการพัฒนาของบุตร หรือในบางกรณีก็ร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต ผู้เสนอร่างเห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวขัดกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก โดยประเทศไทยได้ ให้คำมั่นโดยสมัครใจไปแล้ว ในกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน Universal Periodic Review หรือ UPR รอบที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๕๙-๒๕๖๓ ว่าจะปรับแก้กฎหมายและควบคุม บทลงโทษด้วยความรุนแรงต่อบุตร จึงมีการเสนอขอแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๗ (๒) จากที่ระบุว่า ผู้ใช้อำนาจปกครองมีสิทธิทำโทษบุตรตามสมควร เพื่อว่ากล่าวสั่งสอน เป็น ทำโทษบุตรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอนตามสมควร แต่ต้องไม่เป็นการกระทำ ทารุณกรรม หรือทำร้ายร่างกาย หรือจิตใจ ไม่เป็นการเฆี่ยนตี หรือทำโทษอื่นใดอันเป็นการ ด้อยค่า และต่อมาได้ปรับปรุงใหม่เป็น (๒) ทำโทษบุตรเพื่อสั่งสอน หรือปรับพฤติกรรม โดยต้องไม่เป็นการกระทำด้วยความรุนแรงต่อร่างกาย จิตใจ ไม่เป็นการเฆี่ยนตี หรือการกระทำ โดยมิชอบ อันเป็นการลดทอนคุณค่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุตร ท่านประธานคะ ดิฉัน มีเหตุผลในการคัดค้านร่างพระราชบัญญัติ ดังนี้ค่ะ
เหตุผลแรก กระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน หรือ UPR เป็นกลไกภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ Human Rights Council หรือ HRC ซึ่ง UPR กำหนดให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติทั้ง ๑๙๓ ประเทศ ได้จัดทำ รายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศ เพื่อเสนอต่อคณะมนตรี สิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่มีข้อยกเว้น การทบทวนแต่ละรอบจะใช้เวลา ประมาณ ๔ ปีครึ่ง โดยกระบวนการ UPR รอบที่ ๒ ในวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ มีกลุ่ม ที่มีสิทธิส่งรายงานประกอบด้วย ๑. คือรัฐบาล ๒. องค์การสหประชาชาติ และ ๓. สถาบัน สิทธิมนุษยชนภาคประชาสังคม UPR เป็นกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน คล้าย ๆ เราไปตรวจร่างกายประจำปี แต่กระบวนการนี้ทำทุก ๔ ปี ด้วยความเป็นสากล Universal จึงมีทั้งสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งรวมทั้งสิทธิตามกลุ่มสตรี เด็กและชาติพันธุ์ มีประเทศสมาชิกสหประชาชาติเข้าร่วม ทั้งหมด และเมื่อประเทศไทยเราได้ส่งรายงานเข้าไป ทุกประเทศก็จะอ่านและให้คำเสนอแนะว่า สิทธิมนุษยชนอันใดที่เราควรพัฒนาหรือสิ่งไหนที่ยังหย่อนไป หรือแม้กระทั่งให้ความช่วยเหลือ ทางด้านวิชาการอีกด้วยค่ะท่านประธาน ดังนั้น กระบวนการทบทวนสิทธิมนุษยชน เหมือนเพื่อนเตือนเพื่อนมากกว่าค่ะ หลังจากนั้นก็จะกลับมาทำรายงานตามที่ได้รับคำแนะนำ อีกทั้งเป็นการตรวจสอบสภาพสิทธิมนุษยชน และเป็นการให้ความร่วมมือระหว่างประเทศ แต่การไม่ดำเนินการตามที่ก็ไม่ใช่เป็นการขัดต่ออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก ตามที่ผู้เสนอร่างได้ยกขึ้นอ้างแต่ประการใด
ท่านประธานคะ โดยสรุปแล้วดิฉันเห็นด้วยกับหลักการในการคุ้มครองเด็ก แต่ไม่เห็นด้วยที่จะเสนอข้อความที่แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๗ (๒) เพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาการทำร้าย หรือการทารุณเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลับสร้างปัญหาพื้นที่อ่อนไหว และให้เกิดกับความสัมพันธ์ในครอบครัวที่มีความละเอียดอ่อน ซับซ้อน และขึ้นอยู่กับอีกหลาย ๆ ปัจจัยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสภาพสังคม วัฒนธรรม และจิตใจ ของคนในครอบครัว บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ปัจจุบัน มาตรา ๑๕๖๗ (๒) มีความเหมาะสมดีอยู่แล้ว ซึ่งจะมีความยืดหยุ่นและให้ดุลยพินิจแก่ผู้บังคับใช้กฎหมาย ในการตีความลักษณะข้อเท็จจริง ในการแก้ไขปัญหาความทารุณกรรมเด็ก และควรเสนอ การแก้ไขในพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ จะถูกต้องและเหมาะสมตรงประเด็น และครอบคลุมมากกว่า โดยการยกระดับความคุ้มครองเด็กให้ทัดเทียมระดับสากลได้ โดยคุ้มครองตั้งแต่การทารุณกรรมทั้งร่างกาย จิตใจ ทางเพศ และถูกละเลย ทอดทิ้ง พร้อมกับกำหนดระดับของความร้ายแรงที่มีกลไก และขั้นตอนครบถ้วน ตั้งแต่การรายงาน สอดส่อง คุ้มครอง ดูแล และบำบัดที่ถูกทำร้ายไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ญาติ ครู เพื่อนบ้าน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการดำเนินคดีแก่ผู้กระทำผิด และมาตรการคุ้มครองด้วย ท่านประธานคะ ดิฉันในฐานะคุณแม่ท่านหนึ่ง รักลูกที่สุด ลูกคือเทวดาของคุณพ่อ คุณแม่ ทุกท่านคะ ขอบคุณค่ะ