พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก และเรียกร้องการสนับสนุนการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงส่วนน้อยเพื่อปกป้องสิทธิเด็ก
เรียนท่าน ประธานสภา เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและประชาชนผู้ทรงอำนาจที่กำลังรับชม การทำงานของสภาผู้แทนราษฎรในขณะนี้ ดิฉัน พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ ผู้แทน ประชาชนจากเขตคลองสามวา พรรคประชาชน ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันขอใช้เวลา อันมีค่าแห่งนี้อภิปรายสนับสนุนการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงส่วนน้อย วันนี้ใจหายทีเดียว ในฐานะที่เคยทำงานในโรงเรียนนานาชาติมาก่อน ทำงานกับเด็กเล็กมาก่อน ได้ยินว่า ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางท่านบอกว่า ปากท้องสำคัญกว่าความรุนแรง ปัญหา ความรุนแรงที่มีต่อเด็ก วันนี้ดิฉันอยากจะปักเจตจำนงสำคัญที่พวกเรามาคุยกันในการที่ ท่านกรรมาธิการได้มีความห่วงใยในการที่จะเพิ่มความคุ้มครองให้กับสิทธิเด็ก โดยเฉพาะ ความรุนแรงที่มีต่อเด็ก เมื่อสักครู่นี้มีการพูดไปแล้วว่าเราได้มีการทำอนุสัญญาว่าด้วย สิทธิเด็กไป และในข้อความที่เราใช้ก็ไม่ได้แตกต่างกันเลยค่ะ หลายท่านให้ความเห็นว่า การที่จะมีการแก้ไขกฎหมายนี้จะทำให้ความร้าวฉานในครอบครัวเกิดขึ้น ทำให้ในครอบครัว มีการปกครองที่เปลี่ยนไป แต่ว่าจริง ๆ แล้วการที่มีหลักประกันด้วย พ.ร.บ. ฉบับนี้ต่างหาก ที่จะทำให้เด็กของเราสามารถเติบโตได้อย่างอบอุ่นใจ แล้วก็สามารถที่จะเติบโตได้อย่างปลอดภัย มากขึ้น ท่านประธานคะ ความรุนแรงนั้นมีความหมายในตัวของมันอยู่แล้วค่ะ และการใช้ความรุนแรง การส่งต่อความรุนแรงในรูปแบบของความรัก ไม่เคยเป็นประโยชน์กับใคร ดิฉันเชื่อมั่นว่า สังคม วัฒนธรรมของคนไทย เป็นสังคมที่มีน้ำใจให้โอกาสกันและกัน แล้วเราสามารถ ที่จะยืนหยัดหลักอันนี้ได้ ในการเรียนรู้ที่จะส่งต่อความเมตตาไปกับลูกหลานของเราเอง รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี นั่นแปลว่าเราเห็นลูกหลานของเรานี่แย่ มีค่าน้อยกว่าวัวกว่าควายหรือคะ ในเมื่อวัวควายท่านแค่ผูก แต่ลูกหลานของท่าน ท่านถึงกับตี ทำไมเราถึงไม่ใช้การปรับ พฤติกรรมด้วยการพูดคุยอย่างอ่อนโยน ให้เหตุผลกับลูกของเรา ในเมื่อเราเชื่ออยู่แล้วว่า เราเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ แล้วทำไมเราถึงไม่เรียนรู้ที่จะส่งมอบความปรารถนาดี ในวิธีที่ถูกต้อง ในวิธีที่ลูกหลานของเราจะรับรู้ได้ว่า นี่คือความรักความห่วงใยที่ผู้ปกครองของเขามีให้เขา ท่านประธานคะ พวกเราในฐานะผู้ใหญ่ได้รับเลือกเป็นตัวแทนของประชาชน ควรที่จะตระหนัก แล้วก็คุ้มครองในสิทธิของเด็ก ซึ่งเขายังไม่มีโอกาสมายืนอยู่ตรงจุดนี้ พวกเรามาถึงที่นี่ เพื่อที่เราจะเป็นปากเป็นเสียง แทนคนที่เขาไม่มีปาก ไม่มีเสียง ซึ่งในที่นี้ก็หมายถึงเด็ก ๆ ของเราค่ะท่านประธาน ความรุนแรงในครอบครัวนั้น เด็ก ๆ อยู่ใต้การปกครองของผู้ใหญ่ ไม่สามารถออกมาพูดแบบพวกเราในที่นี้ได้ พวกเราจึงมีหน้าที่ที่จะสนับสนุนเขา แล้ววางกรอบที่เหมาะสม สร้างหลักประกันบอกกับผู้ใหญ่ว่า ต่อไปนี้เราจะปักหมุดร่วมกัน ทำงานร่วมกันเพื่อปกป้องให้เด็กของเรานั้น มีความปลอดภัย แล้วเมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เขาสามารถที่จะนำความรัก การดูแลนี้ไปพัฒนาสังคม ไปพัฒนาประเทศได้ เราจะปล่อยให้เด็ก ของเราอยู่กับความหวาดกลัว ให้เกิดบาดแผลบนตัว เกิดบาดแผลในจิตใจ จนวันหนึ่ง เขาเติบโตขึ้นมาแล้วกลายเป็นอาชญากร นำความรุนแรงที่เขาเจอในครอบครัวไปส่งต่อ ในสังคมหรือคะ แล้วเราก็ต้องมานั่งแก้ไขกฎหมายความรุนแรงกับเยาวชน ทั้ง ๆ ที่เรา ไม่ทำหน้าที่ของเราได้ดีพอในการปกป้องลูกหลานของพวกเราในครอบครัว ท่านประธานคะ ดิฉันเชื่อมั่นว่าสังคมของเรานั้น มีผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะมากมาย ดิฉันเติบโตมาถึงทุกวันนี้ได้ ด้วยการแนะนำ การสั่งสอนของผู้ใหญ่เหล่านั้น และแน่นอนว่ามีผู้ใหญ่หลายท่านที่เลือกใช้ วิธีที่ง่ายกว่าในการควบคุมเด็ก ๆ ก็คือการใช้ความกลัว การใช้ความรุนแรง ดิฉันอยากให้ทุกท่าน พิจารณาเลือกใช้ความรัก เลือกใช้ความปรารถนาดีส่งต่อสิ่งเหล่านี้ ยืนยันกับสังคมนี้ว่า สังคมของเราเป็นสังคมแห่งความหวัง แล้วเราสามารถที่จะแก้ไขปัญหาความรุนแรงเหล่านี้ได้ ด้วยการเริ่มสร้างหลักประกันให้กับเด็ก ๆ ของพวกเราว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้อง คุ้มครองจากการล่วงละเมิด จากความรุนแรง จากการทารุณกรรมทุกรูปแบบ ท่านประธานคะ เคยได้ยินคำพูดที่บอกว่า คนที่เจ็บปวดจะนำความเจ็บปวดไปสร้างบาดแผลกับคนอื่นต่อไป ใช่ไหมคะ ดิฉันหวังว่าเรา ผู้แทนในที่นี้จะไม่เป็นหนึ่งในคนที่จะสร้างบาดแผล ไม่เป็นหนึ่ง ในการสร้างเยาวชนของเราให้เติบโตไปเป็นอาชญากรในอนาคต แล้วขอให้ทุกท่านค่อย ๆ พิจารณาเชื่อในความรัก เชื่อในประชากรของเรา เชื่อในประชาชนของเรา อย่าตัดสินใจ ด้วยความกลัว แล้วดิฉันมั่นใจว่า สังคมของเราจะเป็นสังคมที่ปลอดภัยได้แน่นอน ขอบคุณค่ะ