เทอดชาติ ชัยพงษ์ หารือร่างกฎหมายยกเลิกการตีลูกเพื่อสั่งสอน โดยเน้นย้ำความสำคัญของความรัก การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ปกครอง และการสร้างครอบครัวที่อบอุ่น เพื่อป้องกันการทารุณเด็กและส่งเสริมสังคมที่ปลอดภัย มีความรักผูกพัน และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เทอดชาติ ชัยพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ยกเลิกความใน (๒) ของมาตรา ๑๕๖๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ โดยให้ใช้คำว่า (๒) ทำโทษบุตรเพื่อสั่งสอนหรือปรับพฤติกรรม โดยต้องไม่กระทำ ด้วยความรุนแรงต่อร่างกาย จิตใจ ไม่เป็นการเขียนเฆี่ยนตี หรือการกระทำโดยมิชอบ อันเป็นการลดทอนคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุตร อันนี้เป็นนัยของกฎหมายใน (๒) ฉบับนี้นะครับ ในฐานะที่ผมเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นครู เป็นปู่ เป็นตา เป็นครบหมดแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของบุตร บุตรก็คือลูก ลูกก็เกิดจากความรักของคน ๒ คน คือระหว่าง พ่อกับแม่ถึงจะมีบุตรได้ เพราะฉะนั้นเมื่อพ่อกับแม่มีความรักต่อกัน มีบุตรออกมาแล้ว มีลูกออกมาก็มีความรักต่อลูกเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมเชื่อมั่นในความรักของคน ที่เป็นพ่อ เป็นแม่ ใครก็ตามที่เป็นพ่อ เป็นแม่ ย่อมมีความรักความผูกพันของห่วงโซ่สายใย ของครอบครัวที่เกิดขึ้นมา อันนี้เป็นเรื่องพื้นฐานทางจิตใจ บางเรื่องสังคมตะวันตกนั้น ไม่สามารถที่จะเข้าใจความเป็นสังคมตะวันออกของประเทศไทยเราได้ เรามีศาสนาที่กล่อมเกลา จิตใจ เรามีความรักที่เป็นห่วงโซ่สายใยคล้องใจของคนเป็นพ่อ เป็นแม่ และเป็นลูกด้วยกัน คนโบราณจึงมีคำกล่าวว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี มันเป็นคำเปรียบเทียบ เป็นคำพังเพย ที่ทำให้เห็นว่า การที่เราจะสร้างคนขึ้นมาคนคนหนึ่งนั้น เราต้องให้เขาได้เรียนรู้อย่างรอบด้าน ครบด้านเช่นเดียวกัน แต่สังคมปัจจุบันก็เปลี่ยนไปครับ เนื่องจากว่าคนที่มีความพร้อม ของความเป็นพ่อ เป็นแม่นั้นลดน้อยลงไป เมื่อก่อนคนที่มีความสมบูรณ์ หรือที่เรียกว่า พร้อมแล้วถึงจะมีครอบครัวได้ แต่เดี๋ยวนี้วัยเจริญพันธุ์ วัยเด็กก็มีลูก มีหลานได้แล้ว อันนี้คือปัญหาของสังคมที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะประเทศไทยเราท้องก่อนวัยอันสมควร ในวัยเด็ก ก็มีเยอะ เพราะฉะนั้นลูกหลานนี้นอกเหนือจากที่จะอยู่กับพ่อ กับแม่แล้ว ก็ยังอยู่กับ ครอบครัวใหญ่ หรือพ่อแม่ออกมาทำงานในต่างจังหวัด ในกรุงเทพมหานคร ก็ให้อยู่กับปู่ กับย่า กับตา กับยาย หรือกับคนอื่น เพราะฉะนั้นประเด็นของสังคมที่ละเอียดอ่อนเพิ่มขึ้น เรื่องของความเป็นอยู่ ความพร้อมของคนเป็นพ่อ เป็นแม่ การศึกษาก็เช่นเดียวกัน การได้รับ การศึกษา และการมีความพร้อมเรื่องของการเรียนรู้ที่จะดูแลบุตร ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นอาชีพของคนเป็นพ่อ เป็นแม่ที่มั่นคงก็สำคัญ รายได้ของพ่อ ของแม่ก็สำคัญ มันส่งผลต่อภาวะจิตใจ ความสมบูรณ์ของครอบครัวก็เช่นเดียวกัน ถ้าครอบครัวที่ขาด ความสมบูรณ์ ไม่มีภูมิคุ้มกัน ไม่มีธรรมะประจำใจ ไม่มีจิตสำนึกของความเป็นพ่อ เป็นแม่ ก็จะเกิดปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นในเรื่องของการทำร้ายเด็กในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่หรือคนอื่นในครอบครัวก็ตามก็เกิดขึ้นบ่อยในสังคม และเป็นปัญหามายาวนาน นี่คือ เรื่องที่เราเองก็คงจะต้องมีวิธีการ หรือมาตรการต่าง ๆ ในการป้องกัน โดยในเรื่องของการ ให้การศึกษา ให้ความพร้อมในการพัฒนาอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ที่เป็นหลักฐานที่พอเพียง อันนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน
ประเด็นเรื่องของการที่เราจะต้องทำโทษเด็กนั้น ผมเชื่อว่าถ้าใครเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นปู่ เป็นย่า เป็นตา เป็นยายจริง ๆ แล้วที่มาจากพื้นฐานของความรัก ผมไม่เชื่อว่า ใครจะทำร้ายเด็กด้วยจิตใจอันโหดเหี้ยมอำมหิตและทารุณ นี่คือประเด็นสำคัญ แต่อย่างไรก็ตามภาวะที่ทำให้เกิดความเครียดในสังคม ก็อาจจะทำให้เกิดความรุนแรงต่อเด็ก และครอบครัวได้ ฉะนั้นการมีกฎหมายที่จะทำให้ป้องกันพฤติกรรม โดยไม่ต้องให้เกิด ความรุนแรงจึงเป็นเรื่องที่ดี การที่เรากำหนดบทบาทไว้ว่า คนที่เป็นพ่อ เป็นแม่จะทำโทษบุตรนั้น ต้องไม่เป็นการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ อันนี้ก็เป็นกฎหมายที่สมควร ที่จำเป็นในสังคม ปัจจุบัน เพราะสังคมอดีตนั้นเป็นสังคมแห่งความเมตตา ความเอื้ออาทร ความรัก ความผูกพัน ของโซ่สายใยของความเป็นลูก เป็นบุตรของพ่อ ของแม่ อย่างไรก็ตามครับสังคมเดี๋ยวนี้ มันเปลี่ยนไปมาก แม้ว่าเป็นเรื่องของครอบครัวก็ดี สังคมชุมชนก็ดี มันเปลี่ยนไปในเรื่องของ พฤติกรรม การเป็นอยู่ การที่จะตัดสินโทษ ตัดสินปัญหาต่าง ๆ โดยใช้อารมณ์ ความรู้สึก ที่ไม่เป็นธรรม ไม่ถูกต้อง เป็นเรื่องของการทารุณกรรมต่อเด็กนั้นก็มีค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญเองก็ให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน ตั้งแต่ทารกที่คลอดออกมาแล้ว ก็ถือว่ามีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม เพราะฉะนั้นการทำกฎหมายตรงนี้ ผมก็เชื่อว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญก็คงจะดูว่ากฎหมายฉบับนี้ น่าจะมีประเด็นที่ทำให้เกิด ความครอบคลุมในการที่จะป้องกันการลงโทษอย่างรุนแรง หรือการทำร้ายเด็กที่เห็น อยู่ในสังคมบ่อยครั้งนั้นลดน้อยลงไป ลดทอนลงไป เราอาจจะมีกฎหมายฉบับใดก็ตามไม่ได้ หมดหรอก แต่ว่าให้ลดน้อยลงไป ลดทอนลงไปนั้นก็เป็นสิ่งดี และเบาลงไปในสังคม เราก็สร้างความเชื่อมั่น และการมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ของคนเป็นมนุษย์ในสังคม เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหนก็ตาม อย่างไรก็ตามกฎหมายฉบับนี้ก็ไม่ได้บอกทีเดียวว่า ให้ลดเรื่องของการลงโทษเด็กโดยวิธีการอื่น แต่ไม่ให้เป็นการกระทำที่รุนแรง อันนี้ผม ก็เห็นด้วยนะครับ ก็อยากให้คนเป็นพ่อ เป็นแม่ มีลูก มีหลานนั้นได้เกิดความรัก ความผูกพัน ห่วงโซ่สายใยนี้ และดูแลเขาจนเขามีวุฒิภาวะที่เหมาะสมและอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุขครับ ขอบคุณครับ