สฤษดิ์ เสนอตั้งกรรมาธิการศึกษาดูแลเด็ก-ผู้สูงอายุ-ผู้พิการทั้งประเทศ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๑๙ กันยายน ๒๕๖๗

สฤษดิ์ บุตรเนียร หารือปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการทั่วประเทศ เสนอให้หน่วยงานภาครัฐและภาคสังคมร่วมบูรณาการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบเพื่อความเสมอภาคและสวัสดิการที่ครอบคลุม

นายสฤษดิ์ บุตรเนียร ปราจีนบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สฤษดิ์ บุตรเนียร สส. นักพัฒนาแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน เขตอำเภอกบินทร์บุรี อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เขต ๓ พรรคภูมิใจไทยครับ ก่อนอื่นก็ต้องกราบขอบพระคุณ ที่จะได้มีโอกาสสรุปญัตติที่ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผมอยากจะกล่าวว่าไม่น่าจะต้องพูดถึงเฉพาะชุมชน แออัดเท่านั้น แต่ควรจะพูดถึงทั้งประเทศ ตามที่ท่านนพพล เหลืองทองนารา ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนาม เพราะเหตุว่าควรจะพูดถึงผู้สูงวัย เด็กทั้งประเทศไทย เพื่อว่าจะได้ให้ความเสมอภาคกัน และต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่วันแถลงนโยบาย เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๗ ท่านก็ได้พูด ตั้งแต่หน้าแรกเลยครับว่า เรื่องของปัญหาสังคม ปัญหาความเสมอภาค ความเหลื่อมล้ำ ตั้งแต่หน้าที่ ๒ เลยครับ ในข้อที่ ๑ ก็พูดในเรื่องของปัญหาหนี้สิน ปัญหารายได้ไม่พอเพียง แล้วก็สอดคล้องมาประการที่ ๒ ที่จะบอกว่าสังคมเศรษฐกิจถูกท้าทายด้วยสังคมผู้สูงอายุ ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เราเป็นสังคมผู้สูงวัยที่สมบูรณ์แบบแล้วถึง ๑๒ ล้านคน ๑๓ ล้านคน แล้วอีก ๑๐ ปีข้างหน้าเราจะเป็นสังคมผู้สูงวัยที่ขั้นสุดยอด อาจจะถึง ๑๖-๑๗ ล้านคนขึ้นไปแล้ว ท่านจะเห็นว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญ แล้วท่าน ก็เขียนเป็นนโยบายที่แล้วนะครับ ส่วนนโยบายเร่งด่วนท่านเขียนไว้นโยบายที่ ๑๐ รัฐบาล จะส่งเสริมพัฒนาศักยภาพและจัดสวัสดิการสังคมให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป สร้างความเท่าเทียม โอกาส เศรษฐกิจ ให้สังคมเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นผู้พิการ ผู้สูงอายุ ชาติพันธุ์ไร้สัญชาติ เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการ อันนี้ท่านก็ได้กล่าวไว้ ในหน้าที่ ๖ แล้ว และในหน้าที่ ๙ เห็นชัด ๆ เลยครับว่า รัฐบาลเชื่อว่าทุนมนุษย์เป็นรากฐาน ที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ รัฐบาลจะเร่งผลักดันการพัฒนาคนไทยทุกช่วงวัย รัฐบาล จะส่งเสริมการเกิด เติบโตอย่างมีคุณภาพให้เด็กทุกคนเท่าเทียมกัน ทุกคนเข้าถึงศูนย์ดูแล เด็กปฐมวัยอย่างมีมาตรฐาน ซึ่งตรงนี้เป็นหัวใจ โดยเฉพาะเรื่องของการส่งเสริมการเกิด ก็ดีใจครับที่นโยบายเขียนไว้อย่างชัดเจน แต่อันนี้คือนโยบาย นโยบายคือสิ่งที่คาดหวังไว้ว่า จะเกิดขึ้น แต่สิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ ก็จะต้องลงมือปฏิบัติครับ ส่วนในหน้าที่ ๑๐ ที่ท่าน เขียนไว้อีกเหมือนกันว่า รัฐบาลจะต้องส่งเสริมให้ผู้ประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชน ดึงศักยภาพของผู้สูงอายุให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็ดีใจครับ นโยบายของภาครัฐ ๑๔ หน้า เขียนไว้เรื่องผู้สูงอายุ เรื่องเด็ก เรื่องผู้พิการ เรื่องผู้ด้อยโอกาสถึง ๔ หน้าด้วยกัน แสดงให้เห็นว่า ทุกคนมองเห็นปัญหา โดยเฉพาะจาก ๖ ญัตติที่นำเรียนเสนอกับท่านประธานสภาแล้ว และมีผู้อภิปรายร่วมนำเสนอและให้เหตุให้ผลกันถึง ๒๔ ท่าน ผมถือว่าเป็นมิติที่ดีครับ และเชื่อเหลือเกินว่าจากนี้ เราควรจะกำหนด จะทำอย่างไรบ้าง จะลงสู่ภาคปฏิบัติ ผมอยาก มีข้อเสนอแนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาครัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงสาธารณสุข ทั้ง ๕ กระทรวงนี้ ควรจะมีการบูรณาการทำงานประชุมร่วม และวางเป้าหมายนโยบายร่วมกันทำ มิใช่จัดงบประมาณต่างคนต่างทำ แล้วเรายังไม่พอครับ ทางภาคราชการควรจะดึงภาคสังคม ภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการจะแก้ปัญหา เพราะปัญหาไม่ว่าจะเป็นปัญหาเด็กเกิด โดยเฉพาะเด็กเกิด การที่เด็กจะเกิดมามันไม่ใช่ เพียงแต่ว่าเราจะส่งเสริม คำว่า ส่งเสริมการเกิด มันไม่พอครับ เราต้องสร้างความมั่นใจ ความเชื่อมั่น สวัสดิการ ทำให้คนที่พร้อมจะมีบุตรมีความมั่นใจว่า ถ้าบุตรลูกหลานเกิดมา ทำอย่างไรครับ ที่จะพาให้ลูกหลานครอบครัวเติบใหญ่ไปได้ มันจะต้องมีขั้นตอนตั้งแต่เกิด เข้าสู่ภาวะมีการดูแล ผมยกตัวอย่างที่ อบต. ลาดตะเคียน ด้วยท่านนายกสิริเชษฐ์ ทองคำ ก็ได้มีการจัด Baby Care รับเลี้ยงตั้งแต่แรกเกิด นี่เป็นภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการทำงานกัน แล้วก็เทศบาลตำบลกบินทร์ โดยท่านรังสรรค์ บุตรเนียร ท่านณิชาภา ทิพยารมณ์ ก็มีชมรมผู้สูงอายุ ได้มีการจัดตั้งพยายามจะช่วยตัวเองกัน นำผู้สูงอายุมาทำ กิจกรรมต่าง ๆ แม้กระทั่งตั้งกองทุนผู้สูงอายุหารายได้เพื่อจะมาจุนเจือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อย่างนี้ละครับ ผมจึงอยากจะกราบเรียนทางท่านประธานสภาที่เคารพ ผ่านไปยังรัฐบาล และหน่วยงานกระทรวงต่าง ๆ เราต้องดึงภาคเอกชน ภาคสังคม เข้ามาร่วมมือร่วมใจกัน ในการช่วยกันแก้ปัญหา และเมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ท่านรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา ก็ต้องขอขอบคุณที่ท่านได้มาสานงานต่อจากรัฐบาลที่แล้ว เห็นว่าท่านก็ให้ความสำคัญที่จะ สร้างนโยบาย ผลักดัน แล้วทำอย่างไรครับ เพราะรัฐบาลก็รู้อยู่แล้วว่าปัญหาเศรษฐกิจตอนนี้ เป็นปัญหาใหญ่ เราควรจะช่วยเหลือเด็กแรกเกิด จริง ๆ แล้วไม่ใช่แต่แรกเกิดนะครับ ตั้งแต่เด็กปฏิสนธิตั้งครรภ์แล้ว ทำอย่างไรคุณแม่ซึ่งจะต้องทำงาน ได้พักหรือเตรียมตัวในการ ที่จะมีบุตรได้อย่างเต็มที่ ทำอย่างไรเรื่องแรงงาน เห็นไหมครับ มันต้องเริ่มตั้งแต่ตอนนั้น มาแล้ว ท่านก็บอกว่าจะผลักดัน แต่ตอนนี้เด็กได้รับการช่วยเหลือเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ประมาณ ๒ ล้านคน เหลืออีก ๒ ล้านคนละครับ ก็ยังไม่ได้ ถ้าหากว่ารัฐบาลผลักดันช่วยเหลือ ผมว่าท่านต้องเริ่มตอนนี้นะครับ มันต้องกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ แล้วอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญ หรือส่งเรื่องไปให้คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ควรจะตรึกตรองวางแผน หรือคุยกันเป็นเรื่อง ๆ เป็นประเด็น เพราะทุกเรื่องเป็นปัญหา แต่ควรจะมีวิธีการต่าง ๆ แยกกันออกไปเป็นเรื่อง ๆ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะคนครับ หากรัฐบาล ไม่เริ่มตอนนี้ ที่ทุกคนก็อภิปรายเหมือนกันหมดแล้วว่า ถ้าอีก ๒๐-๓๐ ปี ประชากรโลกเหลือ ๓๐ ล้านคนละครับ เราจะทำอย่างไร คนคือประเทศชาติครับ ดังนั้นเพื่อให้การที่นำเสนอ ญัตตินี้แล้วมีคุณค่าและนำนโยบายที่ท่านรัฐบาลก็เห็นความสำคัญอยู่แล้ว ให้เกิดประโยชน์ สูงสุดและนำไปครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพผ่านไปยังรัฐบาล เมื่อท่าน ประกาศเป็นนโยบายแล้ว ท่านเห็นความสำคัญแล้ว ควรจะเร่งด่วนครับ ที่จะวางแผน ทุกขั้นตอนของชีวิต ซึ่งเป็นคุณค่า แล้วคนคือทรัพยากรที่มีคุณค่าสูงสุด ขอให้เร่งนโยบาย อันนี้ผลักดันอย่างเร่งด่วนด้วยครับ ขอกราบขอบคุณมากครับ