ศุภณัฐ มีนชัยนันทัน อภิปรายสนับสนุนการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนแออัด โดยเน้นย้ำปัญหาด้านที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภคไม่เพียงพอ และความเสี่ยงด้านความปลอดภัย พร้อมเรียกร้องให้รัฐเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ปฏิรูประบบสุขภาพให้เน้นการป้องกัน สนับสนุนการจ้างงานผู้สูงอายุและผู้พิการ ปรับกฎหมายยาเสพติดให้เน้นการบำบัด และผลักดันการเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและผู้พิการอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณอย่างจริงจังเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ขออภิปรายในการสนับสนุนตั้งกรรมาธิการวิสามัญการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการในชุมชน แออัด
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
จากสถิติในกรุงเทพฯ มีชุมชน ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าชุมชนได้ แล้วก็มีประชากรรวมกันกว่า ๒ ล้านคน เป็นชุมชนแออัด ทั้งหมดประมาณ ๖๐๐ กว่าชุมชน ประชากรเกือบ ๖๐๐,๐๐๐ คน รองลงมาก็จะเป็นชุมชนเมือง หมู่บ้านชุมชนเคหะต่าง ๆ ชุมชนแออัดหลัก ๆ ก็คือกระจุกตัวอยู่ในใจกลางเมือง แล้วก็พื้นที่แนวริมคลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขตบางกอกน้อย เขตบางพลัด เขตธนบุรี เขตบางซื่อ เขตบางคอแหลม หรือเขตคลองเตย พวกนี้ก็จะมีชุมชนแออัดที่มีประชากร รวมกันต่อเขตประมาณ ๓๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ คน โดยประชากรแน่นอนละเป็นผู้ที่มีรายได้น้อย มีความไม่มั่นคงทางรายได้ เป็นคนเปราะบางต่าง ๆ เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่ารัฐบาล มีความจำเป็นต้องเข้าช่วยเหลือ โดยผมแบ่งเรื่องของปัญหาออกเป็นทั้งหมด ๔ ด้าน ด้วยกัน นะครับท่านประธาน
ด้านที่ ๑ คือเรื่องของด้านกายภาพ เราต้องเข้าใจว่าชุมชนแออัด เนื่องจากว่า มีความหนาแน่นสูง มีการก่อสร้างบ้านติด ๆ กัน การก่อสร้างบ้านที่อาจจะไม่ได้มาตรฐาน แน่นอนละจะมีปัญหาเรื่องของการเข้าถึงสาธารณูปโภค อย่างเช่น ถนน ประปา ไฟฟ้า บางทีก็เป็นพื้นที่ Land Lock เรียกว่าเป็น Accessibility หรือว่าความสามารถในการเข้าถึง พื้นที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้เกิดความเสี่ยงในเรื่องของการโจรกรรม เพราะเนื่องจากแสงสว่าง ไม่เพียงพอ แล้วก็มีเรื่องของอัคคีภัยต่าง ๆ เป็นบ้านไม้ บ้านติดไฟง่าย ประปาหัวแดงน้อย รัฐบาลก็มีความจำเป็นที่ควรต้องสนับสนุนเรื่องของเงินปรับปรุงเรื่องของบ้าน แล้วก็พูดถึง เรื่องของการปฏิรูปที่ดินสักที และรวมถึงการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของด้านสุขภาพ เราต้องยอมรับว่างบประมาณในปัจจุบันนี้ ด้านสาธารณสุขไม่เพียงพอ แล้วภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ค่อนข้างเยอะมาก ส่วนหนึ่งเนื่องจากว่ารัฐบาลได้จัดเรื่องของงบประมาณเน้นไปในเรื่องของการรักษา แต่ไม่ได้ สนใจเรื่องของการป้องกันที่มากเพียงพอ เพราะฉะนั้นเราก็จะตรวจเจอโรคต่าง ๆ หลังจากที่ เป็นอาการหนักแล้ว เพราะฉะนั้นผมคิดว่ารัฐมีความจำเป็นต้องปฏิรูปเรื่องของงบประมาณ สาธารณสุข เน้นเรื่องของเชิงรุกมากยิ่งขึ้น เน้นเรื่องของการตรวจสุขภาพ การฉีดวัคซีนที่มัน มากยิ่งขึ้น แล้วก็สนับสนุนเรื่องของสถานพยาบาลระดับปฐมภูมิให้มากยิ่งขึ้น ด้านเศรษฐกิจ แน่นอนรัฐต้องการที่จะลดภาระการดูแลผู้ป่วยของแต่ละครัวเรือน ก็ควรมีการจัดในเรื่องของ Child Care หรือ Elder Care ก็คือสถานที่ดูแลเด็ก สถานดูแลคนป่วยต่าง ๆ เพื่อให้ ครอบครัวแต่ละครอบครัวไม่ต้องหยุดงานมาดูแลคนป่วย หรือคนเปราะบาง ผู้สูงอายุ หรือว่า คนติดเตียง หรือคนพิการก็แล้วแต่ นำเวลาตรงนี้ไปหาเงิน หารายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทน เพราะฉะนั้นมันต้องมีฟังก์ชันตรงนี้เข้ามาเกิดขึ้น และรัฐต้องพยายามที่จะสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับผู้สูงอายุ หรือผู้พิการมากยิ่งขึ้น โดยอาจจะผ่านกลไกการสนับสนุนเรื่องของ ภาษี บริษัทนายจ้างคนพิการ บริษัทนายจ้างผู้สูงอายุ แล้วก็ Subsidize ตรงนี้ให้
แล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องของปัญหายาเสพติดที่ว่าหลายครอบครัว คุณพ่อ คุณแม่ แก่แล้ว แต่ว่ายังต้องเอาเงินมาให้ลูก ๆ เพราะว่าลูก ๆ บางคนติดยาเสพติด ก็ทุบตีอาละวาด มีการโจรกรรมเกิดขึ้นเป็นปัญหาในชุมชน ก็ต้องมีการปรับเรื่องของ กฎหมายให้เกิดสภาพบังคับ เรื่องของการเข้าสู่การบำบัดอย่างจริงจัง ไม่ใช่ไปแล้วไม่ไปบ้าง อะไรอย่างนี้ไม่เอานะครับ
ด้านสุดท้ายครับ คือเรื่องของด้านสวัสดิการ ผมคิดว่ารัฐมีความจำเป็นต้อง ผลักดันสวัสดิการต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น อย่างแรกครับ เรื่องของอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างไม้เท้า รถเข็น เตียง Pampers แน่นอนครับ อย่างกรุงเทพมหานครก็มีแจกให้ แต่ท่านประธานครับ ปีหนึ่งที่ผ่านมากรุงเทพมหานครแจก Pampers แค่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ชิ้น ๑๐,๐๐๐ คน แค่นั้นเองครับ ซึ่งเมื่อเทียบกับตัวจำนวนผู้ที่มีอาการที่ต้องจำเป็นต้องใช้เยอะกว่ามาก บางทีก็ขอไม่ได้ รอนานต่าง ๆ และคนพิการหลายคนต้องการบัตร แต่ทุกวันนี้ยังไม่มีบัตรเลย ครับ เพราะอะไร เพราะต้องไปหาคุณหมอให้ตรวจโรคก่อน เพื่อ Identify บอกเขาว่าเขาเป็น คนพิการ เสร็จปุ๊บต้องกลับไปที่ พม. เพื่อไปสมัครบัตรต่อ เพราะฉะนั้นในการเดินทาง ๒ ต่อ ค่อนข้างมีปัญหาครับ เพราะว่าไม่มีเงินเยอะ และเดินทางลำบาก
เรื่องต่อมาครับ เรื่องของการปรับขึ้นเรื่องของเบี้ยผู้สูงอายุครับ ก็ต้องบอกว่า ตอนที่มีรายงานของคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมยื่นเข้ามาในสภาแห่งนี้ เรื่องของ การปรับขึ้นเบี้ยผู้สูงอายุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนก็อภิปรายสนับสนุนกันเต็มที่ แต่ถามกลับว่า แล้วสรุปแล้วเราได้มีการเพิ่มขึ้นหรือไม่ อย่างไร คำตอบก็คือยังไม่มี ผมก็ต้อง ถามกลับมายังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนว่า มันถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่เราต้องร่วมกัน กดดันรัฐบาลอย่างจริงจังในการเพิ่มงบของเบี้ยผู้สูงอายุ ซึ่งถ้าเกิดรัฐบาลเสนอร่างงบประมาณมา แล้วไม่มีในเรื่องนี้ เราก็ควรต้องทำอย่างไร ต้องกดดันหรือต้องคว่ำงบประมาณหรือไม่ อย่างไร เพราะไม่อย่างนั้นมันจะไม่มีการตอบสนองในเรื่องนี้สักที ในเรื่องปัญหาหลัก
เรื่องเบี้ยคนพิการเหมือนกันครับ ผมเคยทำหนังสือถึง พม. ไป บอกว่าควรมี การปรับเพิ่มขึ้นเป็น ๒,๐๐๐ บาท หรือไม่ ได้รับคำปฏิเสธว่ามันมีความจำเป็นเรื่องของภาระ งบประมาณ แต่ผมก็มองว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ได้ใช้งบประมาณเยอะแยะอะไร เราต้องเข้าใจว่า งบประมาณของประเทศเรานี้ ทุกวันนี้เราค่อนข้างใช้งบประมาณไปกับสิ่งที่อาจจะไร้สาระ หรือมีการจัดซื้อจัดจ้างที่แพงเกินจริง ถ้าเรา Lean งบประมาณจริง ๆ แล้ว ผมเชื่อว่า การสนับสนุนคนพิการเพิ่มขึ้นจากปกติ ๘๐๐ บาท ถึง ๑,๐๐๐ บาท ไปเป็น ๒,๐๐๐ บาท ทำได้ง่าย ๆ ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นต้องฝากทุกท่านจริง ๆ ครับในเรื่องนี้ สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าวาระนี้เป็นวาระที่มีความสำคัญ แล้วก็ขอสนับสนุนว่ามันมีความจำเป็นว่ามันต้องตั้ง เป็นวิสามัญนะครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ