ฐิติมา ฉายแสง หารือเรื่องการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนแออัด และเรียกร้องการสนับสนุนจากสภาในการแก้ไขปัญหานี้ โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดสมองและความลำบากในการเข้าถึงบริการสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ไม่ดีของคนพิการ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สส. ฉะเชิงเทรา เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันเห็นด้วย กับญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา การดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนแออัด แล้วก็มีทั้ง ๕ ญัตติที่คล้าย ๆ กันเข้าสู่สภา ในวันนี้ ด้วยความห่วงใยค่ะท่านประธาน ทั้งเด็ก ทั้งผู้สูงอายุ และผู้พิการนั้น เป็นกลุ่มที่มี มากมายหลายคนด้วยกัน แล้วก็มีปัญหาเยอะด้วย เด็กนั้นเกิดน้อยลง เราพูดกันอยู่นะคะ แล้วก็จะเกิดปัญหาเรื่องแรงงานในอนาคต เด็กจะเติบโตแบบไม่มีคุณภาพ เพราะว่าเศรษฐกิจ ก็ไม่ดี พ่อแม่ก็ทิ้งไว้ให้ลุงป้าน้าอาเลี้ยงอะไรก็แล้วแต่ ปัญหาเด็กติดยาเสพติด ปัญหาการศึกษา เด็กไม่อยากไปโรงเรียน ปัญหาต่าง ๆ นี้มากมาย ผู้สูงอายุประเทศไทยเรา เคลื่อนเข้าสู่สังคมสูงอายุ ปัจจุบันปี ๒๕๖๗ ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเกิดตีความว่าเรามี ๗๐ ล้านคน ก็ ๑๔ ล้านคน ปี ๒๕๗๓ จะวิ่งไป ๑๗,๗๐๐,๐๐๐ คน ปี ๒๕๘๔ จะวิ่งไป ๒๐ กว่าล้านคน มีข้อมูลว่าประเทศไทยนั้นจะขยับตัวเลขของผู้สูงอายุ ขยายตัวเร็วกว่าประเทศญี่ปุ่นด้วยซ้ำ อันนี้น่าเป็นห่วงมาก ท่านประธานคะ ผู้สูงอายุไม่ใช่ วัยทำงาน ดังนั้นขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศเราน่าเป็นห่วงค่ะ อาจจะสู้ ประเทศอื่นไม่ได้ เราจะขาดแรงงาน นักลงทุนต่างชาติอาจจะพิจารณาถึงเรื่องแรงงาน แล้วไม่มาลงทุนกับประเทศไทยก็ได้ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเวียดนาม ซึ่งมีประชากร ๙๐ กว่าล้านคน แล้วมีวัยทำงาน ๕๐-๖๐ ล้านคนในตอนนี้ อย่างนี้นักลงทุนอาจจะไป เพราะฉะนั้นประเทศไทยก็จะเสียเปรียบได้ ก็ขอฝากคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นได้ศึกษา ปัญหาตรงนี้ด้วย
ทีนี้มาถึงคนพิการค่ะ คนพิการนั้นเราพบว่ามีมากขึ้น จากที่ดิฉันลงพื้นที่ แล้วพบว่าคนพิการ พิการจากเป็นโรคหลอดเลือดสมองเยอะทีเดียว หรือเรียกว่า Stroke ไปซอยเดียวเจอ ๘ บ้าน เป็นโรคหลอดเลือดสมองทั้ง ๘ บ้านเลย เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งท่านก็รู้อยู่ว่าอัมพฤกษ์ด้านซ้าย ด้านขวา เป็นกันแบบนี้อัมพาตทั้งตัว ซึ่งคนพิการ จะอยู่บ้านคนเดียวก็ได้ เพราะว่าลูกต้องไปทำงาน เมื่อผู้พิการอยู่บ้านคนเดียว ติดขัดอะไรคะ เขาอาจจะเหงา เขาอาจจะคุณภาพชีวิตไม่ดี อาจจะหกล้มตกลงมาจากเตียงก็ได้นะคะ ความเป็นอยู่ไม่ดีนัก นี่ก็เป็นสัญญาณหนึ่งที่จะบอกว่ามีคนแบบนี้ที่เป็นโรค Stroke มากขึ้น เรื่อย ๆ ดังนั้นจึงควรรณรงค์ให้คนไม่ป่วยโรคนี้ เพราะฉะนั้นต้องฝากกระทรวงสาธารณสุข ที่นำการบริหารโดยท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน ว่าให้ท่านได้พิจารณาถึงเรื่องนี้มากขึ้น ๆ ด้วยค่ะ ทีนี้คนพิการเวลาที่เรานึกถึงภาพว่าอยู่ในเทศบาล ชุมชนแออัดอะไรก็แล้วแต่ เวลาจะไป หาหมอ ตัวเขานี้ลำบากมาก เขาเองขยับเขยื้อนแทบไม่ได้ แถมไปหาหมอจะไปอย่างไร เขาอาจจะต้องไปตรวจร่างกาย เขาอาจจะต้องไปรับยา เขาอาจจะไม่สบายเองก็ได้ จะไปหา ก็ลำบาก ความยากลำบากแบบนี้จำเป็นต้องมีคนช่วย ดังนั้นในพื้นที่ที่ดิฉันขอปรึกษากับทาง พยาบาลที่เขาไปเยี่ยมบ้านอยู่เป็นประจำ เขาบอกว่าทำไมไม่มีรถซาเล้งล่ะ เขาพูดอย่างนี้ รถซาเล้งที่ค่อยพาไปถึงโรงพยาบาล ถามว่ารถซาเล้งนี่เป็นอย่างไร ซาเล้งก็ไม่ใช่แบบพัง ๆ ทำซาเล้งให้มันดี แล้วมีหน่วยงานบูรณาการงานกัน ถามว่าใครบูรณาการบ้าง รถนี่เราอาจจะ ขอกระทรวงคมนาคมได้ไหม มอเตอร์ไซค์นะคะ แล้วก็ให้ทางอาชีวะมาต่อเติมให้เป็นซาเล้งดี ๆ แล้วทางพยาบาลก็ประสานงานกับทางหน่วยงานนี่ละค่ะที่จะพาไป ถามว่าใครพาไป อาจจะ ให้ทาง พม. ตั้งคนขึ้นมา มีเงินเดือนขึ้นมา คอยขับรถพาไปไหน พาไปโรงพยาบาลนี่ละค่ะ นี่คือสิ่งหนึ่งที่ช่วยได้ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ถึงว่าตอนนี้โชคดีของคนพิการที่จะได้เงิน ๑๐,๐๐๐ บาท จากรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งจะมีในวันที่ ๒๕ กันยายนนี้ เป็นรอบแรก นี่ถือว่าเป็นโชคดี แต่โชคร้ายของบางคนค่ะท่านประธาน คนที่เรียกว่าทะเบียนบ้านกลางค่ะ คนทะเบียนบ้านกลางคือใคร คือคนที่ไปอาศัยอยู่ในบ้านแล้วหายไปจากบ้านนั้น ประมาณสัก ๖ เดือน ไม่เห็นหน้าเลย เจ้าบ้านเขาอาจจะดีดออกไป ทีนี้ดีดออกไปแล้วเขาก็ไม่รู้ตัวว่า เขาไปอยู่ไหน เขาไปอยู่ทะเบียนบ้านกลาง พบว่าในเขตเทศบาล ยกตัวอย่าง เทศบาลเมือง ฉะเชิงเทรา มีคนอยู่ทะเบียนบ้านกลางที่ไม่มีสิทธิรับสิทธิใด ๆ เลยไม่มีสิทธิรับเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทนี้ด้วย ไม่มีสิทธิรับสิทธิประโยชน์ใด ๆ มีมากถึง ๓๐๐ กว่าคน ลองคิดดูว่า ๓๕๐ คน คูณด้วย ๒,๐๐๐ กว่าแห่งของเทศบาลทั้งประเทศ ๘๐๐,๐๐๐ กว่าคน อาจจะมีสิทธิ ที่มีปัญหาแบบนี้ได้ ก็ขอฝากให้คณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นมา ได้พิจารณาสิ่งต่าง ๆ ที่ดิฉัน ได้กล่าวถึงด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน