ภัณฑิล น่วมเจิม อภิปรายปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนแออัด โดยเน้นถึงปัญหาสิทธิในการอยู่อาศัย สุขอนามัย โภชนาการ พัฒนาการของเด็กที่ได้รับผลกระทบจากขาดปฏิสัมพันธ์และบริการดูแลหลังคลอด รวมถึงปัญหายาเสพติดที่ส่งผลต่อเด็กและครอบครัว พร้อมเรียกร้องให้มีการจัดสรรงบประมาณ เจ้าหน้าที่ และนโยบายที่เหมาะสมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
เรียนท่านประธานครับ ผม ภัณฑิล น่วมเจิม ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตคลองเตย และเขตวัฒนา พรรคประชาชน ก็ขอร่วมอภิปรายในญัตติ เพื่อให้พิจารณาศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนแออัด ในฐานะผมเป็นตัวแทนประชาชนเขตคลองเตย ซึ่งเป็นชุมชน เมืองน่าจะขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเทพมหานคร รวมถึงประเทศไทยก็หลายสิบชุมชนอยู่ หลายพันครัวเรือน หลายหมื่นคน จากข้อมูลการรับฟังความคิดเห็นและสำรวจในพื้นที่ พบว่าปัญหาในชุมชนแออัดที่เกี่ยวข้อง เริ่มต้นตั้งแต่เด็กเลย จนไปถึงวัยทำงาน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ มีเป็นจำนวนมาก และเร่งด่วนมาก สมควรได้รับการแก้ไขโดยเร็วจากภาครัฐ อีกทั้งเมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปแล้ว ๒,๐๐๐ กว่าชุมชนที่จดทะเบียน ที่อยู่ในเอกสาร ความจริงมันยังมีชุมชนแออัดอีกจำนวนมากเลยที่ไม่ได้ จดทะเบียนเป็นทางการกับเขต หนึ่งในปัญหาเริ่มต้นเลย คือการไม่มีสิทธิในที่อยู่อาศัย ถ้าเราเชื่อว่าที่อยู่อาศัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีพ ที่อยู่อาศัยสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ ก็ควรจะเป็นองค์ประกอบหลักในการแก้ปัญหานี้ อันนี้เรื่องที่ ๑ เลย คือเรื่องที่อยู่อาศัย
เริ่มต้นที่เด็กเล็ก ส่วนปัญหาของการดูแลเด็กเล็ก ผู้อยู่อาศัยในชุมชนแออัด มีปัญหาเรื่องการดูแลเด็กหลังการใช้สิทธิลาคลอดครบ เนื่องจากพ่อแม่มีภาระงานต้องหา เลี้ยงชีพตนเองและลูก เมื่อกลับไปทำงานก็ไม่มีคนดูแลลูก ต้องหาคนมาช่วยดู ซึ่งอาจจะดูแล ได้ไม่เต็มที่ จนเกิดเป็นภาวะออทิสติกเทียมในเด็ก คือปล่อยไว้กับมือถือ สื่อสารทางเดียว พ่อแม่ไม่มีเวลาพบปะกับลูก ดูโทรทัศน์ทั้งวัน จนเด็กเกิดปัญหาด้านการสื่อสาร
นอกจากนั้น ก็ยังมีปัญหาเรื่องสุขอนามัยและโภชนาการของเด็กในชุมชน แออัด คือมันเป็นปัญหาเรื่องสุขภาพ เจ็บป่วย จนกระทั่งเสียชีวิต เนื่องจากสุขอนามัยและ โภชนาการขั้นพื้นฐาน ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ภาครัฐควรจะเข้ามาดูแลในชุมชนแออัด เพื่อความเป็นอยู่ของเด็ก ๆ และผู้อยู่อาศัยทุกคนในชุมชนแออัด ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ก่อนวัยเรียน อันนี้ก็เป็นจุดที่สำคัญ เนื่องจากไม่ได้รับอุดหนุนงบประมาณจากภาครัฐ อย่างเพียงพอ นอกจากนั้นก็ควรจะอยู่ใกล้ชุมชน ใกล้บ้าน ใกล้ที่พักอาศัยของพ่อแม่ที่เขา ต้องออกไปทำงาน
ต่อมาก็เป็นเรื่องเด็กขาดทักษะในการใช้ชีวิตประจำวัน เนื่องจากผู้ปกครอง ไม่มีเวลาฝึกฝนเด็ก ฝึกช่วยงานบ้าน คือจะมีหลายเรื่องเลย เพราะตั้งแต่เด็กวัย ๒-๕ ปี เป็นวัย ที่กล้ามเนื้อมัดเล็กกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม พัฒนาการด้านร่างกาย วุฒิภาวะ ประสาทสัมผัส การรับรู้ทั้งหมดมาจากการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ ซึ่งก็จะต้องมีเรื่องกิจกรรมชีวิตประจำวัน การแต่งตัว การจับช้อนส้อมในการรับประทานอาหาร ก็เป็นกล้ามเนื้อมัดเล็ก การอาบน้ำ แปรงฟัน พวกนี้มันเป็นรายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งมันสำคัญที่ภาครัฐควรจะมีงบสนับสนุนสถานรับเลี้ยงเด็กในช่วงวัยนี้ เป็นวัยที่สำคัญมาก ๆ ๒-๕ ขวบ ก่อนวัยที่เขาจะเข้าประถมศึกษา
บุคลากรที่จะมาเลี้ยงเด็กก็สำคัญ ต้องคัดสรรบุคคล จัดอบรมหลักสูตรในการ เลี้ยงเด็ก ซึ่งภาครัฐควรจัดการเพื่อเลี้ยงเด็กให้มีคุณภาพ โตไปสามารถเป็นประโยชน์ต่อ สังคมส่วนรวมได้ ซึ่งตรงนี้มันก็เชื่อมต่อกับอีกหลายปัญหา บุคลากรในศูนย์เด็กเล็ก ก็ไม่เพียงพอ งบประมาณก็ค่อนข้างน้อย มันก็มาถึงเรื่องปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบ การดูแลสุขภาพและการศึกษา พอเข้าประถมศึกษาแล้ว เข้าโรงเรียนแล้ว หลังจากที่มีโควิด ก็มีปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบเยอะ
นอกจากนี้ อีกปัญหาหนึ่ง เด็กในชุมชนแออัดก็คือปัญหายาเสพติดในชุมชน ผู้ปกครองติดสารเสพติด ทำให้ดูแลเด็กไม่เต็มที่ หรือไปจนถึงใช้ความรุนแรงกับเด็ก เป็นอันตรายต่อร่างกาย จิตใจของเด็ก และเป็นปัญหาสืบเนื่องจากปัญหายาเสพติดในชุมชน แออัดซึ่งภาครัฐควรต้องจัดการอีกปัญหาหนึ่ง
ข้ามมาที่ผู้สูงอายุ พบว่าเงินสำรองเลี้ยงชีพมันไม่พอ เบี้ยผู้สูงอายุ ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาท ๘๐๐ บาท ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ทำให้ผู้สูงอายุต้องการรายได้เพิ่ม เนื่องจากผู้สูงอายุอาจจะมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่าง ๆ คือรักษาพยาบาลมันไม่ได้ฟรีจริงอย่างที่ เรารู้ คือมันมีค่าเดินทางไปพบแพทย์ คือจะให้เขานั่งรถเมล์ไปบางทีมันก็ไม่ไหว ค่าแท็กซี่ ไปกลับก็ ๒๐๐-๓๐๐ บาท ภาครัฐจึงควรเข้ามาช่วยเหลือในส่วนนี้ เพิ่มรายได้ให้กับผู้สูงอายุ ลดภาระลูกหลานในชุมชนแออัดที่รายได้น้อยอยู่แล้ว แต่จำเป็นต้องดูแลผู้สูงอายุด้วย ในกรณีที่เป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลานดูแล ก็ยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องทำให้ผู้สูงอายุสามารถ ใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้ คือประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ด้วยจำนวน ๑ ใน ๕ ผู้สูงอายุไม่ได้อยากเป็นภาระให้ลูกหลาน ๒๐ เปอร์เซ็นต์เลยนะครับ ที่เห็นในชุมชน แออัด ถ้าเผื่อเราเดินเข้าไปในชุมชน ทุก ๕ คน ๑ คน จะเป็นผู้สูงอายุ สำหรับผู้สูงอายุ ที่พักอยู่อาศัยตามลำพังในชุมชนแออัดอาจเกิดภาวะซึมเศร้า ไม่ว่าจะเป็นจากปัญหาทาง การเงิน สืบเนื่องมาจากไม่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ เหมาะสม ชุมชนแออัดไม่มีกิจกรรมทำ ภาวะซึมเศร้าอาจจะทำให้ผู้สูงอายุมีความสามารถ ในการใช้ชีวิตลดลง ส่งผลกระทบทั้งร่างกาย รุนแรงไปถึงจิตเวชอื่น ๆ ต้องฆ่าตัวตาย แก้ปัญหาด้านรายได้ของผู้สูงอายุ การแก้ปัญหานี้ก็ต้องมีจัดกิจกรรมให้ชุมชนแออัดสำหรับ ผู้สูงอายุก็มีความจำเป็นนะครับ เช่น ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุควรมีการจัดกิจกรรม คือศูนย์ดูแล ผู้สูงอายุควรจะอยู่ในชุมชนด้วย แล้วก็มีการออกแบบกิจกรรม ออกกำลังกายที่เหมาะสม สันทนาการ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า สอนอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มโอกาสในการ หารายได้เพิ่ม
สุดท้าย ปัญหาของผู้พิการในชุมชนแออัด ปัจจุบันเบี้ยคนพิการ ๘๐๐ บาท ต่อเดือน มันไม่เพียงพอในการดำรงชีพ ผู้พิการก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ยกตัวอย่าง โอ้โฮ แย่งงบกันปีหนึ่งอาจจะได้แค่หลังเดียว ซ่อมบำรุงที่อยู่อาศัยสำหรับผู้พิการหรือผู้ป่วยติดเตียง คือยังขาดมากเลย เรื่องการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยพิการติดเตียง ภาครัฐจึงมีความจำเป็นต้อง เข้ามาช่วยเหลือเพิ่มรายได้ อำนวยความสะดวกให้ผู้พิการ สำหรับที่อยู่อาศัยสถานพักพิงสำหรับผู้ดูแลผู้สูงอายุมันควรจะต้องให้มีมติ ครม. มอบให้ กระทรวง พม. ปรับสภาพที่อยู่อาศัยเพื่อคนทุกวัย จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ หลังกระมัง ผมอ่านดู ในเอกสารงบประมาณแล้วก็ในนโยบาย คือกลุ่มเป้าหมายที่รับประโยชน์จำนวน ๓๐๐,๐๐๐ คน ได้รับงบประมาณมากน้อยแค่ไหน มีความเป็นไปได้ในการบรรลุวัตถุประสงค์นี้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาหน้างานในพื้นที่ อย่างที่บอกครับ หลักหมื่น กว่าจะได้งบเขตหนึ่ง ๑ หน่วยต่อปี มันยากลำบากมาก แล้วไม่สามารถเบิกค่าแรงได้ด้วย คือไปซ่อมกันเอง จะต้องมีอาสาไปช่วย ซ่อมบ้านกันอย่างนี้เบิกยากมากนะครับ งบหลักหมื่นที่รับจัดสรรจากหน่วยงานกระจัด กระจาย ไม่มีประสิทธิภาพ เบิกยาก เด็กและผู้สูงอายุนี้คล้าย ๆ กัน คือต้องได้รับ การดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งเชิงกายภาพ รวมถึงทรัพยากร เพื่อลดกลุ่มเสี่ยงที่จะหลุดออกจาก นอกระบบการดูแลสุขภาพ ระบบการศึกษา บุคลากรสาธารณสุขควรมีจำนวนเพียงพอ อสส. ปัจจุบันอายุเฉลี่ยค่อนข้างมาก ก็คือเหมือนเตี้ยอุ้มค่อม เอาคนแก่ไปดูแลคนแก่ ด้วยกันเองนี่มันไม่ Work มันไม่ไหวนะครับ ควรจะมีการยกระดับขีดความสามารถพร้อมเพิ่ม ผลตอบแทนแรงจูงใจ ปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิตของเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนแออัด เป็นปัญหาเร่งด่วน อย่างที่กล่าวไปประชากรกลุ่มนี้มีอยู่มาก ปัจจุบันนี้เขาประสบปัญหา ในหลายด้าน ภาครัฐมีความสามารถในการเข้าไปช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ได้ ทั้งเพิ่มรายได้ สวัสดิการ อำนวยความสะดวกให้กับคนกลุ่มนี้ ให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ไม่ต้องดิ้นรนโดยไร้คนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ งบประมาณจากภาครัฐต้องถูกจัดสรรอย่าง เสมอภาค ถ้วนหน้า การสงเคราะห์ด้วยมูลนิธิต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ ทั้งสิ้น สวัสดิการเด็กและผู้สูงอายุเท่านั้นที่จะเป็นการแก้ปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืน เพราะมนุษย์ ทุกคนล้วนมุ่งอยากเห็นการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขอบคุณครับ