จาตุรนต์ ฉายแสง หารือถึงความสำคัญของคำสั่งที่ 66/2523 ในการยุติความขัดแย้งรุนแรง โดยเสนอแนวทางการนิรโทษกรรมและคืนสู่สังคมเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติการเมืองที่ยืดเยื้อ พร้อมเน้นย้ำให้กรรมาธิการใช้บทเรียนดังกล่าวเป็นแบบอย่างในการบริหารจัดการความขัดแย้งอย่างยั่งยืน รวมถึงให้ความสำคัญกับการดูแลคุณภาพชีวิตและปัญหาที่ดินทำกินของผู้ได้รับผลกระทบจากการย้ายถิ่นฐานในนโยบายคืนสู่สังคม
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมได้ฟัง การชี้แจงได้อ่านรายงาน แล้วก็ฟังคำอภิปรายของท่านสมาชิกในเรื่องที่มีการรายงานนี้ คิดว่าขอแสดงความคิดเห็นสั้น ๆ ที่น่าจะเป็นประโยชน์ ไม่ได้ใช้สิทธิพาดพิงที่มากล่าวว่า ผมอายุมากแล้ว ท่านประธานครับ ดูเหมือนว่าทั้งในรายงานและในการอภิปราย จะเน้น เรื่องการดูแลผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ทั้งในเรื่องการจ่ายเงินให้ แล้วก็การดูแลเรื่องที่ดินทำกิน การจัดสรรที่ดิน การให้สิทธิในการครอบครอง หรือใช้ที่ทำกิน แต่ว่าผมจะพูดประเด็นนั้นบ้าง เพราะมีประสบการณ์โดยตรง แต่ก่อนจะถึงตรงนั้น อยากจะพูดถึงเรื่องความหมายของคำสั่ง ที่ ๖๖/๒๕๒๓ ซึ่งเป็นต้นทาง ของการที่คณะกรรมาธิการไปพิจารณา เราอาจจะยังพูดถึงกันไม่มากนัก คือคำสั่งนี้ยกมา พิจารณาตอนนี้ ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องล้าสมัย แล้วก็เป็นเรื่องที่จะเป็นประโยชน์ต่อการคิดแก้ปัญหา วิกฤติการเมืองของสังคมไทยที่ยังคงอยู่ ที่ยังมีต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๔๙ จนถึง ปัจจุบัน คำสั่งที่ ๖๖/๒๕๒๓ นี้ ได้ทำให้สังคมไทยยุติความขัดแย้งครั้งสำคัญครั้งใหญ่ที่มี การรบราฆ่าฟันกัน คนเสียชีวิตกันฝ่ายหนึ่งเป็นร้อย ๆ คน โดยที่คำสั่งนี้มองไปที่การที่นักศึกษา ปัญญาชนถูกบีบบังคับจากการใช้มาตรการทั้งทางกฎหมาย การฆ่ากลางเมืองที่สนามหลวง ที่ธรรมศาสตร์ แล้วก็การไล่ล่าจนกระทั่งนักศึกษาปัญญาชนนับพัน ๆ คน ต้องหนีอันตราย จากหลบหนีอันตรายไปสู่ที่ที่ปลอดภัย กลายเป็นเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ แล้วก็เกิด ความเสียหายอย่างครั้งใหญ่ในสังคมไทย การยุติความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นจากการนิรโทษกรณี ๖ ตุลาคม ซึ่งก็เป็นเรื่องความผิดใหญ่มาก ซึ่งผมคงจะไว้พูดตอนที่รายงานของคณะกรรมาธิการ เรื่องการนิรโทษกรรมเข้ามา แต่ว่าพูดโดยย่นย่อก็คือว่า คำสั่งนี้ได้เลือกทางที่จะยุติ ความขัดแย้ง ความรุนแรง ด้วยการให้โอกาสผู้เห็นต่างที่ถูกบีบบังคับจากรัฐให้ต้องไป เผชิญหน้าต่อสู้กันด้วยกำลังอาวุธ ได้กลับคืนสู่สังคม ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่เราควรจะ ศึกษา นำเรื่องนี้มาศึกษา เพื่อมาดูว่าเราจะใช้แนวความคิดอย่างนี้ เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไข ปัญหาวิกฤติในปัจจุบันอย่างไร จาก ๖๖/๒๕๒๓ ที่ท่านพูดถึงเรื่องผู้พัฒนาชาติไทยยังไม่ได้ รับการดูแลอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับคำสั่ง สอดคล้องกับนโยบายหลังจากนั้น สังคมไทย ยังได้มีการนิรโทษกรรมผู้ที่มีความผิดฐานกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงมาก ใหญ่มาก ไม่ใช่แค่เซาะกร่อนบ่อนทำลาย อันเป็นเรื่องบ่อนทำลายสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งมักจะเป็นการใช้ไปใส่ร้ายป้ายสี กลั่นแกล้งประชาชนจำนวนมาก เขายกเลิก นิรโทษไป และยกเลิก พ.ร.บ. ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ยกเลิกไปเลย ไม่มีแล้ว เดี๋ยวนี้ยังมาพูดกันอยู่ มากล่าวหาคนโน้น คนนี้ ไม่พอใจกันก็มากล่าวหาว่าคนนี้ คอมมิวนิสต์ คนนั้นเป็นคอมมิวนิสต์ นักการเมืองเป็นคอมมิวนิสต์ นักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ สังคมไทยไม่มีพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์มา ๓๐ กว่าปีแล้ว ทีนี้ก็มาถึงตอนการดูแล เรื่องเงินในนี้ก็มีอยู่แล้ว ผมก็คงไม่ขอกล่าวถึง พวกผมที่กลับเข้ามาสู่ สังคมก็เข้ามาในฐานะเป็นนักศึกษาบ้าง อาจารย์บ้าง ไม่ค่อยมีปัญหา คือสามารถอยู่กับสังคมได้ จนมาเป็น สส. เป็นรัฐมนตรีกัน อะไรกันก็หลายคน แต่ว่าที่เป็นห่วงและท่านก็ศึกษามาบ้าง แต่ว่าในข้อเสนอผมก็ไม่แน่ใจว่ามันจะนำไปสู่การแก้ไขอย่างไร ก็คือปัญหาในส่วนที่เป็น ปัญหาของประชาชน คือนักศึกษาปัญญาชนกลับเข้ามา เขาก็ให้ไปเรียนหนังสือ ไปสอนหนังสือ แล้วก็เติบโตขึ้นมาในสังคมได้ แต่ประชาชนในพื้นที่ที่นักศึกษาไปอยู่ด้วย ซึ่งในนี้กล่าวถึงหลายจุด ผมมีประสบการณ์ตรง เห็นปัญหาตรงกับที่ท่านรายงาน แต่ว่าอาจจะเพิ่มเติมให้บ้าง เช่น ในหลายพื้นที่ประชาชนเขาอยู่มานานแล้ว อยู่มาตั้งแต่ เรียกว่าดึกดำบรรพ์แล้ว อยู่กันมาเป็นไม่ใช่หลายสิบปี อาจจะเป็นร้อยปีด้วยซ้ำ อยู่ในพื้นที่นั้น ก็อยู่เรื่อยมา พอมาเกิดกรณีว่ายุติการต่อสู้คืนสู่สังคม มีผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ก็ไปกวาดต้อนเขา เพื่อไม่ให้ ทำไร่เลื่อนลอย เราก็เข้าใจ แล้วก็เอามาอยู่เป็นหมู่บ้าน บางพื้นที่ อย่างเช่น ที่ดอยผาช้าง ผาจีน ผมไปเยี่ยมบ่อย ๆ ก็เอาครึ่งหนึ่งออกมาอยู่เชิงเขา ออกมาอยู่ในพื้นที่ชนบท ซึ่งเขา ก็ทำมาหากินไม่ได้ เพราะเป็นนา เขาอยู่กับเขา เขาทำไร่ เวลาไปเยี่ยมก็จะไม่พบ เพราะว่า เขาเข้าไปในป่าอีกนั่นละ ต้องไปปลูกผัก ปลูกข้าวโพด ปลูกอะไรก็แล้วแต่ ส่วนที่อยู่ในนั้น ก็มาอยู่กันให้เป็นหมู่บ้านที่อยู่ด้วยกันเป็นกระจุก รัฐโดยฝ่ายความมั่นคงไปตกลงกับเขาไว้ ตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ ๓๐ กว่าปีก่อนบอกว่าจะจัดพื้นที่ให้ คนนั้นจะมีพื้นที่ตรงนั้น ตรงนี้ ให้มีสิทธิ ถึงเวลาจริง ๆ จะเหมือนกันในหลายกรณี ผมเชื่อว่าคล้ายกัน ถึงเวลาจริง ๆ เบี้ยวเขาละ ว่าง่าย ๆ เบี้ยวเขาด้วยความคิดอย่างไร เดี๋ยวนี้ไม่มีคอมมิวนิสต์แล้ว เดี๋ยวนี้ไม่มีการต่อสู้แล้ว เพราะฉะนั้นจะอย่างไรครับ ประชาชนก็ได้ ก็เลยไม่ได้ดูแล จนถึงทุกวันนี้ยังไม่ได้ดูแล ไม่ให้สิทธิเขา เขาก็ยังอยู่กันแบบดิ้นรนลำบากไป ทั้ง ๆ ที่ถ้าจะให้เขาช่วย ช่วยดูแลป่าก็ได้ ช่วยทำป่าชุมชนก็ได้ ทำอะไรได้อีกหลายอย่าง แต่ว่าไม่ได้ทำ ผมก็เป็นห่วงอยู่อย่างเดียว ท่านจับประเด็นได้ถูกแล้ว นำเสนอปัญหาได้ชัดเจนพอสมควรแล้ว ในข้อเสนอก็เสนอบอกว่า ควรพิจารณาดำเนินการอนุญาตให้ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยได้รับการจัดสรรที่อยู่ทำมาหากินต่าง ๆ ได้รับเอกสารสิทธิ ตรงนี้มันจะหนักแน่นแค่ไหน ก็อยากจะฝากทั้งท่านกรรมาธิการฝากต่อ ที่ประชุมนี้ เพื่อไปยังผู้ที่รับผิดชอบในส่วนของรัฐบาลว่า เรื่องนี้ต้องทำจริงจัง ไม่อย่างนั้น มันเป็นการไม่ให้ความเป็นธรรมต่อประชาชนเหล่านี้ เพราะว่าไปดำเนินการ เขาก็ให้ ความร่วมมือ แต่เขาต้องลำบาก เขาต้องสูญเสียที่ดินของเขาไป เขาสูญเสียโอกาส ในการทำมาหากินไป ทำอย่างไรให้คืนแก่เขา อันนี้ก็อยากจะฝากไว้
แล้วก็ขอย้ำเป็นประการสุดท้ายอีกครั้งหนึ่ง ก็คือว่าความหมายของคำสั่ง ที่ ๖๖/๒๕๒๓ เราควรจะใช้โอกาสนี้ฝากท่านคณะกรรมาธิการด้วย เพื่อจะช่วยกันนำเอา บทเรียนอันนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการจะแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยที่ยังมีอยู่ เป็นคนละขั้น คนละตอน เป็นคนละบริบทกันก็ตาม แต่ว่าบทเรียนอันนี้น่าจะยังเป็น ประโยชน์ในการที่เราจะแก้ปัญหาวิกฤติของสังคมไทยต่อไป ขอบคุณครับ