ชวลิต ชี้แจงนโยบายการเมืองนำการทหาร เสนอแก้ปัญหาดินทำกิน-ที่อยู่อาศัย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๑๙ กันยายน ๒๕๖๗

ชวลิต วิชยสุทธิ์ หารือรายงานการพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาภายใต้คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๕๒๓ โดยชี้แจงที่มาของนโยบายการเมืองนำการทหาร และเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาดินทำกินและที่อยู่อาศัย ชวลิต วิชยสุทธิ์ หารือปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชนในหมู่บ้านปิยะมิตร จ.ยะลา และภูชี้ฟ้า จ.เชียงราย ที่หมดอายุสัญญาเช่าและทับซ้อนกับอุทยาน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไข ชวลิต วิชยสุทธิ์ หารือปัญหาเงินเยียวยาผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย โดยเสนอให้ตรวจสอบการสวมสิทธิและค่าหัวคิว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขความเดือดร้อนของ ผรท. ตามพันธสัญญา ชวลิต วิชยสุทธิ์ เสนอให้รัฐบาลนำนโยบายการเมืองนำการทหารตามคำสั่ง ๖๖/๒๕๒๓ มาปรับใช้แก้ไขปัญหาความไม่สงบ

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ผู้แทนคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการ ขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า รายงาน การพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามกฎหมายและนโยบาย ภายใต้คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๕๒๓ ที่รายงานต่อที่ประชุมในวันนี้ ได้เริ่มทำการศึกษาในสมัยประชุมที่ผ่านมา ต้องขอขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการที่ เชิญผมมาเป็นที่ปรึกษา เพื่อได้ร่วมกับเพื่อนคณะกรรมาธิการสานงานต่อให้สำเร็จลุล่วงในชั้น กรรมาธิการ และมานำเสนอรายงานต่อสภา เพื่อกรุณาพิจารณาให้ความเห็นชอบในวันนี้ ทั้งนี้ เพื่อส่งรายงานผลการศึกษาให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับข้อสังเกตไป ดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนต่อไป ความเป็นมาของเรื่องนี้เกิดจาก ผรท. หรือผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยทั่วประเทศทุกภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ ได้เดินทางมาร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการว่า ได้รับความเดือดร้อนใน ๒ ประเด็นหลัก ๆ คือ ๑. ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ๒. ปัญหาเงินเยียวยา การจะแก้ไขปัญหาทั้ง ๒ ประการดังกล่าว จำเป็นจะต้องรู้ที่มาของ นโยบายของรัฐบาลในอดีตว่า เหตุใดจึงมีนโยบายให้ที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และเงินเยียวยา และ ผรท. หรือผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เมื่อทราบถึงที่มาของนโยบายในการแก้ไขปัญหาในอดีตแล้ว ที่สำคัญจะได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับนโยบายดังกล่าวว่า นโยบายการเมือง นำการทหารตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว ส่งผลให้ยุติการรบราฆ่าฟันกันระหว่าง คนไทยด้วยกันเองที่ยืดเยื้อยาวนานเกือบ ๒๐ ปีลงได้ นับเป็นคุณูปการ กับประเทศ และพี่น้องประชาชนอย่างมหาศาล ท่านประธานที่เคารพ เมื่อย้อนกลับไปในอดีต วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๐๘ เป็นวันที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับทางราชการ เรียกว่า วันเสียงปืนแตก เหตุเกิดขึ้นที่บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม จากปี ๒๕๐๘ ถึงปี ๒๕๒๓ เป็นเวลาเกือบ ๒๐ ปี กว่าจะยุติการสู้รบภายในประเทศลงได้ จึงนับเป็นความ ขัดแย้งภายในประเทศที่ใช้กำลังเข้าต่อสู้กัน เสียชีวิต ทรัพย์สินทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งภาครัฐ และประชาชนมหาศาล ขณะนั้นกระผมเพิ่งรับราชการใหม่ ๆ จำได้ว่าในหลวงรัชกาลที่ ๙ หรือพ่อหลวงของเราทรงทุกข์โทมนัสที่เห็นคนไทยรบราฆ่าฟันกันเอง ปีหนึ่ง ปีหนึ่ง ต้องพระราชทานเพลิงศพข้าราชการ ทหาร ตำรวจ อส. นับพันศพ ขณะเดียวกันประชาชน ก็บาดเจ็บล้มตายจำนวนมากเช่นกัน นับเป็นคุณูปการต่อประชาชนคนไทย และต่อประเทศชาติ เป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลในขณะนั้น ภายใต้การนำของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อดีต นายกรัฐมนตรี อดีตประธานองคมนตรี ได้มีนโยบายการเมืองนำการทหาร ภายใต้คำสั่งสำนัก นายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๕๒๓ ซึ่งนำเสนอโดย พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตผู้บัญชาการทหารบก อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ร่วมกับคณะเสนาธิการ นำเสนอ นโยบายการเมืองนำการทหาร จนนำมาซึ่งความสงบสุขในบ้านเมืองดังกล่าว แต่กว่าความขัดแย้ง ด้วยการต่อสู้ด้วยกำลังจะยุติลง ด้วยการที่ ผรท. วางอาวุธ ออกจากป่ามาร่วมพัฒนาชาติไทย มีข้อสัญญาหรือพันธสัญญาที่ผู้บริหารประเทศในยุคนั้นมีข้อตกลงกับผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยไว้ ทั้งในเรื่องที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย ที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ก็ได้สัญชาติไทย และตามมาด้วย เงินเยียวยาในภายหลัง ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเห็นใจข้าราชการที่รับผิดชอบ ในเรื่องนี้ในปัจจุบัน เพราะจากปี ๒๕๒๓-๒๕๖๗ ในปีนี้ เป็นเวลากว่า ๔๐ ปี ข้าราชการ ปัจจุบันก็ผ่านมาหลายรุ่น เป็นรุ่นลูก รุ่นหลาน งานหลายส่วนจึงอาจต่อกันไม่ติด มีงานที่ตกค้าง ที่ต้องใช้ความพยายามร่วมกันหลายฝ่าย เพราะเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง การแก้ไขปัญหา ให้สำเร็จจึงต้องใช้ระดับนโยบาย คือระดับรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี เป็นผู้ตัดสินใจ คณะกรรมาธิการเห็นเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และความเดือดร้อนของ ประชาชน จึงทำการศึกษาและนำมาให้สภาพิจารณาให้ความเห็นชอบข้อสังเกต เพื่อส่งต่อให้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป ท่านประธานที่เคารพ เพื่อประหยัดเวลา กระผมขออนุญาตยกปัญหาที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย สัก ๒ ปัญหา ๒ พื้นที่ พอสังเขป

พื้นที่แรกเป็นพื้นที่ภาคใต้ ที่หมู่บ้านปิยะมิตร ๑-๔ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยกลุ่มนี้เข้ามาอยู่ในพื้นที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ตามโครงการหมู่บ้าน ความมั่นคงตามแนวชายแดน ชื่อหมู่บ้านปิยะมิตร หมู่บ้านนี้ได้รับชื่อพระราชทานจาก ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทุก ๆ ปีพระราชวงศ์หลายพระองค์เสด็จติดตามโครงการพระราชดำริ หมู่บ้านปิยะมิตร ๑-๔ เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ทั้งเป็นแหล่ง ที่ประกอบอาชีพทางด้านการเกษตรที่ทำรายได้ให้อำเภอเบตง จังหวัดยะลา มหาศาล แต่ปัจจุบันประชาชนหาความมั่นคงในที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัยไม่ได้ เพราะหมดอายุสัญญา เช่าที่ดินมาหลายปีแล้ว พื้นที่นี้ทางราชการใช้วิธีให้เช่า ๓๐ ปี แล้วค่อยต่ออายุ แต่ขณะนี้ พ้นอายุการเช่ามาแล้วถึง ๖ ปี คณะกรรมาธิการได้เพียรพยายามเชิญหน่วยราชการ ที่เกี่ยวข้องมาพบ มาให้ข้อมูล ท่านผู้บัญชาการทหารบกได้กรุณาให้ความเห็นชอบในการ ต่ออายุ แต่ปัจจุบันเรื่องยังติดอยู่ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่จะเสนอ เข้าคณะรัฐมนตรีพิจารณา แต่เวลาก็ล่วงเลยมาถึง ๖ ปีดังกล่าว ประชาชนขาดความเชื่อมั่น ในที่ดินที่อยู่อาศัยของตนเอง นับเป็นเรื่องที่รัฐบาลจำเป็นจะต้องเข้ามาแก้ไข

พื้นที่ที่ ๒ พื้นที่ภาคเหนือที่ภูชี้ฟ้า ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย หลังมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๕๒๓ แม่ทัพภาคในขณะนั้นได้ร่วมกับส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้อง ขีดวงให้ชาวบ้านได้ที่ดินทำกินที่อยู่อาศัยจนกลายเป็นหมู่บ้าน เป็นตำบล เป็นอำเภอ ปัจจุบันมีปัญหาพื้นที่ทับซ้อนกับอุทยาน จึงมาร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการ พื้นที่นี้กระผมได้เคยนำคณะกรรมาธิการขึ้นไปดูสภาพข้อเท็จจริง เห็นศาลาทรงงานของ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เห็นรอยประทับพระบาทของพระองค์ท่านไว้เป็นมิ่งขวัญของประชาชน ในหมู่บ้าน มีโครงการพระราชดำริ แสดงว่าองค์พระประมุขของชาติเล็งเห็นการณ์ไกลอย่างยิ่ง ที่จะดูแลพสกนิกรของพระองค์ ดังนั้น ในปัญหาเรื่องที่ดินที่อยู่อาศัยที่ภูชี้ฟ้านี้จำเป็นอย่างยิ่ง ที่รัฐบาลในระดับ นโยบายจะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหา

ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาที่ตามมาอีกเรื่องคือปัญหาเงินเยียวยา มีการจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย มาแล้วถึง ๓ รัฐบาลด้วยกัน ซึ่งกระผมจะไม่ ลงในรายละเอียด สักครู่ทางดอกเตอร์ศักดิ์ณรงค์ ศิริพร ณ ราชสีมา ซึ่งเป็นประธาน คณะทำงานจะมาลงรายละเอียดในเรื่องนี้ แต่เป็นเรื่องแปลกประหลาดครับท่านประธาน ผ่านมา ๔๐ ปียังมี ผรท. ตัวจริงเสียงจริง ที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา ซึ่งผมเคยสอบถามว่า ทำไมไม่ได้รับ เขาบอกว่าถ้าต้องเสียค่าหัวคิว เขาไม่รับ เขาถือเกียรติยศ หรือศักดิ์ศรี จึงยังไม่รับ จะรับต่อเมื่อดำเนินการในสิ่งที่ถูกต้อง มีเรื่องร้องเรียนมายังคณะกรรมาธิการ จำนวนมากกว่ามีการสวมสิทธิ มีการเรียกเก็บค่าหัวคิวการขอรับเงินเยียวยา ดังขึ้น ดังขึ้น แม้กระทั่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เดินทางมาร้องเรียนที่สภาแห่งนี้ในห้องกรรมาธิการ ดังนั้น การพิจารณาแก้ไขปัญหาเงินเยียวยา จึงต้องพิจารณาใน ๒ ประเด็น คือ ๑. เยียวยา กับ ผรท. ตัวจริง ที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา ๒. ตรวจสอบป้องกันการสวมสิทธิ การเก็บค่าหัวคิว ในการขอรับเงินเยียวยา ช่วงที่รัฐบาลท่านเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาศึกษารวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในการที่ จะรับเงินเยียวยา ณ ปัจจุบันคณะกรรมาธิการเห็นว่าควรมีการปรับปรุงคณะกรรมการ ดังกล่าว เพื่อให้มีตัวแทน ผรท. แต่ละภาคที่เป็นผู้อาวุโส ที่ได้รับการยอมรับ เข้ามามีส่วน ในการตรวจสอบกันเอง เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ การเรียกเก็บค่าหัวคิว เพราะขณะนี้ ดังที่กราบเรียนไปเมื่อสักครู่ว่า มีผู้มาร้องเรียนถึงสภาจำนวนมาก ท่านประธานที่เคารพ กล่าวโดยสรุป ปัญหาที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และปัญหาเงินเยียวยาของ ผรท. ยังมีอยู่จริง ซึ่งคณะกรรมาธิการเห็นว่าควรมีการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของ ผรท. เพื่อปฏิบัติ ให้เป็นไปตามพันธสัญญาที่รัฐบาลในอดีต รุ่นพ่อ รุ่นปู่ของเราได้ทำไว้ จนทำให้เกิดความสงบ ในบ้านเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ในสภาแห่งนี้มี ผรท. หรือผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย หลายท่าน ทั้งที่เป็น สส. เป็นผู้บริหาร เป็นรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม ซึ่งดูแลความมั่นคง ถ้าท่านได้ตั้งทีมงานศึกษารายงานฉบับนี้ รับข้อสังเกต ไปดำเนินการงานแก้ไขปัญหาของ ผรท. ที่ตกค้างมาช้านาน ก็น่าจะสำเร็จบริบูรณ์ในยุคนี้ สมัยนี้ ท่านประธานที่เคารพ ที่กระผมกล่าวมานั้น เป็นหลักการและตัวอย่าง ตลอดจน ความเป็นมาของการจัดทำรายงานพอสังเขป สำหรับในรายละเอียดของข้อสังเกต ข้อเสนอแนะของรายงานฉบับนี้ ขออนุญาตที่จะให้ ดอกเตอร์ศักดิ์ณรงค์ ศิริพร ณ ราชสีมา ประธานคณะทำงาน ได้รายงานต่อที่ประชุม

ท่านประธานที่เคารพ ท้ายที่สุดนี้กระผมขออนุญาตท่านประธานกราบเรียน ผ่านไปยังสมาชิกผู้ทรงเกียรติเป็นประเด็นสุดท้าย ในเรื่องที่มีหลักคิดในการแก้ไขปัญหา ความไม่สงบในบ้านเมือง ด้วยนโยบายการเมืองนำการทหาร ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๖๖/๒๕๒๓ เฉกเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ในสมัยประชุมที่ผ่านมามีรายงานการศึกษา ของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เรื่อง แนวทางแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ทำการศึกษาเสร็จสิ้น โดยใช้เวลาเกือบ ๓ ปี ในการศึกษา รายงานฉบับนี้ได้นำนโยบายการเมืองนำการทหาร มาปรับใช้ ประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อรายงานเสร็จสิ้น ได้เสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านประธานชวน หลีกภัย ท่านได้กรุณาบรรจุในระเบียบวาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ช่วงท้าย สมัยประชุม สภาล่มบ่อยครั้ง จึงพิจารณาไปไม่ถึง และหมดสมัยประชุมในที่สุด หากรัฐบาล เห็นว่านโยบายการเมืองนำการทหารยังใช้ประโยชน์ได้กับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ให้ขอรายงานจากคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ไปศึกษา หรือนำไปปรับประยุกต์ใช้ งานที่ศึกษาก็จะไม่สูญเปล่า ไม่เสียงบประมาณไปเปล่า ๆ และอาจจะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองไม่มากก็น้อย ขอกราบ ขอบพระคุณครับท่านประธาน ขออนุญาตที่จะให้ดอกเตอร์ศักดิ์ณรงค์ ศิริพร ณ ราชสีมา ดำเนินการต่อ