ภัณฑิล น่วมเจิม สนับสนุนรายงานและเสนอแนะวิธีการแก้ไขปัญหาสำคัญ 2 ประเด็น ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดภาษีให้เป็นแบบขั้นบันได และการสนับสนุน SMEs ในด้านภาษีและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพื่อให้การชำระภาษีของประชาชนเป็นไปอย่างสะดวกและยุติธรรม
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ภัณฑิล น่วมเจิม ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ขอร่วมอภิปราย สนับสนุนรายงานฉบับนี้ ใน ๒ ประเด็น
ประเด็นแรก ก็จะเป็นเรื่องภาษี ในรายงานก็เขียนไว้ชัด จากการรับฟังสภาพ ปัญหาและผลการสำรวจ พบว่าผู้ประกอบการ SMEs ก็คือไม่อยากเข้าสู่ระบบภาษี เนื่องจาก มองว่าการจ่ายอัตราภาษีค่อนข้างสูง การเข้าสู่ระบบนี้มันก็จะทำให้มีการตรวจสอบต่าง ๆ ตามมา การไม่เข้าระบบภาษีก็มาดูจำนวนก่อนนะครับ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ คือสรรพากรกับ SMEs อย่างที่รายงานบอกรายงานตัวเลขไม่ตรงกัน คือนิติบุคคลที่เข้าสู่ ระบบภาษีประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ราย บุคคลธรรมดาอีกประมาณ ๑.๔-๑.๕ ล้านราย ก็รวมออกมาประมาณ ๒ ล้าน จากตัวเลข SMEs ทั้งหมดของ สสว. ๓ ล้านราย ก็แปลตรง ๆ ครับ ๑ ล้านรายโดยประมาณอาจจะยังไม่เข้าระบบภาษี ก็อาจจะไปเสียในรูปแบบบุคคลธรรมดาแทน หรืออาจจะไม่เสียเลยนะครับ คือปัจจุบันภาษีเป็นอย่างไรครับ มันมีตั้งแต่ ๐-๓๐๐,๐๐๐ กำไรสุทธินี้ยกเว้นใช่ไหมครับ แต่นี่มันอาจจะถือว่าน้อยมากนะครับ ๓๐๐,๐๐๐ ถึง ๓ ล้านบาท นี่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ พอมากกว่า ๓ ล้านบาท ก็คิดเหมือนกับนิติบุคคลธรรม ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปกติ Threshold มันก็จะอยู่ประมาณนี้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ คนจะเริ่ม ไม่อยากเสียแล้ว มันค่อนข้างเยอะ ถ้าเผื่อเราไปดูในประเทศอื่น ๆ อย่างเกาหลีใต้หรือญี่ปุ่นมันก็จะคนละอัตรากันนะครับ ก็มีข้อเสนอที่ดีนะครับ คือทำเป็น Progressive แทน ภาครัฐก็ควรจะเปลี่ยนรูปแบบการจัด ให้เป็นขั้นบันไดนะครับ อย่างอันนี้เขายกตัวอย่างเรื่องกำไรสุทธิ ๓๐๐,๐๐๐ ถึง ๓ ล้านบาท ให้เก็บแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ คือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ปกติมันก็จะพอ ๆ กับเวลาเราได้รายได้ จากดอกเบี้ย หรือหัก ณ ที่จ่ายคือหลักของภาษีนี้ต้องทำให้คนเขาสบายใจที่จะจ่าย ถ้าเผื่อ คิดเยอะเมื่อไรปั๊บอาจจะมีปัญหาแน่นอนนะครับ เหมือนกับเวลาผลผลิตทั่วประเทศของเรา GDP เราเท่าไร แล้วเรามาดูว่า ที่เราจัดเก็บนี้อยู่ที่ประมาณ ๑๓-๑๔-๑๕ เปอร์เซ็นต์ มันก็ Rate ประมาณนั้นครับที่คนยอมจ่าย เพราะว่าประชาชนหรือ SMEs ยังไม่ได้เชื่อ ในระบบของรัฐ อย่างในประเทศที่มีระบบสวัสดิการที่ดีเขายอมจ่ายถึง ๓๐-๓๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะเขารู้ว่าเขาจ่ายไปแล้วเขาได้อะไรกลับมา แต่อย่างประเทศเราคือผู้ประกอบการ ไม่มั่นใจครับ จ่ายไปแล้วจะโดนรีดไถเพิ่มหรือเปล่า เขาก็ไม่อยากจ่าย เพราะฉะนั้นอาจจะ ต้องเริ่มต้นที่ต่ำนะครับ อย่างที่แนะนำมานี้ ผมว่าเป็นตัวเลขที่น่าจะลองพิจารณานะครับ กำไรสุทธิ ๓ ล้านถึง ๓๐ ล้านบาท ร้อยละ ๑๕ กำไรสุทธิ ๓๐ ล้าน ถึง ๓๐๐ ล้านบาท ๒๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ แล้วพอเกิน ๓๐๐ ล้านขึ้นไป ก็อาจจะเป็นที่ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ หรือใกล้เคียงกับนิติบุคคลธรรมดานะครับ
อีกประเด็นหนึ่งนะครับ ก็คือในเรื่องของการเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ซึ่งผมว่าข้อมูลก็ทำไว้ค่อนข้างดีนะครับ อย่างเกาหลีใต้ก็เป็นแบบอัตราก้าวหน้าเหมือนกัน เพราะว่าอย่างสมมุติว่ารายได้ต่อปีไม่เกิน ๒๐๐ ล้านวอน ก็เสีย ๙ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นมาที่ ๑๙ ๒๑ ๒๔ นะครับ ญี่ปุ่นก็คล้ายกันนะครับ Startup ก็จะอยู่ที่เกณฑ์ที่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ โดยจะต้องมีรายได้ต่อปีไม่น้อยกว่า ๘ ล้านเยน อันนี้ก็เป็นจุดที่ผมอยากจะอภิปรายสนับสนุน เรื่องภาษีนะครับ เพราะชัดเจนที่สุด จะทำให้ SMEs เข้ามาสู่ระบบการจัดเก็บและรัฐ ก็จะสามารถสนับสนุน SMEs ได้ แล้วก็เรื่องของการเข้าถึงสินเชื่อนะครับ
ประเด็นสุดท้ายก็จะเป็นเรื่องของการเพิ่มแรงงานหญิง ทำให้เด็กเกิดการพัฒนา ระยะยาว คือถ้าเผื่อไม่มีแรงงาน ไม่มีเด็กยังไม่ต้องพูดถึงเลย SMEs ต่อไปในอนาคตจะลำบาก เพราะฉะนั้นมีความสำคัญอย่างมากในการที่เราจะสร้างบุคลากร เนื่องจากครอบครัวที่มี รายได้น้อยมีความจำเป็นต้องใช้ศูนย์เด็กเล็กในการฝากลูกระหว่างที่ตนเองไปทำงาน ไม่ต้อง เป็นภาระเลี้ยงดูบุตรอย่างเดียวนะครับ โดยรัฐก็ต้องรับผิดชอบเรื่องดังกล่าวแทนครอบครัว ซึ่งสามารถทำให้แม่กลับไปสู่ระบบแรงงานได้ ก็สำคัญครับเรื่องศูนย์พัฒนาเด็กเล็กนะครับ ซึ่งอยู่ในชุมชนแล้วก็ช่วยครอบครัวผู้มีรายได้น้อย แล้วก็สามารถฝากไว้ได้ ทำให้ไม่เป็นภาระ สำหรับแรงงานผู้หญิง โดยต้องสามารถออกไปทำงานได้ แล้วก็เป็นกำลังในการขับเคลื่อน SMEs ขอฝากไว้ ๒ ประเด็น ในเรื่องของภาษี แล้วก็เรื่องของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กครับ ขอบคุณครับ