ศุภณัฐ หารือระบบ SME One ID เสนอปรับกฎหมาย-เพิ่มเข้าถึงทุน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๑๙ กันยายน ๒๕๖๗

ศุภณัฐ มีนชัยนันทันท์ หารือการปรับปรุงระบบจดทะเบียนและฐานข้อมูลผู้ประกอบการขนาดเล็กผ่าน SME One ID เพื่อส่งเสริม ease of doing business พร้อมเสนอแนวทางปรับนิยามให้สอดคล้องกับ สสว. และเรียกร้องให้มีการกำหนดเกณฑ์ข้อมูลทางการเงินและคุณสมบัติผู้กู้อย่างชัดเจนเพื่อเพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุน รวมถึงเสนอการแก้ไขกฎหมายเพื่อสนับสนุนการเปิดเผยข้อมูล การเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูล การพัฒนาความรู้ทางการเงิน และการปรับปรุงข้อจำกัดด้านภาษี แรงงาน และกฎหมายที่กระทบต่อผู้ประกอบการ SMEs โดยเฉพาะการจัดตั้งบริษัทและการจ้างแรงงานต่างชาติ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงานไทยและเชื่อมโยงการศึกษากับความต้องการของตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ กรรมาธิการ

ขอบคุณท่านประธานครับ อีกส่วนหนึ่ง ก็คือเรื่องของการยื่นขอใบอนุญาตต่าง ๆ ถ้าเกิดมันสามารถรวบรวมกันอยู่ใน SME One ID ก็จะเป็นเรื่องตรงกับนโยบายของรัฐบาลในเรื่องของ Ease of doing Business นะครับ

ต่อไปก็คือเรื่องของการสร้างฐานระบบข้อมูลหรือตัวทะเบียนของ ผู้ประกอบการนะครับ เพื่อให้ง่ายต่อการผลักดันนโยบายต่าง ๆ ที่เราจะมี Contact Point ต่าง ๆ ไปอย่าง SMEs ทุกรายนะครับ และอีกส่วนหนึ่ง ก็คือเรื่องของการปรับนิยาม ให้ใช้ นิยามแบบเดียวกัน ก็คือแบบของ สสว. เพื่อที่ง่ายต่อการที่เราจะจัดทำข้อมูล ปัญหาที่ ๒ ก็คือปัญหาด้านการเงินและสภาพคล่อง และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนนะครับ

๒.๑ ก็คือเรื่องของการกำหนดขอบเขตข้อมูลทางด้านการเงินว่าข้อมูลไหน ที่ถูกนับว่าเป็นข้อมูลทางการเงินที่ใช้ในการคำนวณหรือพิจารณาเรื่องของเครดิต เรื่องของ สินเชื่อต่าง ๆ นะครับ

๒.๒ ก็คือเรื่องของการกำหนดเงื่อนไขและคุณสมบัติในการพิจารณาของ สถาบันการเงิน

๒.๓ ก็คือปัญหาเรื่องของระยะเวลาของสินเชื่อหรือตัว Credit term นะครับ จาก ๓ ปัญหาที่กรรมาธิการพิจารณาก็จะมีข้อเสนอในเชิงกฎหมาย ก็คือการแก้ไข พ.ร.บ. ข้อมูลเครดิต ปี ๒๕๔๕ ให้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างอื่นที่เป็นข้อมูลที่เป็น Non Financial หรือข้อมูลที่ไม่ใช่ด้านการเงิน อย่างเช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าบริการรายเดือน ต่าง ๆ นำเข้ามาอยู่ร่วมกันด้วย รวมถึงการแก้ไขกฎหมายหลาย ๆ ฉบับ เพื่อให้สามารถ เปิดเผยข้อมูลระหว่างรัฐได้ เช่น พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารราชการ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วน บุคคล พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ นะครับ ในส่วนของข้อเสนอ เชิงนโยบาย ก็คือการผลักดันเรื่องของการทำ Open Data หรือการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง สถาบันการเงินให้สถาบันการเงินสามารถเข้าถึงข้อมูลบางส่วนของผู้ประกอบการที่อยู่กับ สถาบันการเงินอื่น ๆ เพื่อใช้ในการพิจารณาเรื่องของสินเชื่อนะครับ เรื่องของการควบคุม เรื่องของ Credit term มีระบบการติดตามการวางบิลล์ ที่ชัดเจน เพื่อให้ไม่ถูกเรียกว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่ประวิงเวลาการจ่ายเงินนะครับ การเพิ่มการค้ำประกันของ บสย. ก็ดี หรือการพัฒนาระบบอบรมหลักสูตรต่าง ๆ ทักษะต่าง ๆ แล้วเรื่องของการพัฒนาการศึกษา เพื่อเพิ่มในเรื่องของประสิทธิภาพ เรื่องของ Financial Literacy หรือความรู้ด้านการเงินนะครับ

ปัญหาที่ ๓ เป็นปัญหาเรื่องของด้านภาษีนะครับ การเข้าสู่ระบบภาษี เรียกได้ว่า เป็นอุปสรรคสำคัญและอุปสรรคใหญ่ของผู้ประกอบการ SMEs นะครับ ตั้งแต่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคำนวณภาษี กระบวนการต่าง ๆ ในการยื่นภาษีต่าง ๆ นะครับ ซึ่งตรงนี้มีปัญหาในเรื่องของทั้งการเข้าสู่ระบบภาษีและในเรื่องของปัญหาทางด้านของอัตรา ภาษีที่สูงเกินไป ซึ่งทำให้เกิดการเลี่ยงที่จะไม่อยากเข้าสู่ระบบ ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นปัญหาที่ทำให้ เกิดเรียกว่า Informal Economy หรือว่าเศรษฐกิจนอกระบบที่มีขนาดใหญ่เกิดขึ้น ในส่วนของข้อเสนอเชิงกฎหมาย ก็แน่นอนครับ ต้องแก้ไข เราเสนอว่าควรมีการพิจารณา แก้ไขในเรื่องของอัตราภาษีให้มีความถี่มากยิ่งขึ้น เพราะว่าปัจจุบันนี้ถ้าไม่ ๐ เปอร์เซ็นต์ ก็กระโดดไปที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เลย ก็ถือว่าค่อนข้างสูงนะครับ ตรงนี้เสนอให้มีการแก้ไข แล้วข้อเสนอเชิงนโยบายก็ควรต้องมีกฎหมายหรือสภาพบังคับทำให้ทุกร้านค้าเข้าสู่ระบบ ภาษีให้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันนี้ต้องเรียกได้ว่าเราสร้างเหมือนเป็น ๒ มาตรฐาน SMEs กลุ่มหนึ่งเข้าร่วม แต่ SMEs อีกกลุ่มหนึ่งไม่เข้าร่วม แต่ก็ไม่ได้เกิดปัญหาอะไรเกิดขึ้น ไม่ได้มี การบังคับใช้กฎหมายหรือการดึงเข้าสู่ฐานภาษีนะครับ แล้วถ้าเกิดเป็นนโยบายในเชิงของ การให้รางวัลนะครับ สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ก็จะมีสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เกิดขึ้นนะครับ ในการที่จะดึง SMEs เข้าสู่ระบบขึ้นมา ซึ่งรายละเอียดอยู่ในรายงานนะครับ แล้วต่อมาครับ ก็เป็นในเรื่องของปัญหาด้านแรงงานและการจ้างงานต้องบอกว่ามีปัญหาอยู่ ๒ ส่วนด้วยกัน ก็คือปัญหาด้านความพร้อมของคนหรือของทักษะของแรงงาน แล้วก็ปัญหาเรื่องของ การไม่สามารถปรับเรื่องของค่าแรงค่าจ้างแรงงานได้นะครับ ในส่วนตรงนี้เรามีข้อเสนอ ในเรื่องของการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หรือว่า Child Care เพื่อให้ครอบครัวผู้ที่มีรายได้ น้อยสามารถที่จะฝากลูกไว้อยู่ที่ศูนย์ได้ในระหว่างที่ตัวเองไปทำงานไม่ต้องพะวักพะวงหรือไม่ ต้องหยุดงาน ทำให้รายได้ครัวเรือนตกลงนะครับ แต่ถ้าเกิดสามารถฝากลูกได้ รายได้ ครัวเรือนของครอบครัวเขาก็จะสูงขึ้น มีสมาธิในการทำงานนะครับ ในส่วนที่ ๒ ก็คือการทำ Matching Service หรือการจัดหาแรงงานได้ตรงกับความต้องการของนายจ้าง การทำ Skill Mapping ในระหว่างระบบการศึกษา ก็คือพูดง่าย ๆ คือเอาทักษะที่จำเป็นในปัจจุบัน กับทักษะที่จำเป็นในอนาคตของผู้ประกอบการต่าง ๆ นี้ไป Match กันในเรื่องของ Course เรียนตามมหาวิทยาลัยเพื่อให้สามารถผลิตคนได้ตรงกับสิ่งที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ต่าง ๆ ต้องการนะครับ แล้วรวมถึงการพัฒนาระบบอาชีวะก็ดี

ปัญหาสุดท้ายครับ คือเป็นเรื่องของปัญหาด้านกฎหมาย หรือกฎระเบียบของ ภาครัฐที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา SMEs นะครับ มี ๒ เรื่องด้วยกันครับ ก็คือเรื่องของ การจัดตั้งบริษัทซึ่งปัจจุบันกำหนดให้ต้องมีบุคคลอย่างน้อย ๒ คนขึ้นไปถึงจะสามารถจดบริษัท ได้ แล้วส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องของการจ้างแรงงานจากต่างประเทศ ซึ่งเราต้องจ้างคนไทย ๔ คน ถึงจะสามารถจ้างแรงงานจากต่างประเทศได้ ๑ คนนะครับ แต่ทว่ามีบริษัทใหญ่หลาย ๆ บริษัทที่ได้สิทธิพิเศษจาก BOI ทำให้ตัวเองนั้นไม่จำเป็นต้องจ้างคนไทย ๔ คน แต่ก็สามารถ จ้างแรงงานต่างชาติหรือต่างด้าวได้ ๑ คน สุดท้ายกลายเป็นว่าไม่ใช่เป็นแรงงานต่างชาติ หรือต่างด้าวที่เป็นแรงงานทักษะสูง แต่ใช้กลไกนี้ไปใช้ในการจ้างแรงงานทักษะ เรียกว่า ทักษะต่ำแทน หรือทักษะทั่วไป ก็คืออย่างแรงงานประเทศเพื่อนบ้านของเรา เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เลยเกิดเป็นข้อแตกต่างระหว่างผู้ประกอบการที่ได้สิทธิ ก็คือผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ได้สิทธิ BOI กับผู้ประกอบการรายเล็กที่เป็นผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องโดนกฎหมายตรงนี้อยู่ ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายที่อาจจะจ้างแรงงาน ต่างด้าวหรือต่างชาติที่เป็นกลุ่ม SMEs ก็จะไม่อยากเข้าสู่ระบบ เพราะถ้าเกิดเข้าสู่ระบบ ก็จะถูกบังคับตามกฎหมาย ก็อยากจะอยู่นอกระบบเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นตรงนี้ในเชิงของ ข้อเสนอแนะ ก็คือเรื่องของการแก้ไขข้อบัญญัติ เรื่องการจัดตั้งบริษัทต่าง ๆ และเรื่องของ พ.ร.บ. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ปี ๒๕๖๐ ในส่วนของมาตรา ๑๑ แล้วก็ มีอีกส่วนหนึ่ง ก็คือเรื่องข้อเสนอในเชิงนโยบาย ก็คือกำหนดให้กรณีที่มีการจ้างแรงงาน ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ต้องมีการฝึกอบรมทักษะ มีการเรียกได้ว่าส่งถ่ายข้อมูลความรู้ ผ่านทักษะต่าง ๆ นำให้คนต่างชาติเหล่านี้ Train ให้กับคนไทย เพื่อที่ต่อไปเราจะได้จ้าง แรงงานไทยเป็นหลัก ทั้งนี้ ก็ต้องบอกว่าทางอนุกรรมาธิการตรงนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะรายละเอียดทั้งหมดจะอยู่ในรายงานฉบับนี้ ทางเราก็ต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิก ทุกท่านครับ ขอบคุณครับท่านประธาน