ศุภณัฐ แจงปัญหาทับซ้อนหน่วยงาน-นิยาม SMEs พร้อมเสนอ สสว. ดูแลหลัก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๑๙ กันยายน ๒๕๖๗

ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ รายงานผลการศึกษาและเสนอแนวทางเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หลังดำเนินการประชุมร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และต่างประเทศกว่า 41 แห่ง ชี้ปัญหาอุปสรรคจากกฎหมาย ระบบการเงิน นโยบายรัฐ และความซับซ้อนในการกำกับดูแลที่เกิดจากหน่วยงานทับซ้อนและนิยามที่ไม่ชัดเจน พร้อมเสนอให้ สสว. เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการนโยบายและจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเร่งผลักดันให้ระบบ SMEs One ID มีการบังคับใช้อย่างทั่วถึงเพื่อให้การให้บริการและรวบรวมข้อมูลเกิดประสิทธิผลสูงสุด

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อม (SMEs) ขออนุญาตนำเสนอรายงานฉบับนี้ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแบบย่อ โดยเนื้อหาเต็มอยู่ในรายงานของเรา

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

สำหรับวัตถุประสงค์ในการศึกษา ก็จะเป็นเรื่องของการพิจารณาศึกษาแนวทางและวิธีการในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและการเสริมสร้าง ความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน และเพื่อจัดทำข้อเสนอและข้อสังเกตในการ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ทางอนุกรรมาธิการก็มีการประชุมทั้งหมด ๑๗ ครั้ง ๔๑ หน่วยงาน เป็นหน่วยงานภาครัฐ ทั้งหมด ๒๖ หน่วยงาน เอกชน ๑๓ หน่วยงาน และมีสถานทูตอีก ๒ หน่วยงาน

แล้วอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ SMEs เองนั้นก็เป็นอีกหนึ่งในวาระของรัฐบาล ที่รัฐบาลให้ความสำคัญในฐานะกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก แต่ทว่า ผู้ประกอบการ SMEs กำลังเผชิญกระทั่งเรื่องของกฎหมาย เรื่องของระเบียบต่าง ๆ ที่สร้าง เป็นภาระและเป็นอุปสรรคต่อการประกอบกิจการ SMEs ส่งผลกระทบให้ไม่สามารถพัฒนา ตัวเองได้ หรือไม่สามารถที่จะแข่งขันได้ รวมถึงเรื่องของระบบการเงินที่อาจจะไม่ได้ทำให้ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างง่าย ทำให้ไม่สามารถหาทุนเพื่อไปพัฒนาต่อยอด ธุรกิจของตัวเองได้ รวมถึงเรื่องของสภาพคล่องต่าง ๆ จากวิกฤติทางการเงิน ประกอบกับ นโยบายของภาครัฐที่อาจจะไม่ได้ส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการได้อย่างเพียงพอและมี ประสิทธิภาพ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม SMEs ต้องบอกว่าสัดส่วนทางมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ GDP Contribution อย่างที่ผมบอกยังอยู่ที่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์มาหลายปีติดต่อกัน เรียกได้ว่าติดกับดักในเรื่องนี้มานานแล้ว แม้ว่าขนาดของ SMEs ทั้งระบบ ถึงแม้ว่ามันจะมี การโตขึ้น ต้องบอกว่า SMEs เราโตขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็โตเป็นสัดส่วนเดียวกับขนาด GDP ในภาพรวม นั่นหมายความว่า SMEs ที่เราลงงบประมาณไปพยายามช่วยเหลือผลักดันเข้าไปนั้น จริง ๆ แล้วไม่ได้สามารถทำให้เขาโตกว่าสภาพโดยรวมของสภาพเศรษฐกิจไทยได้เลยนะครับ ถึงแม้ว่ารัฐบาลเองจะมีเป้าหมายว่าอยากให้ตัว Contribution ตัว ๓๕ เปอร์เซ็นต์นี้ เป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ภายในปี ๒๕๗๐ แต่ก็ดูเหมือนว่าเป็นข้อเสนอที่อาจจะดูใหญ่เกินไป และในเชิงปฏิบัติน่าจะไม่สามารถทำได้จริง ถ้ายังไม่มีการแก้ไขในเชิงของโครงสร้างให้มากยิ่งขึ้น ทางอนุกรรมาธิการเราก็เลยมีการจัดทำรายงานขึ้นมา เพื่อที่จะสะท้อนสภาพปัญหา และอุปสรรคที่เกิดขึ้น โดยแบ่งสภาพปัญหาและอุปสรรคออกไปทั้งหมด ๕ ด้านด้วยกัน พร้อมกับนำข้อเสนอในเชิงของมิติด้านกฎหมาย แล้วก็มิติเรื่องของนโยบายในการนำเสนอ เดี๋ยวขออนุญาตไปเรื่องของปัญหาข้อที่ ๑ นะครับ

ปัญหาที่ ๑ เป็นในเรื่องของด้าน อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานในการกำกับ ดูแลผู้ประกอบการ SMEs หน่วยงานที่กำกับดูแลควรมีความจำเป็นที่ว่าจะต้องมีบทบาท และมีหน้าที่ในการส่งเสริมและสนับสนุน SMEs ไทย ซึ่งปัจจุบันนี้แม้ว่าเราจะมี สสว. หรือสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อยเป็นหน่วยงานที่ดูแล SMEs อยู่ แต่เราก็พบว่ายังมีหลายหน่วยงานที่ทำหน้าที่ทับซ้อนกับ สสว. ด้วยกัน และแต่ละหน่วยงาน ของภาครัฐที่อยู่ตามกระทรวงต่าง ๆ ก็ไม่ได้มีนโยบาย หรือมาตรการ หรือโครงการส่งเสริม SMEs ที่สอดคล้อง หรือเป็นไปในองคาพยพเดียวกัน ไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้มีการใช้งบประมาณ ที่อาจจะมีความทับซ้อนรวมกัน เพราะฉะนั้นปัญหาหลัก ๆ ก็คือเรื่องของบทบาทหน้าที่ ของหน่วยงานที่มีความซับซ้อน แล้วก็ขาดผู้ที่รับผิดชอบในภาพหลัก ทำให้ไม่เกิดเรียกได้ว่า เป็นหัวเรือในเรื่องของการบูรณาการต่าง ๆ นะครับ

ในส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องของนิยาม SMEs อย่างที่ผมได้แจ้งไปว่า SMEs มีทั้งหมด ๓.๑ ล้านราย แต่ในแต่ละหน่วยงานจริง ๆ แล้วมีการใช้เกณฑ์ในการบอกว่า SMEs ใครเป็น SMEs หรือใครไม่ใช่ SMEs ที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นแค่ตัวเลขหรือข้อมูลต่าง ๆ เราก็ไม่สามารถที่จะนำมาใช้ร่วมกันได้แล้ว เพราะว่าแต่ละหน่วยงานมีการใช้นิยามที่แตกต่างกัน นั่นเอง เพราะฉะนั้นก็เลยนำมาสู่เรื่องของข้อเสนอเชิงนโยบาย

ข้อเสนอที่ ๑ ก็คือการผลักดันให้ สสว. เป็นเจ้าภาพในการประสาน กำกับ ควบคุม จัดสรร แล้วก็กำหนดบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ ในเรื่องของการทำโครงการต่าง ๆ ที่ช่วยเหลือ SMEs ทำให้เกิดการบูรณาการแบบมีหัวเรือ และมีกรรมการกำหนดแผน ในการทำงาน และขับเคลื่อนที่ชัดเจนเป็นองคาพยพเดียวกัน อยู่ในกรอบภารกิจที่ชัดเจน มีการวางเรื่องของโครงการต่าง ๆ ในการสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง แล้วก็เรื่องของ การผลักดัน ทำให้ไม่มีการใช้งบประมาณที่สิ้นเปลือง หรือว่าเกิดความทับซ้อน ทำให้ทุกอย่าง มันขับเคลื่อนไปได้เป็นหนึ่งเดียวกันสักทีนะครับ

๒. คือการพัฒนาต่อยอดระบบ SMEs One ID ซึ่งก็คือเป็นระบบของ สสว. ในการทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงบริการของภาครัฐ รวมถึงการเก็บข้อมูลต่าง ๆ ของภาครัฐ ของ ๆ หน่วยงานต่าง ๆ มาอยู่รวมกัน แต่ทว่าตัวระบบ SMEs One ID ก็จะมีปัญหา เหมือนกัน เนื่องจากว่าระบบ SMEs One ID เราไม่ได้มีสภาพบังคับให้หน่วยงานต้องเข้าร่วม นั่นหมายความว่าหน่วยงานแต่ละหน่วยงานที่จะเข้าร่วมระบบ SMEs One ID นั้น เป็นเพียง การประสานงานจากทาง สสว. ไปติดต่อ ใครจะร่วมก็ได้ ใครไม่ร่วมก็ได้ ทำให้ที่ผ่านมา การดำเนินงานของ สสว. ในการหาหน่วยงานมาเข้าร่วมในระบบตัวนี้มันเกิดการติดขัด ซึ่งเราก็เสนอว่ารัฐบาลก็ควรมีความจำเป็นที่จะต้องออกระเบียบหรือมีนโยบายที่ชัดเจนว่า จะต้องให้หน่วยงานไหนเข้าร่วมและบังคับให้เข้าร่วม หรือหน่วยงานไหนไม่เข้าร่วม จะไม่สามารถให้หน่วยงานในเชิงของการใช้ดุลยพินิจของตัวเอง ในการที่จะบอกว่าเข้าร่วม หรือไม่เข้าร่วมแบบเสรีภาพได้ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดมีการมารวมกันอยู่ในระบบเดียวกันจะเกิด การทำงาน