จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ชี้แจงถึงการเปลี่ยนแปลงแนวทางการลงทะเบียนเงินช่วยเหลือว่ามีจุดประสงค์เพื่อป้องกันความสับสนจากความซ้อนทับของโครงการแจกเงินสองกลุ่ม ยืนยันว่ากลุ่มเปราะบางที่ไม่มีสมาร์ทโฟนได้รับสิทธิผ่านช่องทางอื่นโดยไม่ต้องลงทะเบียนซ้ำ พร้อมย้ำความพร้อมของงบประมาณกว่า 187,000 ล้านบาทสำหรับโครงการ Digital Wallet ระยะที่ 2 และรายงานความคืบหน้าการลงทะเบียนที่มีผู้สมัครแล้ว 36 ล้านคน ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนก่อนคัดกรอง โดยย้ำถึงการบริหารงบประมาณอย่างเป็นระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างดิจิทัลของรัฐอย่างรอบด้าน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กราบขอบพระคุณในคำถามที่ ๒ ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่า ประเด็นแรกเลย ไม่ได้ไปหลอกเขา เพียงแต่ว่ามันมีการเปลี่ยนจริง ๆ เปลี่ยนนี่เป็นการตัดสินใจในช่วงใกล้กับวันที่จะมีการ ลงทะเบียน สาเหตุท่านก็ได้พูดมาแล้ว ก็คือเรื่องของการที่ไม่อยากให้มันสับสน เพราะเรา มีการออกเงินในกลุ่มแรก คือ กลุ่มสวัสดิการ แล้วก็กลุ่มผู้พิการ ถ้าในช่วงวันเดียวกันแล้วก็ มีการลงทะเบียนซ้ำเข้าไปอีกด้วย มันจะเกิดความมึนงง เพราะว่าเราไม่อยากที่จะให้ กระบวนการ ๒ กระบวนการ มันเหลื่อมกันแล้วมันทำให้เกิดความสับสนของประชาชน ท่านอาจจะมองว่าการที่พี่น้องประชาชนกลุ่มที่ไม่มี Smartphone มาลงทะเบียนซ้ำ มันก็อุ่นใจ อันนี้ผมเข้าใจครับ แล้วผมรู้ด้วยว่ามันจะเกิดจริง ผมเป็นชาวบ้านถ้าเกิดว่า ผมเป็นชาวบ้านเป็นกลุ่มที่ไม่มีมือถือ ผมก็มาลงทะเบียนแล้วผมก็จะรับเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท จากกลุ่มเปราะบางด้วยเช่นเดียวกันถ้าผมได้สิทธินะครับ เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เพราะว่า กลัวที่จะตกขบวน กลัวที่จะผิดพลาดอะไรก็ตามแต่นี่ แต่มันเป็นสิ่งซึ่งรัฐบาลไม่มองว่า เป็นประโยชน์ เพราะว่าเป็นภาระกับประชาชนที่ต้องเดินทางมาธนาคาร มาพยายามที่จะ ลงทะเบียนโดยที่ไม่มีความจำเป็น เพราะเขาได้สิทธิจากกระบวนการของสวัสดิการ หรือกระบวนการของผู้พิการอยู่แล้วนะครับ สาเหตุที่คิดอย่างนี้เพราะอะไร เพราะกลุ่มนี้ เราก็รู้อยู่ว่าเขาไม่มีมือถือ เขาเป็นกลุ่ม Non Smartphone เขาก็ไม่ได้เข้าสู่ Application ทางรัฐที่จะเป็น Application กลางที่จะเป็นเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เราอยู่ดีนะครับ ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องเดินมานะครับ เพราะเราดูแลเขาผ่านทางกลไกที่มี อยู่ตามโครงการในเฟสแรกคือการออกเงินสดผ่านทางช่องของรายชื่อตามบัตรสวัสดิการ แล้วก็เรื่องของผู้พิการ อันนี้ก็เป็นสาเหตุที่ท่านก็ทราบ แล้วก็ขออนุญาตชี้แจงให้ชัดเจน อีกครั้งหนึ่ง
เรื่องที่ ๒ ท่านถามว่า เรื่องโครงการเฟส ๒ จะเป็นอย่างไร ก็ยืนยันนะครับ ท่านก็ทราบ ผมก็ทราบ งบประมาณมีเตรียมไว้แล้วถึง ๑๘๗,๐๐๐ ล้านบาท ที่ยังมีอยู่ ในปี ๒๕๖๘ เพราะฉะนั้นมีเงินแล้วก็ต้องเดินหน้าในเรื่องของการใส่เงินเข้าไปในเรื่องของ Digital Wallet ให้ครบถ้วน ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนแล้ว ๓๖ ล้านคน ยังไม่ได้คัดกรองนะครับ เพราะว่ายังมีกระบวนการที่จะต้องเดินหน้าอีกอย่างสองอย่าง
๒. ก็คือในกลุ่มของผู้ที่ลงทะเบียนโดยเป็น Non Smartphone ท่านปลัด ก็ได้ให้เป็นตัวเลขนานแล้วครับ กะว่าจะมีไม่เกิน ๔ ล้านราย เพราะอันนี้เป็นข้อมูลจากทาง กระทรวง DE ที่บอกว่ากลุ่มคนที่ไม่มีมือถือแบบ Smartphone นี้ประมาณเท่าไร เราก็กะประมาณได้ว่าประมาณ ๔ ล้านราย ที่จะเข้ามาลงทะเบียน แต่อย่างไรก็ตาม ๔ ล้านรายนี้ หากพิจารณาโดยหลักพื้นฐานนะครับด้วยความคิด ด้วย Logic จะทราบว่ากลุ่ม ๔ ล้านราย ที่บอกว่าเป็น Non Smartphone นี้โดยมากก็คือคนที่อยู่ในกลุ่มเปราะบาง เมื่อเรา ดำเนินการแจก ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่านกลุ่มเปราะบางไปเรียบร้อยแล้ว แนวโน้มคือ ๔ ล้านคนนี้ จะเหลือไม่มากแล้วครับ ผมคาดว่าจะเหลือต่ำกว่านั้นอย่างมีนัย ใช้คำนี้ดีกว่า มันจะได้ เปิดกว้างไว้หน่อย คือต่ำกว่าเยอะนะครับ ไม่มา ๔ ล้านคน มันก็จะลดภาระของประชาชน ในกลุ่มที่ต้องเดินมาที่ธนาคารของรัฐในการที่จะมาลงทะเบียนไปอีกส่วนหนึ่งนะครับ ตัวเลข สุดท้ายจะเท่าไรก็ตาม สิ่งที่เราต้องดำเนินการก็คือจะมี ๓๖ ล้านรายนี้หลังจากตรวจสอบ สิทธิแล้วจะเหลือเท่าไร อาจจะเหลือ ๓๕ ๓๔ มีกลุ่มที่เป็น Non Smartphone มาลงทะเบียนเพิ่มเติมอีก ๑-๒ ล้าน ผมไม่รู้นะครับ สุดท้ายเราปิดยอดนะครับ เราหักจาก รายชื่อที่ได้รับเงินจากในกลุ่มแรก คือกลุ่มที่เป็นสวัสดิการและกลุ่มที่เป็นผู้พิการออก เราจะได้ตัวเลขสุดท้ายนะครับ เราจะบริหารจัดการด้วยงบประมาณที่เรามีในขณะนี้ ๑๘๗,๐๐๐ ล้านบาท หากขาดเหลือไม่มากเราก็มีแนวทางในการที่จะเติมเข้าไปเพื่อให้ครบ ในครั้งเดียว หากเป็นประโยชน์กับการกระตุ้นเศรษฐกิจนะครับ อันนี้คิดโจทย์สำคัญนะครับ ผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นหลัก ๒. คือถ้าเกิดว่ามีจำนวนมาก มีแนวทางครับ สุดท้าย อาจจะเป็นลักษณะของการต้องแบ่งยอดอย่างที่ท่านได้อภิปรายนั่นละ เราก็พร้อมที่จะทำ ถึงแม้ว่าพี่น้องประชาชนบางส่วนอาจจะไม่พอใจ แต่เราก็ต้องมองถึงประโยชน์ที่เกิดกับ ประเทศชาติเป็นหลัก ขณะนี้รูปแบบของโครงการมันเปลี่ยนครับ เราเคยคิดที่จะเติมกระตุ้น เข้าไปเป็นครั้งเดียว ก้อนใหญ่ มันก็จะเกิดแรงกระแทกที่มี Momentum สูง แต่เวลานี้ เมื่อเราเห็นแล้วว่าโครงการเราต้องปรับเปลี่ยนเป็นระลอก เราก็ต้องมีการรักษา Momentum เป็นระยะ เพื่อให้การกระตุ้นเศรษฐกิจเกิดแรงเหวี่ยงที่จะเดินไปข้างหน้าได้ อย่างมีความเข้มแข็ง อันนี้เราก็ยอมรับครับ ในขณะนี้ขอให้รอความชัดเจนในเรื่องของ การลงทะเบียน แล้วเราไม่ได้เลื่อนนานครับ สิ่งที่ได้เลื่อนไปอย่างที่ท่านได้ถามเรื่องของกลุ่ม Non Smartphone ที่มีการเลื่อนลงทะเบียนไปบ้างนะครับ ผมเรียนว่าการเลื่อนนี้ไม่ได้เลื่อน จากปัญหาของระบบหรืออะไร ทุกอย่างพร้อมหมดครับ ทั้งธนาคารรัฐ ทั้งระบบในการที่จะ ลงทะเบียน เราเลื่อนด้วยเหตุที่เกรงว่ามันจะเกิดความสับสนซ้ำซ้อนนะครับ หลังจากนี้ คงไม่นานเกินรอครับ ผมว่าอยู่ในกรอบระยะเวลาในช่วงเดือนตุลาคมนี้ก็คงจะเริ่มดำเนินการต่อ ให้เรียบร้อย หลังจากนั้นเมื่อเห็นตัวเลขแล้วเราจะแสดงความชัดเจนให้ทราบครับว่า ด้วยกลไกเม็ดเงินที่มีอยู่เราจะทำอะไรบ้างที่จะเป็นประโยชน์ โดยผ่านคณะกรรมการ ซึ่งจะต้องตั้งใหม่โดยท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร เป็นคณะกรรมการในเรื่องของการ กระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะ ซึ่งจะมาพิจารณาเม็ดเงินนี้ว่าจะมาดำเนินการในเรื่องของ โครงการ Digital Wallet เท่าไร มีสัดส่วนไหนที่มันมีความจำเป็นอีกที่เราจะต้องเอาไปใช้ เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ท่านก็ร้องหา ผมก็เห็นด้วยนะครับว่า ประเทศไทยนี้ยังมีความจำเป็นอีกหลาย ๆ มิติ แต่สุดท้าย ขีดเส้นใต้นะครับ ท้ายที่สุดอย่างไร ก็ตามด้วยโครงการของรัฐที่เราได้นำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาในการแถลงนโยบาย โครงการ เราต้องบรรลุทุกวัตถุประสงค์ ๑. คือการกระตุ้นเศรษฐกิจ ๒. คือการสร้างโครงสร้าง พื้นฐานทางด้านดิจิทัลให้กับประเทศไทย การสร้าง Digital Government ก็คือรัฐบาล ที่เป็นดิจิทัลให้กับประเทศไทย เราต้องเดินหน้าให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้ง ๒ ข้อให้ได้ และสุดท้ายเงินก็จะต้องถึงมือ ๑๐,๐๐๐ บาท ให้ครบถ้วน ให้กับพี่น้องประชาชน ทั้งกลุ่มเปราะบาง ทั้งกลุ่มที่ลงทะเบียนในรูปแบบจะเป็น Smartphone หรือ Non Smartphone ก็ตาม ในที่สุดก็ต้องครบถ้วนครับ ขอบพระคุณครับ
นายภราดร ปริศนานันทกุล (รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง) ขอบคุณครับ ท่านศิริกัญญาครับ ยังเหลือเวลาอีก ๓ นาทีกว่า ๆ เชิญครับ