ศุภณัฐ มีนชัยนันทันท์ ตั้งข้อสังเกตความไม่โปร่งใสในการดำเนินโครงการของกรมการข้าวและกรมชลประทาน โดยเฉพาะโครงการติดตั้งระบบสูบน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย เช่น การจัดทำราคากลางที่อิงจากเอกชน การออกแบบเอกสารใบเสนอราคาที่เหมือนกันทุกประการ และการใช้แรงงานคนแทนเครื่องจักรที่ทำให้เกิดช่องว่างการทุจริต จึงเสนอให้ปรับลดงบประมาณรวมกว่า 95 ล้านบาทและยกเลิกโครงการทั้งหมดเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการคอร์รัปชัน
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๙ บางเขน จตุจักร หลักสี่ พรรคประชาชน ขออนุญาตในการแปรญัตติปรับลดงบประมาณของกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ โดยพุ่งเปัาไปที่ ๒ กรม คือกรมการข้าว และกรมชลประทาน
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ด Presentation)
สำหรับกรมการข้าว จะมีทั้งหมด ๒ โครงการด้วยกัน ที่มีพฤติกรรมที่น่าสงสัยที่จะสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริต ก็คือ โครงการติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์แบบบาดาล ๑๓ จุด งบประมาณ ๖๒ ล้านบาท ซึ่งมีการปรับลดในชั้นอนุไป ๓๐.๗ ล้านบาท เหลืออยู่ที่ ๓๑.๘ ล้านบาท และโครงการที่ ๒ คือโครงการระบบสูบน้ำเหมือนกัน แต่ว่าเปึนแบบระบบผิวดิน ๔๘๐ ล้านบาท ปรับลด ในชั้นอนุไป ๖๕ ล้านบาท เหลือ ๔๑๕ ล้านบาท รวม ๒ โครงการ จาก ๕๔๓ ล้านบาท เหลือ ๔๔๗ ล้านบาท เดี๋ยวขอเป่ดภาพของโครงการด้วยครับว่าหน้าตาแบบไหน อันนี้ เปึ้นแบบบาดาลก็หน้าตาจะประมาณนี้ครับ ก็มีพวกตัวสูบอะไรต่าง ๆ มีถังเรียบร้อยนะครับ คืออย่างนี้ครับ ตอนที่ผมนั่งในอนุกรรมาธิการที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ก็มีความจำเปึน ที่อยากจะตัดทั้งโครงการ แต่ตัดไม่สำเร็จนะครับ ตัดไปได้รวมแค่ ๙๕ ล้านบาท จึงขอเสนอ แปรญัตติในการปรับลดตัดทั้งโครงการครับ เนื่องจากพฤติกรรมที่ส่อทุจริตหลายอย่าง
พฤติกรรมที่ ๑ คือการได้มาซึ่งราคากลางครับ คือโดยกรมการข้าวไม่ได้ คำนวณทำราคากลางเองนะครับ แต่ว่าใช้การสืบราคาทั้งโครงการครับ แล้วก็ให้เอกชน ๓ เจ้าเสนอราคาแล้วเอาเจ้าที่ต่ำที่สุดมาตั้งเปึนราคากลาง ฟังแล้วปกตินะครับ แต่ต้องบอกว่า ระบบสูบน้ำทั้ง ๒ โครงการนี้ หลัก ๆ แล้วมีส่วนของงานโยธาคืองานโครงสร้างและ งานครุภัณฑ์ ซึ่งปกติแล้วตามหน่วยงานทั่วไป อย่างเช่น กรมทางหลวง กรมโยธาธิการ และผังเมือง กรมชลประทาน ก็ใช้การคำนวณเรื่องของงานโยธาทำด้วยตัวเอง ส่วนงาน ครุภัณฑ์บางอย่างที่เปึนเฉพาะเจาะจงที่ไม่เคยทำมาก่อนถึงจะใช้การสืบราคา แต่ครั้งนี้ กรมการข้าวใช้การสืบราคาทั้งก้อนทั้งโครงการเลยนะครับ ซึ่งวิธีนี้ถามว่าเสี่ยงอย่างไร เสี่ยงเพราะว่ามีโอกาสในการปัุนราคาได้ง่ายกว่าโดยที่ไม่ต้องหาผู้รับผิดชอบใด ๆ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้เปึนคนทำราคา แต่ให้เอกชนทำเองหมดเลยทั้งก้อน ซึ่งก็ไม่ต่างอะไร กับโครงการลู่วิ่งของกรุงเทพมหานครที่ ๗๕๐,๐๐๐ ต่อตัว ซึ่งเราก็เอาราคาต่ำสุดมาใช้ แต่กลายเปึนว่าราคาต่ำสุดที่ใช้คือราคาที่แพงสุด ๆ จริง ๆ
พฤติกรรมที่ ๒ คือความน่าเชื่อถือของ ๓ บริษัทที่กรมการข้าวไปสืบราคามา มีปัญหาร้ายแรงตรงที่ว่าทั้ง ๓ บริษัทนั้นมีทุนจดทะเบียนไม่เกิน ๕ ล้านบาท ทั้ง ๓ บริษัท แต่กลับเสนอตัวเองทำโครงการ ๕๔๓ ล้านบาทนะครับ และที่สำคัญครับ ผู้ที่ได้เสนอราคาต่ำ ที่สุดนั้น มีรายได้เพียงแค่ ๒,๖๐๐,๐๐๐ บาท ในป้ ๒๕๖๕ เท่านั้น คุณมีรายได้แค่ ๒,๖๐๐,๐๐๐ ทั้งป้ แต่กำลังทำใบเสนอราคาให้ภาครัฐ ๕๔๓ ล้านบาท มันเปึนไปได้หรือครับ ผมต้องถามว่ากรมการข้าวใช้ดุลยพินิจแบบไหนในการเลือกไปสอบถามบริษัทนี้ตั้งแต่แรก แค่ดูทุนจดทะเบียน แค่ดูรายได้ก็รู้แล้วว่า เขาไม่สามารถจะทำได้อยู่แล้ว ผมไม่ได้ดูถูกบริษัท เขานะครับ แต่เราว่าจากประสบการณ์และกลไกของภาครัฐที่บริษัทเหล่านี้แทบโอกาสน้อย มาก ๆ ที่จะมีสิทธิในการที่จะเข้าประมูลงานของภาครัฐด้วยซ้ำ แล้วทำไมพวกเขาต้องมา เสียเวลาทำใบเสนอราคาให้ภาครัฐฟรี ๆ หรือครับ
และพฤติกรรมที่ ๓ ครับ น่ากลัวกว่านั้นคือ ใบเสนอราคาของทั้ง ๓ บริษัท ที่กรมการข้าวไปเอามาหน้าตาเหมือนกันเป็ะ Format เหมือนกันเป็ะ Font เหมือนกันเป็ะ มันเปึนไปได้อย่างไรที่ ๓ บริษัทจะมีทั้ง Format ทุกอย่าง หน้าตาเหมือนกันเป็ะหมดเลย เพียงอย่างเดียวก็คือ โลโกบริษัทที่เปลี่ยนไปและลายเซ็นกรรมการผู้เซ็น เพราะฉะนั้น นี่แปลว่ามีโอกาสในการปัุนราคาหรือไม่ อย่างไร
พฤติกรรมที่ ๔ คือเรื่องของความชำนาญของหน่วยงานครับ เนื่องจากว่า กรมการข้าวใช้งบประมาณในการทำระบบสูบน้ำแบบบาดาล ตอนแรกนี่คือจุดละ ๔.๘ ล้านบาท แต่ในชั้นอนุเราตรวจพบว่ากรมทรัพยากรน้ำบาดาลที่มีการนำเสนอมาให้เราทำโครงการ คล้าย ๆ กัน ใช้งบประมาณแค่ ๒.๔ ล้านบาท เราเลยนำใบเสนอราคาของกรมทรัพยากรน้ำ ไปให้กรมการข้าวดู แล้วแขวนงบประมาณไป ผ่านไป ๑ สัปดาห์ กรมการข้าวก็กลับมา บอกว่านอนคิดมาทั้งคืนแล้วสามารถปรับลดตัวเองได้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของโครงการ คือโครงการจุดละ ๔.๘ ล้านบาท ปรับลดได้เหลือ ๒.๔ ล้านบาท ให้มันชนกับกรมทรัพยากร น้ำบาดาล มันแปลว่าอะไร แปลว่าที่ผ่านมามันบวกจนเกินเยอะแยะเต็มไปหมด และบังเอิญ กรรมาธิการจับได้ใช่ไหมก็เลยปรับลดตัวเอง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วบอกว่ายังสามารถทำงาน ได้อยู่ และในส่วนของงานผิวดินเนื่องจากว่ากรรมาธิการไม่ได้มี BOQ ให้กรมการข้าว ไปตรวจสอบ กรมการข้าวก็เลยข้อตัดลดตัวเองลงเพียงแค่ ๕ ล้านบาทต่อจุดเท่านั้น ๑๓ จุด ก็ ๖๕ ล้านบาท ก็คือประมาณสัก ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องบอกว่า ถ้าเกิดกรรมาธิการไม่มีการ ทักท้วงก่อนหน้านี้ เงินประมาณ ๙๕ ล้านบาท อาจจะหายวับไปฟรี ๆ และที่สำคัญผมก็ต้องตั้ง ข้อสังเกตว่า ในขณะที่แบบบาดาลมีคู่เทียบแล้วยอมปรับลดได้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่แบบผิวดิน ไม่มีคู่เทียบเลยปรับลดได้แค่ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วถ้าเกิดมีหน่วยงานอื่นทำ มันอาจจะ ลดได้มากกว่านี้หรือไม่ และนี่เปึนการสะท้อนว่าอะไรครับ สะท้อนว่าหน่วยงานไม่มี ความชำนาญครับ ความชำนาญต่ำเกินไป เพราะตอนออกแบบท่านก็อ้างว่าท่านไม่ได้ออกแบบ ท่านไปให้หน่วยงานอีกช่วยออกแบบให้ ตอนคิดราคาท่านก็ไม่ได้คิดเอง เพราะท่านก็โยนให้ เอกชนเปึนคนคิดทั้งหมดนะครับ และที่สำคัญครับโครงการนี้ต้องบอกว่ามี Spec สินค้า หลายรายการ ซึ่งเดี๋ยว สส. มิ้ง ข้าง ๆ ผม รภัสสรณ์ นี้นะครับ จะเปึนผู้อธิบายในเชิงลึกว่า มันไปล็อกอะไรบ้างอย่างไรนะครับ แต่พูดได้เลยว่าโครงการนี้เปึ้นโครงการที่เสี่ยงทุจริต ชัดเจน แม้ว่าเราจะปรับลดงบประมาณแล้ว ๙๕ ล้านบาท แต่ผมคิดว่าเราไม่สามารถปฏิเสธ พฤติการณ์พฤติกรรมตั้งต้นตั้งแต่แรกว่ามีการสุ่มเสี่ยงการทุจริตได้ ผมจึงต้องข้อเสนอในการ ที่จะตัดโครงการนี้ทั้งโครงการของกรมการข้าวทิ้งนะครับ
และส่วนที่ ๒ ครับ คือเรื่องของกรมชลประทาน ก็ต้องบอกว่าวันนี้ผมก็จะขอ เป่ดโป่ง เรียกว่าเปึนหนึ่งในวิธีการทุจริตก็แล้วกัน งบประมาณของกรมชลประทานให้ ท่านประธานและประชาชนทราบนะครับว่า เจ้าหน้าที่บางคนเขามี Tactic ในการทุจริต งบประมาณกันอย่างไร ต้องบอกอย่างนี้ครับว่า โครงการที่จะมีการทุจริต ส่วนหนึ่งจะเปึ้น โครงการประเภทที่ว่า ซ่อมแซม ปรับปรุง บำรุงปรับปรุงคลองส่งน้ำหรือระบบส่งน้ำ โดยเปึน การทุจริตผ่านค่าแรงคนงาน ถ้าดูใน BOQ เราจะพบว่าโครงการของกรมชลประทาน จะมีรายงาน เช่น งานดินขุด งานดินถม งานบดอัด โดยใช้แรงคน และต้องบอกอย่างนี้ว่า เฉพาะค่าแรงเฉย ๆ มีสัดส่วนกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าโครงการ อย่างโครงการนี้ ๑๕ ล้านบาท ค่าแรงป่าไปแล้ว ๔.๖ ล้านบาท หรือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ โครงการนี้ ๑๑ ล้านบาท ค่าแรงป่าไปแล้วกว่า ๓๓ เปอร์เซ็นต์ ค่าแรงขนาดนี้ต้องบอกอย่างนี้ว่าทำถนนได้เลยนะครับ ๑๐ ล้านบาท ค่าแรงป่าไปแล้ว ๔๐ เปอร์เซ็นต์ และเดี๋ยวหน้าถัดไปอันสุดท้ายเลยครับ เหมือนกันครับ ต้องอย่างนี้ครับว่าถ้าเกิดเราสังเกต Rate ของค่าแรง ต้องบอกว่าการใช้ แรงงานคนจะมีอัตรา Rate ต่อหน่วยแพงกว่าการใช้เครื่องจักร ๑๐ เท่า ๑๐ เท่านี่ละคือ ส่วนต่าง หรือบางอันก็ ๑๕ เท่าด้วย ต้องบอกว่าส่วนต่างมหาศาลนี้ในการที่จะใช้แรงงานคน แทนการใช้เครื่องจักรคือส่วนต่างที่เกิดการทุจริต โดย ๒ สาเหตุหลัก ๆ ที่กรมแจ้งว่าทำไม ถึงไม่ใช้เครื่องจักร แต่ใช้แรงงานคน ๑. แน่นอนครับ คือเครื่องจักรเข้าไม่ได้ อันนี้เรารู้กัน และเราเข้าใจว่าบางที่ก็เข้าไม่ได้จริง ๆ ต้องใช้แรงงานคน แต่ถ้าบางที่ไปตรวจจริง ๆ ก็ต้องพบว่าคนเข้าได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือกรมบอกว่าอยากให้ใช้แรงงานคนเพราะอะไร เพราะกรมมองว่าอาจจะเกิดการจ้างงานในพื้นที่ต่าง ๆ เกิดขึ้น แต่ผมมองว่านี่อาจจะเปึน การใช้งบประมาณที่สิ้นเปลืองหรือไม่ในการไปใช้งบประมาณลงกับการจ้างแรงงานคน แทนที่จะใช้เครื่องจักร หนักกว่าครับ คือการใช้งบแรงงานคนนั้น เนื่องจากว่าพอมันมีส่วน ต่างแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือไม่ได้จ้างคนจริง ๆ ในทางปฏิบัติก็คือไปเรี่ยไร่เอาบัตรประชาชนของ พี่น้องประชาชนที่เปึนแรงงานนี่ละมา แล้วก็จ่ายสตางค์เขานิดหน่อย จากนั้นส่วนที่เหลือ พูดง่าย ๆ คือนำบัตรเข้ามาเซ็นรับเงิน รับเงินเสร็จปุ็บทำอย่างไร ผมเชื่อว่าท่านประธานและ เพื่อนสมาชิกหลายคนที่อยู่ที่นี่ก็รู้ ๆ อยู่แล้ว ก็ไปจ้างให้ผู้รับเหมามาใช้เครื่องจักรทำงานจริง ๆ และส่วนต่างนี้ก็บอกว่าพอค่าแรงต่างกับการทำงบประมาณด้วยต้นทุน ด้วยเครื่องจักรนี้ ๑๐ เท่า หมายความว่าแต่ละโครงการที่ผมชี้มานี้ ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท ต้นทุนจริง ๆ คือ ๑.๘ ล้านบาท แต่แรงงานคน ๑๘ ล้านบาท ส่วนต่างประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือส่วนต่าง ที่เปึนช่องทางในการคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ แล้วก็ส่งส่วย ผมไม่ได้บอกว่าทุกโครงการที่ใช้ เปึ้นแรงงานคนต้องมีการทุจริต และไม่ได้บอกว่าโครงการที่ผมโชว์ตรงนี้เปึ้นโครงการที่ทุจริต ท่านอย่าเข้าใจผิด แต่ Concept ที่เราใช้อยู่แบบนี้ เปึ้นสารตั้งต้นทำให้เกิดการทุจริต และผม ก็เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ก็รู้ นักการเมืองบางท่านก็รู้แล้ว แต่เรายังไม่มีวิธีการแก้ไขที่มันถูกต้อง เพราะฉะนั้นจากปัญหาที่ทุจริตหรือส่อทุจริตของกรมการข้าวและกรมชลประทาน ผมก็ขอ เสนอในการปรับลดงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ