เลาฟัุง ชี้ทิศทางน้ำผิดทิศ เสนอยกเลิกศึกษาดูงานต่างประเทศ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๔ กันยายน ๒๕๖๗

เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล อภิปรายประเด็นงบประมาณการเดินทางไปราชการต่างประเทศของกรมชลประทาน โดยตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นในการศึกษาดูงานด้านเขื่อนและบริหารจัดการน้ำ ทั้งที่ไทยมีประสบการณ์ยาวนานกว่า 40 ปี และชี้ให้เห็นความไม่สอดคล้องระหว่างการใช้งบประมาณกับความจำเป็นจริง โดยเฉพาะเมื่อภาคเกษตรกินสัดส่วนการใช้น้ำถึง 77% แต่พื้นที่ที่ได้รับการดูแลจากชลประทานมีเพียง 22% พร้อมเสนอให้ทบทวนการจัดสรรงบประมาณ ยกเลิกโครงการศึกษาดูงานต่างประเทศ และเปลี่ยนทิศทางนโยบายจากการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ไปสู่การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนที่เหมาะสมกับศักยภาพของประเทศ

นายเลาฟัุง บัณฑิตเทอดสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เลาฟัุง บัณฑิตเทอดสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ข้อมีส่วนร่วมในการอภิปรายในมาตรา ๑๔ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยผมจะ พูดถึงงบประมาณของกรมชลประทานนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ด Presentation)

ท่านประธานครับ ผมจะขอพูดถึงโครงการที่ผมคิดว่าค่อนข้างที่จะมีปัญหา ไม่ใช่มีปัญหาแค่การจัดสรรงบประมาณ แต่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบในการบริหารจัดการน้ำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยนะครับ ก็คือค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ ซึ่งมีทั้งหมดอยู่ ๘ โครงการ ก็คือ โครงการไปศึกษาดูงาน อบรม สัมมนาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ไม่ว่าจะเปึ้นที่ประเทศญี่ปุ์น ออสเตรเลีย อเมริกา รวมกันทั้งหมด ๗.๖ ล้านบาทนะครับ

โดยในการไปศึกษาดูงาน อบรม สัมมนาต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ เปัาหมายของ การไปก็คือ เพื่อเรียนรู้การสร้างเขื่อน ตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้างและการดูแลนะครับ รวมทั้งการเรียนรู้การดำเนินงานเกี่ยวกับเขื่อนของอเมริกานะครับ การพัฒนาการจัดการ คุณภาพน้ำและตะกอนในเขื่อนนะครับ หลาย ๆ เรื่องผมคิดว่าเปึ้นเรื่องที่สงสัยอยู่นะครับว่า มันเปึนเรื่องที่จำเปึนหรือเปึนเรื่องที่ยังมีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปเพิ่มเติม อย่างเช่น เรื่องของ การออกแบบการสร้างเขื่อน เรื่องของการบริหารจัดการเขื่อน โดยเฉพาะเรื่องของการจัดการ ตะกอนนะครับ ในประเทศไทยเรามีประสบการณ์ในการสร้างเขื่อนไม่ต่ำกว่า ๔๐ ป้แล้วนะครับ ความรู้ในการบริหารจัดการเขื่อน การออกแบบ รวมทั้งการจัดการตะกอน มันเปึนความรู้ ที่เรามีมาแล้วไม่ต่ำกว่า ๔๐ ป้ที่ผ่านมา แต่ว่าก็ยังมีการตั้งงบประมาณเพื่อไปศึกษาดูงาน เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่นะครับ

ผมอยากจะพาไปดูภาพรวมของน้ำในประเทศไทยสักนิดหนึ่ง เพื่อจะได้เห็น ภาพว่าสภาพการจัดการน้ำของประเทศไทยเปึนอย่างไร โดยเฉพาะน้ำเพื่อการชลประทาน ปริมาณน้ำท่าในประเทศไทยทั้งหมดอยู่ที่ ๒๐๕,๐๐๐ นะครับ ปริมาณความต้องการใช้น้ำ จะอยู่ที่ประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ กว่านะครับ

ถ้าเรามาแยกปริมาณความต้องการใช้น้ำในประเทศไทย เมื่อสักครู่ผมบอกว่า ความต้องการในการใช้น้ำอยู่ที่ประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำเพื่อการเกษตร มีสัดส่วนเยอะที่สุดนะครับ ก็คือ ๑๑๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรนะครับ หรือเท่ากับ ๗๗ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณความต้องการใช้น้ำนะครับ นอกนั้นก็ลดหลั่นกันไปนะครับ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม แล้วก็การรักษาระบบนิเวศท้ายน้ำ ทั้งหมดเหล่านี้เปึ้นเรื่องของความต้องการ ใช้น้ำทั้งสิ้นนะครับ

ต่อไปมาดูที่การจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ในประเทศไทยเรามีพื้นที่ การเกษตรอยู่ประมาณ ๑๕๐ ล้านไร่นะครับ ใน ๑๕๐ ล้านไร่อยู่ในเขตชลประทาน เพียง ๓๓ ล้านไร่ หรือ ๒๒ เปอร์เซ็นต์เองนะครับ ๗๘ เปอร์เซ็นต์เปึนพื้นที่ที่อยู่นอกเขต ชลประทานทั้งสิ้นนะครับ นี่เปึนส่วนหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าประเทศไทยเรามีปัญหาในการบริหาร จัดการน้ำเปึนอย่างมาก จะเห็นว่าภาคการเกษตรมีความต้องการใช้น้ำมากที่สุดนะครับ แต่ว่ารัฐสามารถที่จะดูแลเกษตรกรได้เพียงแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์แค่นั้นเองนะครับ ยังไม่ถึง ครึ่งหนึ่ง

ผมจะพูดโยงมานะครับว่าปัญหาความต้องการใช้น้ำเพื่อการเกษตรเกี่ยวข้อง อย่างไรกับปัญหาการจัดสรรงบประมาณไปศึกษาดูงานต่างประเทศของรัฐบาลในครั้งนี้ ท่านประธานครับ งบในการศึกษาดูงานครั้งนี้ ๗ ล้านบาท มันเปึนงบจำนวนที่ไม่เยอะนะครับ แต่ว่ามันมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับภาพนี้ใช่ไหมครับ ทิศทางหรือว่า นโยบายของรัฐบาลยังพูดถึง หรือว่ายังต้องการที่จะพัฒนาการสร้างเขื่อนอยู่นะครับ โดยเร็ว ๆ นี้ทางผู้แทนของรัฐบาลก็ได้ออกสื่อนะครับว่า มีความต้องการที่จะผลักดันให้มีการ สร้างเขื่อนนะครับ นี่พูดถึงเขื่อนแก่งเสือเต้น หรือว่าเขื่อนน้ำยมนะครับ แต่ว่าคงไม่ใช่แค่ เขื่อนนี้เขื่อนเดียวที่รัฐบาลต้องการที่จะสร้างนะครับ ผมไม่ได้ปฏิเสธนะครับว่าเขื่อน ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง มันมีประโยชน์แต่ว่าเปึนการจัดการน้ำที่ถูกต้องแล้วหรือไม่ แล้วก็สามารถปัองกันแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ ไม่ว่าจะเปึนน้ำท่วม น้ำแล้ง ใน ๒ ด้านนะครับ คือ น้ำท่วมและน้ำแล้งได้จริงหรือไม่ อันนี้ก็เปึ้นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ซึ่งก็มีงานศึกษา มีตัวอย่างให้เห็นได้มากมายว่า การสร้างเขื่อนประโยชน์ที่ได้มันไม่คุ้มกับการสูญเสียไป อันนี้ยังไม่รวมถึงความเหลื่อมล้ำในการบริหารจัดการน้ำ การจัดสรรน้ำที่อยู่ในเขื่อนมันก็มี ความเหลื่อมล้ำกันด้วยนะครับ นี่เปึนส่วนหนึ่งหรือเปล่าที่ทำให้รัฐบาลพยายามที่จะตั้ง งบประมาณในการไปศึกษ์ดูงานต่างประเทศ การไปศึกษาดูงานอย่างที่ผมบอกนะครับ งบไม่เยอะ แต่ว่านั่นจะเปึนเรื่องของการตั้งต้น เปึนวิธีการที่พยายามจะหาทางในการสร้าง เขื่อนในประเทศไทยอีกหรือไม่ โครงการจัดการน้ำ แน่นอนครับ มีความต้องการมีความ จำเปึนอย่างยิ่ง แต่เขื่อนขนาดใหญ่ทั่วโลกได้ข้อสรุปแล้วว่าไม่ใช่ทางออก เอาเข้าจริง ๆ ในประเทศที่เขาพัฒนาเขาเลิกสร้างเขื่อนมานานแล้วนะครับ แล้วก็เขื่อนที่มีอยู่ที่หมดอายุ เขาก็ทยอยทุบทำลายเพื่อปล่อยให้แม่น้ำไหลเปึนอิสระไปแล้ว เพราะเขารู้ว่าเขื่อนไม่สามารถ ที่จะตอบโจทย์ปัญหาของน้ำได้ทั้งหมด แล้วความรู้ในยุคสมัยใหม่มีวิธีการอื่นอีกเยอะแยะ มากมายในการบริหารจัดการน้ำ แล้วในประเทศไทยก็มีบุคลากรมีความรู้เพียงพอที่จะเอามา บริหารจัดการน้ำในประเทศไทยเองได้โดยไม่จำเปึนต้องไปศึกษาดูงานอีก เพราะฉะนั้นผมจึง เสนอให้ตัดโครงการทั้ง ๘ โครงการนี้ออกไป ขอบคุณมากครับ