ชลธิชา แจ้งเร็ว หารือประเด็นสิทธิมนุษยชนหลากหลายด้าน ทั้งการคัดค้านความรุนแรงต่อเด็ก การใช้มาตรา 112 ปราบปรามผู้เห็นต่าง และปัญหาเสรีภาพในการแสดงออก พร้อมเรียกร้องให้ กสม. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในบริบทของผู้ลี้ภัยจากอุยกูร์ โรฮีนจา และเมียนมา รวมถึงการทบทวนกลไกคัดกรองผู้ลี้ภัยและบทบาทของ กสม. ในการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม ขณะเดียวกันเน้นย้ำความสำคัญของการกำกับดูแลโครงการลงทุนข้ามพรมแดน การตรวจสอบความเกี่ยวข้องของธนาคารไทยกับการนำเข้าอาวุธของรัฐบาลทหารเมียนมา และการผลักดันให้ไทยเข้าเป็นภาคีพิธีสาร OPCAT พร้อมสนับสนุนกลไกติดตามข้อเสนอแนะระดับนานาชาติอย่างโปร่งใส รวมถึงบทบาทของ กสม. ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น การเจรจา FTA กับ EU และกระบวนการ UPR
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว ผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคก้าวไกล วันนี้ดิฉันเอง ก็ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงานประจำป้ของ กสม. ดิฉันเองได้มีโอกาสติดตามการ ทำงานของ กสม. มาโดยตลอด แล้วก็มีโอกาสได้ร่วมงานกับ กสม. ในการผลักดันหลาย ประเด็นหลายวาระอยู่ด้วยกัน ซึ่งในการอภิปรายรอบนี้ของดิฉันก็เปึนครั้งที่ ๒ แล้วที่ดิฉันได้ มีส่วนร่วมในการอภิปรายในรอบนี้ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอชื่นชมทาง กสม. ที่มีความ กระตือรือร้นเพิ่มมากขึ้นอย่างมากในการผลักดันประเด็นวาระสำคัญ ๆ ของประเทศไทย แล้วก็ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ไม่พูดไม่ได้ค่ะ ดิฉันขอชื่นชม กสม. เช่นเดียวกันที่ยืนยัน ในหลักการ การไม่ใช้ความรุนแรงต่อเด็ก โดยส่วนตัวดิฉันก็ยืนยันว่าการตีเด็กหรือว่าการใช้ ความรุนแรงต่อเด็ก โดยหวังว่าจะช่วยในการพัฒนาเด็กได้ เปึนความคิดที่ล้าหลังจริง ๆ แล้ว ก็ดิฉันเองไม่เชื่อในเรื่องของคุณค่าของไม้เรียวนะคะ วันนี้ดิฉันจะขอไล่เรียงไปทีละประเด็น ทีละหัวข้อที่ดิฉันอยากจะเสนอแนะไปทาง กสม. โดยคาดหวังว่าหากทาง กสม. ได้เพิ่มมิติประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้เข้าไปในรายงานของ กสม. ในฉบับหน้าในป้ถัด ๆ ไปก็จะทำให้รายงานของ กสม. มีความสมบูรณ์มากขึ้น แล้วก็อาจจะ เปึนหนึ่งในรายงานที่จะทำให้เห็นพัฒนาการของสิทธิมนุษยชนในบ้านเราที่ชัดเจนมากขึ้นนะคะ
เรื่องแรก คือเรื่องของเสรีภาพในการแสดงออกค่ะ เห็นหน้าดิฉันไม่พูดเรื่องนี้ ก็คงไม่ได้นะคะ จริง ๆ แล้วดิฉันเองเพิ่งจะเดินทางกลับมาจากการไปประชุมร่วมกันที่เจนีวา ในฐานะของกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ซึ่งในการไปประชุมที่ UN ที่เจนีวาก็ได้มีประชุมร่วมกันกับผู้รายงานพิเศษของ UN ด้าน FOE หรือว่าเสรีภาพใน การแสดงความคิดเห็น รวมไปถึง OHCHR ด้วยเช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งต่างก็แสดงความกังวลต่อ การดำเนินคดี โดยเฉพาะคดีมาตรา ๑๑๒ ของรัฐบาลไทย ซึ่งในปัจจุบันนี้ต้องยอมรับกัน ตามตรงว่า เรายังมีนักโทษทางการเมือง นักโทษทางความคิดหลายคนที่ยังอยู่ข้างในเรือนจำ หรือกรณีน่าเศร้า กรณีของคุณบุ้ง เนติพร เสน่ห์สังคม ที่ไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวจนทำให้ ต้องเสียชีวิตอยู่ข้างในเรือนจำ เรื่องเหล่านี้ก็เปึนเรื่องที่นานาชาติต่างแสดงความเปึนห่วง แล้วก็ความกังวลมาโดยตลอดนะคะ ดิฉันเองขอชื่นชมในรายงานเล่มนี้ของ กสม. ก็ได้มีการ พูดถึงมาตรา ๑๑๒ ว่าเปึนข้อจำกัดต่อการใช้เสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่นั้นนะคะ แต่ว่ามาตรา ๑๑๒ เองก็เปึนเครื่องมือของฝ์ายผู้ที่มีอำนาจรัฐในการใช้ในการปราบปราม จำกัด แล้วก็กีดกันการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ซึ่งหลายคดีมาก ๆ ที่ยังอยู่ใน ชั้นตำรวจ แล้วก็หลายคดีเช่นเดียวกันค่ะเพิ่งจะเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้กว่า ๒๕ คดีด้วยกันค่ะ ดิฉันเองก็ฝากทาง กสม. ช่วยติดตามเรื่องนี้ เพราะว่าอย่างที่ดิฉันได้เรียนไปตามตรงว่า ทางหน่วยงานระหว่างประเทศหลายหน่วยงานก็แสดงความกังวลเรื่องนี้มาอย่างใกล้ชิด โดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ประเทศไทยเราพยายามเอาจริงเอาจังกับการเข้าไปนั่ง ตำแหน่ง HRC : Human Rights Council ของ UN ดิฉันคิดว่าก็เปึนโอกาสที่ประเทศไทย จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเรามีความเหมาะสมอย่างแท้จริงกับตำแหน่งนี้ในเวทีโลกค่ะ
อีกประการหนึ่งที่สำคัญ มาตรา ๑๑๒ ก็ยังนำไปสู่การพรากเสรีภาพ พรากลูกออกจากอ้อมกอดของคนที่เปึนพ่อเปึนแม่ ดิฉันกำลังพูดถึงคดีของทนายอานนท์ นำภา แล้วล่าสุดก็คือคดีของคุณธนพร แม่ลูกอ่อนแค่เพียง ๖ เดือนเท่านั้นนะคะ ดังนั้นรายงานของ กสม. ดิฉันอยากจะเสนอแนะว่าควรจะต้องชี้ให้เห็นถึงปัญหา ในเรื่องของการดำเนินคดีฟัองร้องป่ดปากประชาชน โดยเฉพาะการใช้มาตรา ๑๑๒ อย่างเข้มข้นมากขึ้นนะคะ ซึ่งการดำเนินคดีกับผู้เห็นต่างอย่างที่ดิฉันแจ้งไปว่า หลายหน่วยงานก็กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด แล้วหลายหน่วยงานเองรวมไปถึงสภา ผู้แทนราษฎร แล้วก็หน่วยงานของ UN หลาย ๆ หน่วยงานก็พยายามให้ความสนใจกับเรื่อง ของการมีกฎหมายนิรโทษกรรมนะคะ ดิฉันเองจึงคาดหวังว่าจะเห็นบทบาทของ กสม. ในการสร้างความเข้าใจแล้วก็ร่วมกันผลักดันให้มีกฎหมายนิรโทษกรรมที่ชัดเจนมากขึ้นนะคะ โดยท่านเองก็ยังคงรักษาจุดยืนในการไม่ฝักใฝ์ทางการเมืองได้เช่นเดิมค่ะ ซึ่งที่ผ่านมาต้อง เรียนตามตรงว่ากลไกของ UN หลาย ๆ กลไกก็ได้มีข้อเสนอแนะมาให้ประเทศไทยโดยตลอด ในเรื่องของการยุติการดำเนินคดีฟัองร้องป่ดปากประชาชน ไม่ว่าจะเปึนในเรื่องของคดี มาตรา ๑๑๒ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่ง Sedition charge มาตรา ๑๑๖ เปึนต้น อันนี้ดิฉันจึงคิดว่าบทบาทเหล่านี้ของ กสม. เปึนบทบาทที่สามารถทำได้อย่างแน่นอนค่ะ
เรื่องที่ ๒ เรื่องของผู้ลี้ภัย ดิฉันเองต้องขอชื่นชมการทำงานของ กสม. ในช่วง ที่ผ่านมาที่ได้พูดถึงกรณีที่สำคัญ ๆ อย่างมาก เข้าใจว่าเปึนประเด็นที่ค่อนข้าง Sensitive อย่างมากเช่นเดียวกัน อย่างเช่น การควบคุมตัวชาวอุยกูร์ กว่า ๑๐ ป้แล้วที่ห้องกักกันของ สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองอย่างไม่มีกำหนดปล่อยตัว แล้วก็รวมไปถึงกรณีของพี่น้อง ชาวโรฮีนจาด้วยเช่นเดียวกันนะคะ รวมไปถึงกรณีของผู้ลี้ภัยจากการสู้รบจากเมียนมา เช่นเดียวกันก็จะมีการบันทึกไว้ในตัวรายงานเล่มนี้นะคะ
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ แล้วดิฉันก็ขอชื่นชมก็คือว่าในตัวเล่มรายงาน ก็มีการพูดถึงกลไกคัดกรอง NSM ซึ่งเปึนประตูด่านแรกในการเข้าสู่การคุ้มครองสิทธิของ ผู้ลี้ภัยค่ะ แต่อย่างไรก็ตาม NSM ก็ต้องพูดกันตามตรงว่า ผู้ลี้ภัยหลายคนโดยเฉพาะผู้ลี้ภัย ในเขตเมืองก็ยังกังวลในเรื่องนี้อยู่ ในรายงานเล่มนี้ก็ได้มีการระบุถึงข้อเสนอแนะในการแก้ไข แล้วก็ปรับปรุงตัว NSM ซึ่งจากการติดตามของดิฉันก็เข้าใจว่าทางตัว กสม. ก็ได้มีการเสนอ ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ไปให้กับรัฐบาล แล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วในการทบทวนตัว NSM แต่ว่าดิฉันเองก็ยังอยากจะเสนอว่าให้ทาง กสม. ช่วยเน้นย้ำ แล้วก็เพิ่มเติมปัญหา แล้วก็ ความสำคัญของการใช้ NSM แล้วก็ผลักดันให้รัฐบาลช่วยกันทบทวนตัว NSM ในรายงานเล่มนี้ให้มากขึ้น เพราะว่า เรื่องนี้เปึนเรื่องสำคัญในการแก้ไขเรื่อง NSM เพราะว่าถ้าพูดกันตามตรงค่ะ คือต้องบอกว่า ผู้ที่แสวงหาที่ลี้ภัย หากมีการเข้ากระบวนการ NSM มันก็จะเปึนผลดีต่อประเทศไทยด้วย เช่นเดียวกันในการแสวงหา หรือว่าหามาตรการที่เหมาะสมในการหาวิธีการจัดการ แล้วก็การรับมือกับพวกเขา เพราะเราเองก็จะได้ทราบข้อมูลตัวเลขที่แน่ชัดเกี่ยวกับ จำนวนของผู้ลี้ภัยในประเทศไทยค่ะ
ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ดิฉันเองเห็นถึง ความพยายามของ กสม. มาโดยตลอดในการเข้าไปตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน กับการลงทุนข้ามพรมแดนของไทยในประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเช่น กรณีที่การไฟฟัาฝ์ายผลิต แห่งประเทศไทยได้มีการลงนามไว้ในสัญญาซื้อขายไฟฟัา จากเขื่อนปากลายที่แขวงไซยะบุรี ประเทศลาว แล้วก็กรณีของชาวบ้านลุ่มแม่น้ำโขงในทางภาคอีสานที่มีการคัดค้านโครงการ ไฟฟัาพลังน้ำ เขื่อนสานะคามที่ไซยะบุรีเช่นเดียวกัน ซึ่งโครงการนี้ก็มีเปัาหมายในการขาย ไฟฟัาให้กับ กฟผ. แต่อย่างไรก็ตามโครงการทั้ง ๒ โครงการที่ดิฉันได้เอ่ยถึงก็มีการตั้ง ข้อสังเกตว่า มันมีผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม แล้วก็รวมไปถึงด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะกับประชาชนที่อยู่ตามแม่น้ำโขงด้วย ซึ่งเรื่องนี้ต้องขอชื่นชมทาง กสม. จริง ๆ ในเรื่องนี้ดิฉันเองอยากเห็น กสม. ทำงานเชิงรุกมากขึ้นค่ะ โดยเฉพาะการผลักดันให้ไทย มีกลไกในการกำกับดูแลการลงทุนข้ามพรมแดนที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน อยากให้มีกลไก เรื่องนี้ที่ชัดเจนมากขึ้น แล้วก็คาดหวังว่าเราจะเห็นบทบาทด้านนี้ของ กสม. ที่ชัดเจนมากขึ้น ยิ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เองเราเห็นรายงานของผู้รายงานพิเศษด้านสถานการณ์ สิทธิมนุษยชนในเมียนมา ซึ่งเพื่อนสมาชิกของพรรคก้าวไกลก่อนหน้านี้ก็ได้มีการพูดถึง ไปแล้วนะคะ ในรายงานได้มีการระบุว่าธนาคารของไทยอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเข้า อาวุธของรัฐบาลทหารเมียนมา ดิฉันเองเข้าใจว่าเรากำลังอภิปรายในรายงานของป้ ๒๕๖๖ แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เปึนเรื่องสำคัญค่ะ อยากจะฝากทาง กสม. แล้วก็คาดหวังว่าในการมา รายงานประจำป้ของ กสม. ในป้ถัดไปจะเห็นความคืบหน้าแล้วก็อยากจะเห็นผลของการที่ ท่านเข้าไปตรวจสอบติดตามว่า ธนาคารของประเทศไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเข้าอาวุธ มากน้อยเพียงใด คาดหวังนะคะ แล้วก็ดิฉันเองจะติดตามเรื่องนี้ จะติดตามบทบาทของ กสม. อย่างใกล้ชิดในการตรวจสอบเรื่องนี้นะคะ
ประเด็นสุดท้ายคือกลไกระหว่างประเทศค่ะ เรื่องหนึ่งเลยค่ะที่ กสม. ทำได้ อย่างดีมาก ๆ อันนี้ต้องขอชื่นชมจากใจก็คือความพยายามที่จะผลักดันโน้มน้าวให้รัฐบาลไทย เข้าไปเปึนภาคีในพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน หรือที่เรารู้จักกัน ในชื่อของ OPCAT นั่นเองค่ะ เพื่อให้มีการจัดตั้งกลไกปัองกันการทรมานระดับชาติ หรือว่า NPM แล้วก็เปึนการตรวจเยี่ยมสถานที่คุมขัง เพื่อยกระดับการควบคุมดูแลผู้ที่ถูกกักกัน ในสถานที่คุมขัง ในพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปึนโรงพักเอง หรือว่าเรือนจำเอง ค่ายทหารต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพ แล้วก็เคารพในหลักการสิทธิมนุษยชนสากลมากขึ้น อันนี้ต้องขอชื่นชมจากใจ
เรื่องที่ ๒ ในประเด็นกลไกระหว่างประเทศ ดิฉันเองอยากจะเห็น Platform การที่ กสม. มี Platform ในการติดตาม แล้วก็ประเมินผลการดำเนินการตามข้อเสนอแนะ ที่ไทยได้รับมาจากต่างชาติ โดยเฉพาะในเวทีของ UPR ซึ่งเข้าใจว่าประเทศไทยก็เพิ่งจะ Summit Report ช่วง Midterm ไป ก็อยากจะเห็นการทำงานและการติดตามว่า ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่รัฐบาลไทยไปรับไว้ รับไว้แล้วทำไปมากน้อยแค่ไหน หรือมีข้อใดบ้างที่ ยังมีความท้าทาย เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้นนะคะ
เรื่องสุดท้ายค่ะ ดิฉันเองคาดหวังเปึนอย่างมากว่าจะเห็นบทบาทของ กสม. ในการติดตามแล้วก็ผลักดันหลักการเรื่องสิทธิมนุษยชนในกรอบความร่วมมือระหว่าง ประเทศที่รัฐบาลไทยจะเข้าไปมีส่วนร่วม จริง ๆ ต้องบอกว่ารัฐบาลชุดนี้มีความขยันขันแข็ง อย่างยิ่งในการที่จะเข้าไป Engage เข้าไปมีส่วนร่วมกับกลไกระหว่างประเทศหลาย ๆ กลไก ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการพยายามชิงตำแหน่งที่นั่ง HRC : Human Rights Council อย่างที่ ดิฉันเพิ่งกล่าวไป หรือว่าการพยายามทำ FTA ระหว่างไทยกับ EU หรือแม้กระทั่งการ เข้าไปเปึนสมาชิกของ OECD ต่าง ๆ ที่ไทยเองก็เพิ่งจะสมัครเข้าไปเปึนสมาชิกในช่วงป้นี้ ดิฉันเองอยากเห็นบทบาทของ กสม. ในการผลักดันหรือนำวาระประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน เข้าไปเปึนหนึ่งในมิติเรื่องเหล่านี้ในการพิจารณานะคะ อย่าง OECD เองหากไทยเข้าร่วม ก็จะต้องมีการตั้ง National Contact Point หรือว่า NCP ในการรับเรื่องร้องเรียนการละเมิดสิทธิ กรณีที่ไทยไปลงทุนข้ามพรมแดนในประเทศต่าง ๆ ก็อยากจะเห็นบทบาทเหล่านี้มากขึ้น แล้วก็คาดหวังเปึนอย่างยิ่งค่ะว่า ในรายงานของ กสม. ป้หน้าจะเห็นความชัดเจนในหลาย ๆ งานมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างที่ดิฉันบอก สถานการณ์เมียนมาเปึนสถานการณ์หนึ่งเลยที่กระทบต่อ ประเทศไทยอย่างแน่นอน แล้วก็รายงานที่เพิ่งออกมาจากผู้รายงานพิเศษของ UN ต่อ ประเด็นเรื่องเมียนมา ดิฉันคิดว่าเปึนรายงานที่สำคัญ แล้วก็คาดหวังว่าทาง กสม. จะช่วย ติดตาม แล้วก็ Investigate ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง ขอบคุณค่ะ