ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล หารือปัญหาการขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้แผนเผชิญภัยพิบัติ อันเกิดจากความซ้ำซ้อนและการขาดการบูรณาการในราชการ จึงเสนอให้ทบทวนการบริหารจัดการเหตุฉุกเฉิน โดยเน้นการซักซ้อมแผน การกำหนดผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน และการปรับแผนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันเพื่อรองรับทั้งประชาชนและชาวต่างชาติอย่างมีระบบ
เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ผม ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล ผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต ๓ อำเภอถลางและตำบลกระทู้ พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายในประเด็นแผนการรับมือหลังเกิดเหตุ ภัยพิบัติ ซึ่งประเทศไทยโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. กระทรวงมหาดไทย มีแผนเผชิญภัยพิบัติ แล้วทุกครั้งที่เกิดเหตุภัยพิบัติ แผนนี้อยู่ตรงไหน ลองไปสุ่มถาม ผู้ที่ต้องเป็นผู้ปฏิบัติหน้างานสัก ๓-๔ คนดูครับว่าสามารถตอบได้ตรงกันหรือไม่ พูดได้เห็นภาพ เดียวกันหรือเปล่า เรียนท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชนครับ แผนเผชิญภัยพิบัติ ที่ผมกำลังพูดถึงคือแผนเผชิญเหตุอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่มจังหวัด และแผนเผชิญ เหตุอื่น ๆ ซึ่งทาง ปภ. ต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๕ (๑) และมาตรา ๑๖ ที่มีการปรับปรุงแผนเผชิญเหตุทุกปี แต่สงสัยไหมครับ ทุกครั้งที่เกิดเหตุภัยพิบัติ หน่วยงานหลายหน่วยงานจะลงไปมะรุมมะตุ้มกันหน้างาน หรือบางครั้งก็เกี่ยงกันรับผิดชอบ ยังไม่รวมถึงเขตที่ยังไม่ได้ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติก็จะเกิด ความเละเทะกันหน้างาน ต่างคนต่างทำงาน คนเยอะแต่ไม่ได้งาน ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เหตุการณ์แผ่นดินถล่มที่จังหวัดภูเก็ตที่ตำบลกะรน หินแกรนิตขนาดใหญ่ขนาด ๑๐ คูณ ๑๐ เมตร ตกลงมาไถลลงสู่บ้านเรือนพี่น้องประชาชนเสียหาย ณ ปัจจุบันผ่านมา ๑ สัปดาห์แล้วครับท่านประธาน ยังไม่สามารถหาแนวทางการย้ายหิน ระเบิดหิน หรือการแก้ไข สถานการณ์ได้ บ้านเรือนที่พังทลายก็ยังไม่มีมาตรการว่าจะเยียวยาให้กลับมาอยู่อาศัย ได้หรือเปล่า นี่ไม่รวมถึงปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในบริเวณต่าง ๆ เช่น อำเภอถลาง เป็นต้น ที่พอเมื่อไม่ได้ ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติแล้ว การจัดการก็เกี่ยงกัน บางพื้นที่ทับซ้อนกันหลาย อบต. หลายท้องถิ่น ไม่มีเจ้าภาพหลักในการจัดการ และยังตกลงกันไม่ได้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ อุปกรณ์ต่าง ๆ เครื่องจักรต่าง ๆ และสิ่งที่ท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกคงทราบกันดีนะครับ ว่าน้ำมันจะเบิกจากใคร ในหลาย ๆ ครั้งอุปกรณ์เครื่องจักรที่ออกไปหน้างานแล้ว ต้องเติมน้ำมันในการใช้งาน ผู้ปฏิบัติงานทนไม่ได้ก็ต้องควักเงินจากกระเป๋าตัวเองทุกครั้ง รวมไปถึงค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่มของผู้ปฏิบัติงานในยามค่ำคืน เรื่องเหล่านี้คือปัญหา ในการปฏิบัติงานทุกครั้งเมื่อเกิดเหตุ จนผู้ปฏิบัติงานทนไม่ได้ ทั้งที่เรามีแผนเผชิญเหตุ ได้กำหนดความชัดเจนในการตัดสินใจในการดำเนินงานเอาไว้แล้วว่าเหตุการณ์ในลักษณะใดบ้าง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ใด ใครต้องรับผิดชอบ ดังนั้นสิ่งที่ผมพยายามจะสื่อสารคือหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ได้ปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ ก็ต้องพูดอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่จะไม่ปฏิบัติตาม แต่ก็ต้องถาม กลับไปยังกระทรวงมหาดไทย และ ปภ. ว่าหลังจากที่มีร่างแผนเผชิญเหตุออกมา ได้มีการนำไป ทำความเข้าใจ ซักซ้อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ บ้างหรือไม่ ก่อนทำแผนได้มีการรับฟังจากคนที่ปฏิบัติหน้างาน รวมไปถึงเหตุการณ์ที่ไม่สามารถ ปฏิบัติงานได้ เป็นการถอดบทเรียนในเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา จากผู้มีประสบการณ์ คนที่ทำงานจริงบ้างหรือไม่ วันนี้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เห็นชัดคือแผนอยู่ส่วนแผน คนทำงาน ก็อยู่ส่วนคนทำงาน ดังนั้นเพื่อให้แผนเผชิญเหตุมีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์จริง ๆ ก็ต้องมาคิดกันใหม่ว่าจะต้องมีระเบียบบังคับเพื่อใช้ยึดแผนเผชิญเหตุ ถึงเวลาเกิดเหตุ จะได้ไม่ต้องถามหาเจ้าภาพอีก และสิ่งที่ไม่มีในแผนคือการดูแลชาวต่างชาติ ภูเก็ต เรามีเหตุการณ์ประสบภัยพิบัติหลายครั้ง บ่อยครั้งมาก แต่เมื่อเกิดผู้บาดเจ็บเสียชีวิต ที่เป็นชาวต่างชาติ เราขาดแผนการดำเนินการที่ดีครับ ชาวต่างชาตินี้อยากให้รวมถึงผู้ที่ไม่ได้ ถือสัญชาติไทยนะครับ เพราะในเชิงการทำงานนั้นยังมีการแบ่งระหว่างนักท่องเที่ยว และผู้ใช้แรงงานชาวต่างชาติ ดังนั้นเราควรใช้มาตรฐานเดียวกันในการดูแล การสื่อสาร และการช่วยเหลือบรรเทาเยียวยาผู้คนเหล่านั้นด้วยครับ อันนี้เป็นข้อเสนอในส่วนโครงสร้าง แต่ในรายละเอียดของแผน ควรมีภาพขั้นตอนการดำเนินงานอย่างชัดเจน เช่น ๑ ๒ ๓ ต้องทำอย่างไรบ้าง ใครมีหน้าที่รับผิดชอบอย่างไรบ้าง อย่าปล่อยให้เจ้าหน้าที่หน้างาน ใช้วิจารณญาณในการดำเนินงานเลยครับ รายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้สำคัญ ผมยกตัวอย่าง อย่างในประเทศญี่ปุ่นนะครับ แผนเผชิญเหตุในประเทศญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในแผนที่มี ความเป็นระบบและมีมาตรฐานสูง เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เผชิญกับภัยพิบัติ ทางธรรมชาติบ่อยครั้ง เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ ภูเขาไฟระเบิด ดังนั้นการเตรียมพร้อมรับมือ กับเหตุการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นเรื่องที่ได้รับความสำคัญมาก ข้อเสนอนะครับ บางครั้งเราอาจจะต้อง มาทบทวนกันไหมว่าควรจะให้นายก อบจ. เป็นผู้อำนวยการเหตุการณ์แทนผู้ว่าราชการจังหวัด หรือเปล่า อย่างเช่นกรณีภูเก็ตนะครับ นายก อบจ. ไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่ ล้วนมีประสบการณ์ในการเผชิญเหตุภัยพิบัติมาด้วยกันทั้งนั้น แต่ในทางกลับกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ไม่ได้เป็นคนภูเก็ตนั้น แต่ละคนผมเชื่อเลยครับว่า แม้มีประสบการณ์ มากเพียงไรก็ตาม แต่ไม่เคยมีประสบการณ์ในพื้นที่ ดังนั้นเมื่อไม่เข้าใจพื้นที่ มีประสบการณ์ มากแค่ไหนก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้นะครับ
สุดท้ายผมคิดว่านี่คือปัญหาโครงสร้างของราชการที่ต่างคนต่างคิด ต่างคน ต่างทำ ไม่มีการบูรณาการเชื่อมโยงกัน ไม่ร่วมรับผิดชอบต่อความเดือดร้อนของประชาชน เท่าที่ควรจะเป็น ในเมื่อแผนเผชิญเหตุต้องปรับปรุง Update ใหม่ทุกปีอยู่แล้ว ผมเสนอว่า ฉบับต่อไปท่านวาดภาพให้เห็นภาพเดียวกันออกมาเลย จะได้ไม่ต้องเกี่ยงกันทำงานแบบนี้ ขอบคุณครับ