ศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ หารือปัญหาการเยียวยาผู้ประสบภัยภายหลังน้ำลดที่มีข้อจำกัดในระเบียบ ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กช่วยเหลือประชาชนไม่ทันท่วงที พร้อมเสนอปรับเพิ่มวงเงินเยียวยาให้เหมาะสมกับความเสียหายจริง โดยเฉพาะบ้านพังทั้งหลังและเกษตรกรรม รวมถึงเร่งแก้ไขขั้นตอนที่ซับซ้อนและพัฒนาระบบสื่อสารเพื่อเร่งฟื้นฟูอย่างมีประสิทธิภาพ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๕ อำเภอนครไทย อำเภอชาติตระการ อำเภอวัดโบสถ์ พรรคประชาชน จากที่ได้ฟังเพื่อนสมาชิก พรรคประชาชนที่ได้ร่วมกันอภิปรายมาตั้งแต่ที่มาของปัญหาการบริหารจัดการแม่น้ำ ขนาดใหญ่ของภาคเหนือ แม่น้ำสายหลัก แม่น้ำสายรอง ลุ่มน้ำภาคกลาง ลุ่มน้ำภาคอีสาน แผนการป้องกันเหตุ แผนการเตือนภัย รวมถึงภาพรวมของการบริหารจัดการการจัดตั้ง War Room ต่าง ๆ มาถึงตรงนี้ครับท่านประธานครับ เป็นเรื่องราวของการบริหารจัดการ สถานการณ์หลังน้ำลด ผมกำลังจะพูดถึงหลักเกณฑ์ของการเยียวยาผู้ประสบภัยครับ ที่มีบางข้อที่ควรจะได้รับการแก้ไข เพราะมันทำให้เกิดความไม่คล่องตัวในการบริหารจัดการ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีอุทกภัยที่ไม่ได้ประกาศเป็นภัยพิบัติฉุกเฉิน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งเป็นท้องถิ่นขนาดเล็ก มีงบประมาณน้อย มีงบประมาณ จำกัด ขาดแคลนอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือในการเข้าไปช่วยเหลือ แล้วก็เยียวยาพี่น้อง ประชาชน เช่น เรือ รถ หรือเสื้อชูชีพ หรือแม้กระทั่งค่าน้ำมันครับท่านประธาน ทำให้ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ขอสไลด์ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
เรามาดูระเบียบของกระทรวง มหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น หมวด ๑ หลักการช่วยเหลือประชาชน ข้อ ๖ กล่าวไว้ว่า การช่วยเหลือ ประชาชนตามระเบียบนี้จะต้องดำเนินการในขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นตามกฎหมาย โดยคำนึงถึงสถานะทางการคลังและความจำเป็นเหมาะสม หลักการช่วยเหลือประชาชนแต่ให้คำนึงถึงตัวเองก่อน ข้อ ๗ บอกว่ากรณีเกิดสาธารณภัย ในพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะมีการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติฉุกเฉินหรือไม่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดำเนินการช่วยเหลือประชาชนในเบื้องต้นโดยฉับพลัน ทันทีได้เลย เพื่อการดำรงชีพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า เข้าไประงับเหตุ สาธารณภัยได้ทันที แน่นอนครับ เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมอุทกภัย นายกรัฐมนตรีเตรียมตัวแล้ว เตรียม Start รถ ไปจนถึงพื้นที่กำลังจะเข้าช่วยเหลือแล้ว ต้องย้อนกลับไปนึกถึงข้อ ๖ ครับ นึกถึงสถานะทางการคลังครับ ก็สั่งให้ลูกน้องตีรถกลับ เพราะไม่มีเงินครับ
อีกกรณีหนึ่ง เป็นกรณีของถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ฉุกเฉินแล้ว ก็ให้ไปใช้หลักเกณฑ์ของการจ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบ ภัยพิบัติ กรณีฉุกเฉินในปี ๒๕๖๓ ซึ่งหลักเกณฑ์นี้ก็ยังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ผู้ประสบภัย ต้องเผชิญอยู่ แล้วก็ไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน ยกตัวอย่างครับ
ข้อ ๕.๑ หลักเกณฑ์ในการใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน ด้านการดำรงชีพ
ข้อ ๕.๑.๔ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพเบื้องต้น กรณีที่อยู่อาศัยได้รับ ความเสียหายทั้งหลังเท่าที่จ่ายจริงให้ครอบครัวละไม่เกิน ๓,๘๐๐ บาท ๓,๘๐๐ บาทครับ ท่านประธาน ได้รับความเสียหายทั้งหลังนะครับ บ้านพังทั้งหลังและได้ครอบครัวละด้วย ไม่ใช่ได้รายละ ได้ครอบครัวละ ๓,๘๐๐ บาท บางครอบครัวอาจจะมี ๓ คน มี ๕ คน ๗ คน แต่ได้ ๓,๘๐๐ บาท ตรงนี้น่าจะขยับให้เขานะครับ เพราะว่าอันนี้มันเป็นเกณฑ์สูงสุดที่จะจ่าย จ่ายครอบครัวละไม่เกิน เพราะฉะนั้นถ้าเราขึ้นเป็น ๑๐,๐๐๐ บาท ถ้าครอบครัวขนาดเล็ก เราก็ยังลดหย่อนลงมาได้
ข้อ ๕.๑.๕ ค่าวัสดุซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำ ซึ่งผู้ประสบภัยพิบัติ ต้องเป็นเจ้าของ แล้วก็ได้รับความเสียหาย เท่าที่จ่ายจริงหลังละไม่เกิน ๔๙,๕๐๐ บาท ๔๙,๕๐๐ บาท สไลด์ถัดไปครับ ในกรณีที่บ้านพังทั้งหลัง พายุมาน้ำท่วม พายุพัดหลังคา พัดบ้านพังไปขนาดนี้ ค่าวัสดุในการซ่อมแซมบ้าน ราคาค่าวัสดุก่อสร้าง ณ ปัจจุบันนี้ กับปี ๒๕๖๓ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ปี ๒๕๖๓ น้ำมันเบนซินแค่ลิตรละ ๒๐ กว่าบาท ปัจจุบัน ๔๐ บาทเข้าไปแล้ว เพราะฉะนั้นค่าเยียวยาซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำหลังละไม่เกิน ๔๙,๕๐๐ บาท ผมว่ามันเป็นเกณฑ์ขั้นสูงที่ยังต่ำเกินไป การเยียวยา ข้อเสนอก็คือคิดว่า ให้ ๑๐๐,๐๐๐ บาทไปเลยครับ เป็นเกณฑ์สูงสุด แล้วมันก็ยังลดหลั่นลงมาได้ ถ้าเขาไม่ได้มีจริง แต่ถ้าพังทั้งหลัง ลักษณะพังมาก ๆ ๑๐๐,๐๐๐ บาท บางทียังตั้งเสาไม่เสร็จเลยนะครับ ยังไม่มีหลังคาด้วยซ้ำ ถัดไปครับ การเยียวยาด้านการเกษตร อัตราการช่วยเหลือที่ต่ำกว่า ต้นทุนการผลิตจริง ซึ่งปัจจุบันต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นสูงมากหลายเท่าตัว เช่น ข้าว ช่วยเหลือ ไร่ละ ๑,๓๔๐ บาท แต่ต้นทุนในการผลิตที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุไว้คือ ต้นทุนการผลิตข้าวอยู่ที่ไร่ละ ๔,๓๒๓ บาท ในปี ๒๕๖๗ แล้ว เพราะฉะนั้นแปลว่า ต้นทุนการผลิตมันขึ้นไปแล้วเกือบเท่าตัว ค่าปุ๋ย ค่ายา มันขึ้นหมดแล้ว เพราะฉะนั้น เราควรจะขึ้นตรงนี้ให้กับผู้ประสบภัยพิบัติด้วย สไลด์ถัดไปครับ กรณีสุกร กำหนดว่า สุกรอายุมากกว่า ๓๐ วันขึ้นไป ช่วยเหลือตัวละ ๓,๐๐๐ บาท ในขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงสุกร ในปี ๒๕๖๖ อยู่ที่ ๘,๗๐๐ บาทเข้าไปแล้วครับท่านประธาน ตรงนี้ก็ควรขยับขึ้น ผมไปเร็วนะครับ เพื่อประหยัดเวลา
ข้อต่อไปก็คือความล่าช้าในการที่จะได้รับความช่วยเหลือ เยียวยา ปัจจุบัน ขั้นตอนในการขอรับความช่วยเหลือของเกษตรกรมีขั้นตอนมากมาย ถึง ๔-๗ ขั้นตอน รวมถึงขั้นตอนในการเบิกจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการที่จะเบิกงบประมาณ เข้ามาเยียวยาให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่ประสบเหตุ ต้องใช้เวลา ๘๐-๑๒๐ วัน ในการทำให้ประชาชนและเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนต้องรอคอยเป็นเวลานาน ดูจากสไลด์ผมไม่อธิบายครับ ขั้นตอนขนาดนี้ผมว่านายกรัฐมนตรีก็ท้อนะครับ เอาละครับ ทั้งหมดนี้ก็คือปัญหาบางส่วนเท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์ในการเยียวยาและฟื้นฟู ผู้ประสบภัยหลังเกิดเหตุ
ถัดไปจะเป็นข้อเสนอครับ ข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยาและฟื้นฟู ผู้ประสบอุทกภัยของพรรคประชาชน ๑. แก้ไขระเบียบหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน ๒. ให้อำนาจและ งบประมาณไปที่ท้องถิ่น กระจายอำนาจไปที่ท้องถิ่นให้การบริหารสถานการณ์เป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ มีความคล่องตัว ลดขั้นตอน และลดความล่าช้า ๓. ให้การฟื้นฟู เกษตรกรในเรื่องการตั้งตัวด้วย เพราะหลังจากประสบอุทกภัยแล้ว บางคนหมดเนื้อหมดตัว สิ้นเนื้อประดาตัว กว่าจะตั้งตัวกลับมาได้ใช้เวลานาน ช่วยเขาตั้งตัว ลดภาระ ปรับโครงสร้าง ต้นทุนและโครงสร้างหนี้หลังน้ำลด ข้อสุดท้ายอันนี้สำคัญมากครับ คือการสื่อสารของภาครัฐ ทั้งจังหวัด ทั้งท้องถิ่น การสื่อสารจังหวัดมีแผนหมด แต่ชาวบ้านไม่เคยรู้เลยว่า ท่านกำลัง ทำอะไร และสถานการณ์น้ำมันอยู่ตรงไหน เกี่ยวกับการเผชิญเหตุต่าง ๆ การเตรียมความพร้อม ในระดับหมู่บ้าน ประชาชนต้องมีความเข้าใจในสถานการณ์ แล้วก็มีการซ้อมแผน อย่างเหมาะสมนะครับ
สุดท้ายก็ขอฝากให้คณะรัฐมนตรีที่จะรับเรื่องนี้ไปพิจารณาแก้ไขเรื่องนี้ โดยด่วนครับ ขอบพระคุณครับ