เลาฟั้ง สนับสนุนญัตติด่วนน้ำท่วม ชี้ต้องกระจายอำนาจถึงท้องถิ่น

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๗

เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนญัตติด่วนเรื่องน้ำท่วม พร้อมนำเสนอข้อมูลผ่านสไลด์ประกอบ โดยหารือปัญหาภัยพิบัติน้ำป่าและดินถล่มในพื้นที่สูงที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ และเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมาย รวมถึงเร่งอนุญาตการย้ายถิ่นฐานอย่างฉุกเฉิน โดยกระจายอำนาจการตัดสินใจไปยังหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อให้การช่วยเหลือเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วนเครือข่าย ชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองครับ ผมจะขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องน้ำท่วมนะครับ ซึ่งเรื่องที่ผมจะอภิปรายนะครับ ขอสไลด์ด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

เป็นกรณีปัญหาการรับมือ ของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงนะครับ ซึ่งก็มีส่วนที่เหมือนกันกับพื้นที่ของท่านประธาน จำนวนมากนะครับ และผมก็เชื่อว่าท่านประธานเองก็น่าจะเจอปัญหาในลักษณะเช่นเดียวกัน กับที่ผมกำลังจะพูดต่อไปนะครับ เมื่อวันที่ ๑๒ เดือนสิงหาคมปีนี้เอง ได้เกิดน้ำป่าไหลหลาก เข้ามากลางหมู่บ้าน ท่วมบ้านที่ชื่อว่าบ้านแม่โกปี่ ตำบลแม่ยวมน้อย อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีบ้านได้รับความเสียหายโดยสิ้นเชิง ๑๘ หลัง แล้วก็เสียหายบางส่วน อีกจำนวนมากนะครับ แล้วเฉพาะในปีนี้แม่ฮ่องสอนมีบ้านที่ได้รับความเสียหาย ๓๗ หลัง ถ้าย้อนกลับไปอีกในปี พ.ศ. ๒๕๕๔-๒๕๖๗ เฉพาะตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตำบลเดียวนะครับ อบต. แม่สามแลบได้ดำเนินการย้ายหมู่บ้าน ที่มีความเสี่ยงออกจากพื้นที่ที่จะเผชิญกับเหตุน้ำป่าไหลหลากนี้ไปแล้ว ๔ หมู่บ้านนะครับ สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่าพื้นที่สูง พื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์จำนวนหนึ่งนะครับ อยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยง ต่อการเกิดปัญหาดินโคลนถล่ม แล้วก็น้ำป่าไหลหลากนะครับ บางกรณีมีความจำเป็น ที่จะต้องย้ายชุมชนนะครับ แต่ถามว่าในการย้ายชุมชนจริง ๆ มันต้องทำอะไรบ้าง อันที่ ๑ ก็คือต้องหาสถานที่ที่ปลอดภัยกว่า ไม่ใช่ย้ายไปแต่ว่าเสี่ยงกว่า อันที่ ๒ คือการจัดระเบียบ อันที่ ๓ ก็คือว่าจะไปสร้างบ้านที่ไหนต้องมีการปรับที่ใช่ไหมครับ บางทีจำเป็นต้องใช้ เครื่องจักรนะครับ แล้วก็เรื่องของโครงสร้างพื้นฐานต้องตามไปด้วยนะครับ แล้วก็สิ่งสุดท้าย ก็คือว่าจะย้ายบ้านไปก็ต้องรื้อบ้านเก่า รวมทั้งอาจจะต้องมีการหาว่าวัสดุอุปกรณ์เข้ามาใหม่ด้วย ต้องขนเข้าไป สิ่งเหล่านี้เป็นเงิน เป็นงบประมาณทั้งนั้นนะครับ ในขณะที่คนกำลังเผชิญ กับวิกฤติการณ์ที่จะหาเงินมาเพิ่ม อันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ แล้วก็เวลาจะย้ายจริง ๆ ต้องเผชิญกับอะไรบ้าง ผมจะโฟกัสมาเฉพาะเรื่องชุมชนบนพื้นที่สูง ชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์ อยู่ในเขตป่านะครับ ซึ่งต้องห้ามตามกฎหมายป่าไม้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบ้าน การทำโครงสร้างพื้นฐาน มันล้วนต้องห้ามทั้งนั้นนะครับ แล้วที่สำคัญก็คือว่าหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการที่จะย้ายชุมชนออกไปมันมีหลายหน่วยงาน ต่างคนต่างทำ ทำคนละเวลาด้วย เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัติหน่วยงานเข้ามาช่วยสนับสนุนได้ค่อนข้างจำกัดนะครับ มาถึงที่อุปสรรคจากกฎหมายป่าไม้ หลัก ๆ ก็คือในเขตป่าสงวนก็ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ ในเขตป่าอนุรักษ์ไม่ว่าจะเป็นเขตอุทยานหรือเขตสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ก็ต้องห้ามตามกฎหมายอีกเช่นเดียวกัน ผมจะขออนุญาตมาที่เรื่อง ข้อเสนอเลยนะครับ ถามว่าข้อห้าม ข้อจำกัดตามกฎหมายป่าไม้เหล่านี้มันพอมีทางออกไหม กรณีที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาตินะครับ จริง ๆ แล้วก็พอที่จะมีทางออกอยู่นะครับ ก็คือมีช่องทางในการอนุญาตตามกฎหมาย แต่คนที่อนุญาตก็คืออธิบดีกรมป่าไม้ ที่ผ่านมา ใช้เวลาในการอนุญาตนานมาก รวมทั้งแทบจะเป็นไปไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นตราบใด ที่ยังรอการอนุญาตจากกรมป่าไม้ก่อนถึงจะย้ายบ้านออกไปจากพื้นที่เสี่ยงได้ แบบนี้ แทบจะไม่เป็นประโยชน์ ทีนี้ในเรื่องของเขตป่าสงวนนี้คือผมก็ได้เสนอว่าให้ออกประกาศ คณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นคณะกรรมการ ที่จัดตั้งขึ้นมาตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติในการกระจายอำนาจลงมาให้ อาจจะเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้จังหวัด หรือสาขาที่ตั้งอยู่ ในจังหวัดเป็นคนอนุญาตแทนอธิบดี เพราะเรื่องนี้มันเป็นเรื่องฉุกเฉินนะครับ จำเป็นต้องได้รับ การอนุญาตการจัดการอย่างทันทีทันใด มันรอไม่ได้นะครับ ในกรณีที่เป็นเขตอุทยาน หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านะครับ จริง ๆ แล้วภายใต้ข้อห้ามที่เข้มงวด มีกฎหมายที่พอ จะเปิดช่องทางได้อยู่ แต่มีปัญหาว่าไม่มีแนวทางปฏิบัติให้สำหรับผู้ปฏิบัติ ก็คือในมาตรา ๒๕ ซึ่งเขียนไว้ชัดเจนนะครับว่า ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนหรือมีเหตุฉุกเฉินเพื่อป้องกัน ภัยพิบัติอันเป็นสาธารณะ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ ซึ่งในกฎหมายเขียนว่า เจ้าพนักงาน แต่หมายถึงหัวหน้าอุทยานนี่ละ มีอำนาจกระทำการตามมาตรา ๑๙ ก็คือเข้าไปในเขต ที่เป็นเขตป่าอนุรักษ์เพื่อดำเนินการต่าง ๆ รวมทั้งการใช้ที่ดิน การก่อสร้างแผ้วถางพื้นที่ป่านี้ สามารถที่จะทำได้นะครับ แต่ว่าพอเราไปเปิดดูรายละเอียด ปรากฏว่าไม่มีระเบียบกำหนด หลักเกณฑ์วิธีการในการอนุญาต เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัติก็เลยไม่สามารถที่จะอนุญาตให้ได้ นะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เสนอว่าให้เร่งรัดในการออกระเบียบ ที่ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานที่เขาอยู่ ในพื้นที่ เขาสามารถที่จะอนุญาตให้มีการใช้พื้นที่ เพื่อที่จะรองรับกับพื้นที่ที่มีความเสี่ยงอยู่แล้ว ซึ่งพื้นที่ที่มีความเสี่ยงก็จำเป็นต้องย้าย ก็มีทั้งชุมชนที่กำลังเผชิญกับเหตุ บ้านถูกพัดไปแล้ว จำเป็นต้องหาที่อยู่ใหม่ กับอีกกรณีหนึ่งก็คือว่าเห็นชัด ๆ อยู่แล้ว หรือมีงานทางวิชาการ มีงานที่ชี้ชัด ๆ อยู่แล้วว่าเสี่ยงที่จะถูกน้ำป่าไหลหลาก เสี่ยงที่ดินโคลนจะถล่มมาทับแน่ ๆ จำเป็นที่ต้องย้าย อันนี้ก็จำเป็นที่จะต้องย้าย ถ้าหากเราไม่มีการแก้ไขระเบียบกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้ การรับมือกับปัญหาภัยพิบัติที่อยู่ในพื้นที่สูง พื้นที่ ของกลุ่มชาติพันธุ์จะเป็นไปได้ยากมากครับ ขอบคุณมากครับ